บทที่ 4 ลากันทีความสงบ
จากยุคหนึ่งที่มนุษย์เกือบจะล่มสลายไปจากโลกใบนี้ แต่ด้วยความทรหดอดทนและวิวัฒนาการ ทำให้มนุษย์ส่วนหนึ่งมีความสามารถทางจิตสูงขึ้น ช่วยให้ ‘มนุษย์ยุคใหม่’ ก้าวข้ามหายนะครั้งเลวร้ายที่สุดมาได้ มนุษย์เลิกให้ความสนใจกับวิทยาศาสตร์ที่เกินพอดี หากเลือกพัฒนาเกี่ยวกับพลังจิตให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จากมนุษย์เพียงหยิบมือที่สามารถควบคุมพลังจิตได้ดั่งใจ ขณะนี้เวลาล่วงเลยมากว่าพันปี วิวัฒนาการดังกล่าวพลิกโลกของมนุษย์ให้กลับด้าน
...ปัจจุบันปี After Nauzca (AN) ที่ 1412 ประชากรของโลกใบนี้กว่าร้อยละ 50 หรือประมาณ 720 ล้านคน สามารถใช้พลังจิตได้...
หนึ่งในพลังแห่งตำนานซึ่งจากประวัติศาสตร์เกินกว่า 1000 ปี มีผู้ใช้พลัง ‘Conexión’(คอนเน็คซิอน) ซึ่งก็คือความสามารถ ที่จะใช้พลังของตนในการทำสัญญากับบุคคลอื่น เพื่อเลียนแบบคลื่นสมองให้เป็นแบบเดียวกันกับบุคคลอื่น และส่งถ่ายพลังของตนให้กับ ‘ผู้ทำสัญญา’ ส่งผลให้ พลังของผู้ทำสัญญาเพิ่มสูงขึ้น ตามพลังของผู้ใช้ ‘Conexión’
บุคคลแรกที่บันทึกไว้คือชายผู้อุทิศตนให้กับการวางรากฐานของยุคใหม่ เดินทางปลูกสัมพันธ์ของผู้คนแต่ละท้องถิ่นให้แน่นแฟ้นโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จากการกระทำนั้นทำให้ ‘ยุโรปและเอเชียตะวันออก-ตะวันออกเฉียงใต้’ ที่เหลือรอดผูกพันกันแน่นแฟ้น ในเวลาต่อมา...
มือเล็กพลิกหน้าหนังสือผ่าน ๆ จนกระทั่งมีรูปของชายคนนั้น... จากภาพถ่ายเป็นตอนที่เขากำลังขี่หมีขาวตัวโต... โดยมีพรรคพวกของพี่ท่าน... ชายตัวโตพอ ๆ กับหมีกำลังวิ่งหนี
“โอโหแม่มดน้อย ขยันจังนะ เวลาพักจากสอบยังมาเข้าห้องสมุดอีก” อาจารย์บรรณารักษ์ที่เดินผ่านมาเอ่ยทักทาย เมื่อเห็นรูปที่ว่าก็วางหนังสือทั้งหมดที่หอบมาลงทันที สายตาที่มองรูปนั้นแสดงความนับถือออกมาเต็มประดา
“เดี๋ยวนี้คนสนใจเรื่องราวเก่าแก่แต่มีคุณค่าแบบนี้ หายากขึ้นทุกที ทั้งที่สิ่งที่ท่าน โซเร็น วาร์ลเดน ทิ้งเอาไว้ให้คือแนวคิดอันล้ำค่าจำนวนมากแท้ ๆ”
“ท่าทางอาจารย์จะชื่นชมคนคนนี้มากเลยนะคะ” ปิ่นทักกลับแล้วชำเลืองมอง ดูเหมือนคุณครูสาวจะปลาบปลื้มเอามาก ๆ ที่มีคนสนใจเพิ่มอีกหนึ่ง แม้คนคนนั้นจะเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กอย่างเธอก็ตามที
“ครูอ่านหนังสือทุกเล่มของชายคนนี้มาแล้วค่ะ รวมถึงบันทึกของคนที่เกี่ยวข้องแทบทั้งหมด เสียดายที่ข้อมูลก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตกลับไม่มีบันทึกเอาไว้เลย...”
“ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะคะ?”
คุณครูถอนหายใจนิดหนึ่ง
“ครูคิดว่าเป็นเพราะ... ความสามารถที่มากเกินไปของเขานั่นแหละจ้ะ ถึงแม้คนรักจะมาก แต่คนเกลียดก็ไม่น้อย แถมเพราะเป็นคนประเภทชอบร่อนเร่พเนจร ใช้ชีวิตเรียบง่ายติดดิน ทำให้คนที่ประสงค์ร้ายเข้าถึงตัวได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าท่านถูกฆ่า...
แต่ใครจะไปรู้ ท่านอาจจะเลือกใช้ชีวิตที่เรียบง่ายห่างไกลจากผู้คน ถ่ายทอดความรู้และความเข้าใจของความสำคัญทางประวัติศาสตร์ให้ผู้คนจนวันตายเลยก็เป็นได้นะ”
ปิ่นนั่งหลับตาคิดตาม คนในประวัติศาสตร์คนนี้ไม่ว่าใครก็ย่อมรู้จัก แต่เธอก็เพิ่งฉุกคิดว่าแทบจะไม่มีใครศึกษาชีวิตของเขาอย่างจริงจังเสียเลย ความจริงเธอเองก็ไม่ค่อยจะเข้าห้องสมุดเก่า ๆ นี้สักเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนว่าปัจจุบันมันจะมีแรงดึงดูดกับความสนใจของเธอมากกว่านั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เสียอีก...
ทั้งที่ตอนแรกก็แค่เข้ามาค้นคว้าเรื่องความสามารถเรื่อง ‘Conexión’ ซึ่งค้นเจอชื่อนี้มาจากอินเตอร์เน็ต แท้ ๆ เชียว
เมื่อวานหลังจากเธอพาหมอนั่นไปที่โรงพยาบาล เธอเองก็ไม่นึกว่า... หมอนั่นจะช่วยเพื่อนของเธอได้จริง แถมทำได้อย่างไรกลับไม่ยอมอธิบาย
เพราะความสงสัยเธอจึงไปไล่ค้นประวัติของผู้ทีมีพลังประเภทนี้ทั้งหมด ซึ่งก็มีเพียงไม่กี่คน ทุกคนมักจะมีรายละเอียดของพลังปลีกย่อยแตกต่างกันออกไป และทุกคนมักจะเป็นพวก multi-psychic เสมอ..
...นั่นก็คือมีพลังมากกว่าหนึ่ง โดยไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวใดใดทั้งสิ้น...
สำหรับคนอื่น ๆ เธอไม่ค่อยสนใจเพราะไม่มีพลังสูงนัก แต่เมื่อวานนี้... เมื่อวานนี้พลังที่หมอนั่นเพิ่มให้เธอมันไม่ธรรมดาเอาเสียเลย ถ้าให้พูดตามตรง มันเป็นพลังชนิดยากจะหยั่งวัด เหมือนกับบุคคลในหนังสือ
ซึ่งนอกจาก Conexión หรือการซิงโครเพื่อถ่ายโอนพลังจิตให้ผู้อื่นแล้ว เขายังสามารถรับรู้ ‘คลื่นหรือกระแส’ ทั้งหมดรายรอบ รวมถึงคลื่นสมองของมนุษย์อีกด้วย กว่าพันปีที่ผ่านมานี้ ความก้าวหน้าที่มากถึงขนาดนี้... ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีสถาบันวิจัยใดเข้าใจถึงโลกของวาร์ลเดน ได้ถ่องแท้สักคน
ซึ่งนั่นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่งที่มนุษย์คนหนึ่ง ๆ จะสามารถทำได้
“นี่แม่มดน้อย”
“คะ?”
ปิ่นนั่งคิดอะไรเพลินจนสติล่องล่อยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เมื่อมีคนเรียกจึงเผลอปิดหนังสือด้วยความตกใจ
“ตายจริง ครูไม่คิดว่าจะอินขนาดนี้นะเนี่ย แต่สัญญาณเรียกสอบวัดพลังจิตดังแล้วนะเรา”
“อ๋า หนูลืมเวลาเลยขอโทษด้วยค่ะ!”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ว่าแต่นั่นแมวของเธอหรือเปล่า”
คุณครูว่าแล้วก็ชี้ไปที่หน้าประตู เจ้าแมวสีดำตัวน้อยกำลังพยายามตะกายกระจกหมายจะเข้ามาให้ได้ ปิ่นมองแล้วก็พยายามอุบหัวเราะเอาไว้ เธอไม่นึกว่าเจ้าแมวนั่นจะตื๊อขนาดนี้... ที่สำคัญเธอ...อยู่...
“ว่าแต่ หอของโรงเรียนนี้ให้เลี้ยงสัตว์ด้วยเหรอ?”
คุณครูถามพลางจับแว่นขยับเล็ก ๆ ปิ่นยิ้มแห้งให้ก่อนจะจับเจ้าแมวขึ้นกอดแล้วเดินหายตัวไป
สนามกว้างของโรงเรียนเนตรนารา หนึ่งในโรงเรียนที่มีความโดดเด่น เรื่องการพัฒนาพลังจิตติดท็อปเท็นของเมือง ที่นั่นมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ของแต่ละสาขาตั้งซุ้มทดสอบ ‘พลังจิต’ โดยมีนักเรียนรอทดสอบออกันเต็มไปหมด ส่วนใหญ่จะหน้าชื่นตาบานคุยเรื่องพลังจิตของตนกันอย่างสนุกสนาน ยกเว้นก็พวกชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีอะไรจะอวด ประมาณ 7% ของนักเรียนทั้งหมด และเจ้าพวกนั้นส่วนใหญ่มักจะนั่งจับกลุ่มนินทาชาวบ้านอยู่ริมตึก บรรยากาศน่าขยะแขยงแพร่กระจายออกมาไม่รู้จักหมดจักสิ้น
จิณณ์เห็นกลุ่มที่ว่าแล้วก็ถอนใจ ก่อนจะหันมาเปิดหนังสืออ่านต่ออย่างสบายอารมณ์ใต้ร่มไม้ ไม่คิดจะยุ่งกับใคร
“เฮ่จิณณ์ สอบเป็นไงบ้าง!?”
แต่ดูเหมือนคนคิดจะยุ่งกับเขามีเยอะพอสมควร...
“หืม... อารยธรรมเอเชียตะวันออก โดย... ‘คนในตำนาน’ นั่น... อีกแล้ว!?”
อีกคนเข้ามาเสริม ก้มมองหน้าปกแล้วก็ขมวดคิ้ว
“เฮ้อ...” หญิงสาวผมสั้นสีดำถอนหายใจ ท้าวเอวมองจิณณ์ที่นั่งอ่านหนังสือยาก ๆ อยู่ได้ทุกวันแต่ไม่สนใจพัฒนาพลังจิตเอาเสียเลย มิหนำซ้ำ... “จิณณ์ นายชอบอ่านเรื่องพรรค์นี้ แต่ไหงคะแนนวิชาสังคมต่ำเตี้ยติดดินงี้เล่า อาจารย์เขาวานให้มาเรียกไปคุยอยู่เนี่ย”
จิณณ์ทำหน้างงรีบปิดหนังสือหันขวับไปมองหน้าสาวเจ้าทันที
“อย่าล้อเล่นน่า ฉันเพิ่งจะโดนสวดยกใหญ่มาเมื่อกี้แท้ ๆ”
“เอ๋...” เธอหรี่ตาจ้องจับผิด “นี่นายก่อเรื่องอะไรอีกแล้ว?”
คราวนี้เป็นทีพวกผู้ชายที่ยืนล้อมอยู่ใกล้ ๆ ให้หัวเราะออกมาบ้าง
“คุณหัวหน้าห้องครับ เมื่อครู่เจ้าจิณณ์มันพัดกระดาษไปแปะหน้าอาจารย์ ตอนสอบน่ะสิ” ว่าแล้วนายปากเสียก็หันไปหัวเราะต่อ
ไอ้คนอื่นรู้น่ะไม่เท่าไหร่ แต่ยัยจอมซีเรียสนี่สิไม่ถูกโรคเอาเสียเลย! จิณณ์หันไปเขม่นคุณเพื่อนเล็กน้อยแต่เมื่อหันกลับมาทางเดิม เจ้าแม่แสนสวยกำลังจ้องหน้าเขาด้วยสายตามารร้าย แทนที่จะได้อ่านหนังสือสงบสติอารมณ์ไหงความซวยมันมาเยือนฉับพลันได้ขนาดนี้! จะว่าไปก็ตั้งแต่รู้จักยัยเด็กแรงดึงดูดนั่นน่ะแหละ!
“นาย...จะทำให้ห้องของเรา... เสียชื่อไปถึงไหนกันหา!!” จิณณ์รู้ทันปล่อยมือจากหนังสือมาอุดหู แต่มันกลับทำให้เจ้าแม่ยิ่งเดือดดาลเข้าไปกันใหญ่กะกระโดดถีบเต็มหน้ากวน ๆ สักครั้ง แต่พลาดโดนต้นไม้ใหญ่ โดยไม่สนใจว่ากระโปรงตัวเองจะเปิดโชว์ใคร ผู้คนรายรอบ ยืนอึ้งอยู่คนละสองสามวินาที ก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาล็อคตัวแม่หัวหน้าห้องสาวเลือดร้อนเอาไว้ ปล่อยให้จิณณ์ตะเกียกตะกายวิ่งหนีไปได้อย่างหวุดหวิด
“ให้ตายสิ ยัยมิกิกะจะฆ่ากันจริง ๆ เหรอน่ะ” จิณณ์บ่นไปปาดเหงื่อไปพลาง เดินเลาะระเบียงโรงเรียนไร้วี่แววผู้คน เมื่อมองย้อนลงไปที่สนามก็ยิ่งแปลกใจ เพราะอันที่จริงเวลาแบบนี้อาจารย์ส่วนใหญ่มักจะลงไปคุมเด็กอยู่ข้างล่างกันหมด แล้วไหงเขาโดนเรียกขึ้นมาได้หว่า... แต่คิดไม่ทันจบเขาก็มายืนอยู่หน้าห้องอาจารย์เสียแล้ว
เขาเคาะประตูก่อนจะเดินเข้าไปตามปกติ เมื่อเข้าไปแล้วบรรยากาศประหลาดก็เข้ากระทบ ประสาทสัมผัสตื่นตัวทันทีเมื่อลมวูบหนึ่งพัดผ่านร่างกาย ในห้องมีเพียงคุณครูสาวผมบลอนนั่งมองตรงมา ยิ้มต้อนรับให้แต่ไกล...
“อาจารย์ ฟิเลเน่...? เรียกหาผมเหรอครับ...?” เขาไม่เข้าใจว่าอาจารย์แลกเปลี่ยนจากแคว้น ‘ยูโรเปร์’ ผู้เงียบขรึมอยู่เป็นนิจจะนั่งยิ้มบางแต่กลับทรงอำนาจได้ขนาดนี้...และเธอยังไม่ตอบอะไร
“เห็นว่าคะแนนผมเลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ? จริงแล้วสอบรอบก่อนผมว่าผมมั่นใจนะ” จิณณ์เอ่ยเสียงค่อยแล้วหัวเราะร่วนพยายามสร้างบรรยากาศ แต่กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หญิงสาวข้างหน้ายังคงเงียบกริบ มิหนำซ้ำตั้งแต่เขาเข้ามาเธอยังไม่กระพริบตาด้วยซ้ำ เมื่อเห็นท่าไม่ค่อยดีเขาเตรียมจะวิ่งออกจากห้อง แต่กลับมีอะไรบางอย่างรัดคอ ในไม่ช้าภาพอาจารย์สาวก็เริ่มเลือนลางหายไป และด้านข้างของเขามีชายหนุ่มอายุประมาณ 25 ผมสีชา หน้าตาเหี้ยมเกรียมกำลังบีบคอของเขา
หมอนั่นจับเขาเหวี่ยงกลิ้งไปชนกับโต๊ะเอกสารปลิวว่อนกระจุยกระจาย แล้วเดินล้วงกระเป๋าเข้าหา ใบหน้ายังคงแสยะยิ้มเย้ยหยันไม่คลาย จิณณ์เงยขึ้นมองทั้งที่มือยังจับที่คอ เขารู้สึกปวดไปหมดไอค่อกแค่กไม่หยุด ชายผมสีชาง้างขาเตะซึ่งหน้า จิณณ์รีบกลิ้งหลบแล้วตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“แก... แกเป็นใครกันแน่ ทำไมต้องมาเล่นงานฉัน... แล้วอาจารย์ตัวจริงหายไปไหน?”
หมอนั่นหัวเราะ
“อย่ามาทำไก๋... เมื่อวานแกทำอะไร”
จิณณ์หน้าซีดจนผิดสังเกต ความจริงตอนอยู่ที่โกดังเขาไม่กล้าแม้จะแอบมอง แต่แอบฟังอยู่ข้างนอกนานพอสมควร เสียงนี้มันช่างคุ้นหูชะมัด... ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือหนึ่งในคนร้ายแน่ ๆ
“ระเบิดจำนวนขนาดนั้น...ถึงมันจะไม่รุนแรงเท่าไหร่ แต่แกทำอะไรมันถึงหายไป ไม่มีแรงระเบิดอะไรเกิดขึ้นสักนิด”
หมอนั่นถามตรง ๆ จิณณ์สะดุ้งเฮือก เข้าใจกระจ่างชัดว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่แอบดู แต่เจ้าพวกนั้นเองก็หลบออกมารอดูผลก่อนจะจากไป
“ปะ เปล่า ฉันไม่ได้ทำอะไร ยัยเด็กนั่นต่างหาก” จิณณ์ละล่ำละลักตอบ
จู่ ๆ สายตาสีครามตรงหน้าก็ดุดันขึ้น แสงจากภายนอกรวมตัวกันบีบอัดจนกลายเป็นเลเซอร์สีขาวยิงเฉียดลำตัวเขาไปนิดหนึ่ง แต่แค่นั้นก็ทำให้ผิวไหม้ปวดจนต้องลงไปนอนกุมท้องอีกรอบ
“อย่ามาเล่นลิ้น ก่อนที่ระเบิดจะทำงานแกเป็นคนสุดท้ายที่เข้าไปในนั้น กับแค่แรงดึงดูดระดับ S ไม่มีทางทำอะไรได้หรอก แกใช้พลังอะไรกันแน่!!”
จิณณ์เงยหน้าขึ้นพร้อมน้ำตาไหลพราก
“ฉัน... ฉัน... ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อยนี่นา ฉันมันก็แค่ไอ้กระจอกที่มีพลังลมระดับ i เท่านั้น ไม่เชื่อก็ลองไปค้นข้อมูลดูสิ!”
ไม่ว่าเปล่าจิณณ์หมอบอย่างลุกลี้ลุกลน ผิดคาดจนทำเอาอีกฝ่ายเผลอสบถอย่างไม่พอใจ เดินตรงรี่เข้ามาเหยียบหัวของเขากระแทกพื้นอย่างจัง
“ไอ้ขยะเอ๊ย! ถ้าแกยังปากแข็งอยู่อีกยัยคุณครูนั่นตาย!”
“เชิญเลย! นายจะฆ่าหล่อนก็ตามสบาย แต่ปล่อยฉันไปเถอะ!”จิณณ์ร้องลั่นตอบ
ชายผมสีชาผ่อนลมหายใจ ก่อนจะหัวเราะในลำคอ น่ากลัวจนจิณณ์ตัวสั่นเทา หมอนั่นเอาเท้าลงจากหัวของเขา แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกรอบ จิณณ์รีบเงยหน้าขึ้นมองทั้งน้ำตา
“จะปล่อยฉันไปแล้วใช่ไหม!” เขาถามด้วยความดีใจ
“อย่างี่เง่านัก... ถ้าแกเป็นแค่ขยะแล้วมีเหตุผลอะไรต้องเก็บไว้ ฉันจะฆ่ายัยคุณครูดวงตกนั่นให้แกดูก่อน...” หมอนั่นพูดพลางแสยะยิ้ม แล้วมองไปทางผ้าม่านที่โบกสะบัด
หารู้ไม่ว่า... นั่นเป็นโอกาสที่จิณณ์รอมานาน มันเป็นครั้งแรกที่ชายคนนี้ลดสายตาที่ระแวดระวังลง จิณณ์ไม่ปล่อยโอกาสให้ผ่านไปรีบกระโดดเข้าตระครุบข้อมือขวาของหมอนั่นเอาไว้
ชายผมชามองอย่างงง ๆ ก่อนจะเดือดดาลออกมาอีกรอบ แสยะยิ้มเหมือนคนบ้า แต่ทว่าจู่ ๆ รอยยิ้มนั้นก็จางลงไปกลายเป้นความระแวงสงสัย แล้วหันมามองหน้าของเด็กหนุ่มหน้าโชกเลือด
ขณะนี้รอยยิ้มเปลี่ยนฝ่ายเสียแล้ว...
“แก... ทำอะไร... ทำไมฉันใช้พลัง ไม่..” จิณณ์ไม่คิดจะรอช้าให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว จับข้อมือบิดแล้วจับทุ่มใส่พื้นโครมใหญ่ แล้วจับล็อคแขนนั่งทับง่าย ๆ
“ก็คิดว่าทำอะไรล่ะ... หือ ?” จิณณ์ยิ้มบางแล้วเลื่อนขยับล็อคแขนให้กระชับยิ่งขึ้น “พ่อหัวหน้าใหญ่แก๊งค์แกล้งเด็ก” เขาเสริม แววตาสีน้ำตาลเข้มส่อแววดุดันขึ้นจนอีกฝ่ายแปลกใจ
นายผมสีชาฝืนหัวเราะแล้วพยายามดันตัวลุกขึ้นทั้งที่แขนยังโดนล็อค จิณณ์ฝืนต้านรับเพิ่มแรงกดจนกระทั่งเสียงทึบ ๆ ดังขึ้น แขนขวาของหมอนั่นบิดผิดรูปผิดร่าง ส่วนเจ้าตัวฝืนลุกขึ้นทั้งที่ข้อมือซ้ายยังโดนจับเอาไว้ไม่ปล่อย ใบหน้าหมอนั่นยังคงยิ้มออก มีร่องรอยฟันที่ริมฝีปากเลือดไหลซิบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยิ้มออกมาได้ทำให้จิณณ์เริ่มหวั่นเล็กน้อย
“ไม่น่าเชื่อว่าแก... จะซ่อนตัว เก็บงำพลังพรรค์นี้เอาไว้ได้จนป่านนี้”
“ฉันก็มีเหตุผลของฉัน ที่สำคัญพลังพรรค์ที่ฉันมีก็ไม่ควรปล่อยให้มีใครรู้”
“แต่พวกเรา... รู้แล้ว”
จิณณ์เริ่มสะกิดใจกับคำว่า ‘พวกเรา’ ใจคอชักไม่ค่อยดี ไม่ทันไรคำตอบก็โผล่ออกมา ชายหน้าอ่อนผมสีดำปรากฏตัวที่ด้านข้างของทั้งคู่ มือขวาถือปืนเล็งอยู่ที่ศีรษะของจิณณ์ และนิ้วเตรียมเหนี่ยวไกทุกเมื่อ
สายตาคมกริบไม่มีแววล้อเล่นเพียงเศษเสี้ยว
“หยุดก่อน ‘Alabeo’(อลาเบโอ) หมอนี่ใช้การได้”
“จะดีหรือ ‘luz’(ลุซ) ผมว่ามันอันตรายเกินไป”
ผู้มาใหม่แย้ง แต่ดูเหมือนนายผมสีชา ‘ลุซ’ จะถืออำนาจสิทธิขาดในการตัดสินใจ แม้ตนจะอยู่ในฐานะย่ำแย่สุด ๆ ผู้ติดตามก็ยังไม่ถือโอกาสแย่งชิงอำนาจแม้แต่น้อย ‘อลาเบโอ’ โค้งให้ทั้งสีหน้าไม่เปลี่ยนและยืนเงียบเหมือนรอคำสั่งต่อไป
“จิณณ์ นั่นชื่อแกสินะ” ลุซยังคงพูดด้วยทีท่าเหนือกว่า และก็เป็นเช่นนั้นจริง... จิณณ์กลั้นใจปล่อยมือของหมอนั่นไป ใบหน้าแสดงความเจ็บใจอย่างเห็นได้ชัด แม้คราวนี้จะเหมือนอีกฝ่ายประมาทแต่ตนเองต่างหากที่ประมาท... คิดดูให้ดีแล้วมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนเหล่านี้จะมาเผชิญหน้ากับเขาเพียง 1 ต่อ 1
“หืม... พลังกลับมาแล้วแฮะ” ลุซพูดอย่างอารมณ์ดี “นี่แกทำอะไรกันแน่เนี่ย งงเป็นบ้า” หมอนั่นเสริมแต่จิณณ์ยังเงียบไม่ยอมตอบอะไรอีก
“น่าสนุกดีนี่พลังของแก เจอกันคราวหน้าฉันจะไขปริศนาให้ออก และจะจับแกเข้ากลุ่มให้ได้”
ทั้งคู่จ้องหน้ากันตรง ๆ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ลุซจะให้สัญญาณอลาเบโอ พริบตานั้นทั้งคู่ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ห้องอาจารย์กลับสู่ความสงบอีกครั้ง ส่วนอาจารย์สาวตัวจริงก็ล้มพับอยู่กับพื้นแถวหน้าต่าง จิณณ์ถอนหายใจอย่างโล่งอกนิดหนึ่ง แต่หนักใจสุด ๆ
ดูท่าว่าอนาคตเขาต้องประสบกับปัญหาใหญ่เข้าให้เสียแล้ว เนื่องจากพลังที่เขาเก็บงำไว้เป็นความลับมาตลอด 17 ปีถูกกลุ่มบุคคลที่ไม่ควรรู้ที่สุด ได้เห็นและสัมผัสไปเรียบร้อย... ถึงจะแค่บางส่วน
และถ้าหากจะมองอนาคตที่ใกล้ลงมาอีกหน่อย... ตอนนี้เขา นายพัดลมตั้งโต๊ะ i ในสภาพเลือดโชก อยู่ในห้องพักอาจารย์สังคม ตามลำพังกับหญิงสาวผู้กำลังสลบอยู่อีกหนึ่ง โต๊ะอาจารย์หลายท่านเกิดอาการเละเทะ...
และ... การสอบพลังจิตใกล้จะจบลงในไม่นานนี้มีคำถามว่าเขาจะเนียนหลบออกไปอย่างไรดี แล้วจะตอบคำถามที่ตามมาภายหลังอย่างไรดี
ก็ในเมื่อมีพยานรู้เห็นตั้งหลายคนรับรู้ว่าเขาเป็นคนเดียวที่ขึ้นมาในอาคารร้างเพื่อพบอาจารย์คนที่สลบอยู่ตรงนี้!
-------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ
Luz อ่านว่า ลุซ เป็นภาษาสเปนมีความหมายว่า “แสง”
Alabeo อ่านว่า อลาเบโอ มีความหมายว่า “เทเลพอร์ต หรือวาร์ป”
Conexion อ่านว่า คอนเน็คซิอน มีความหมายว่า “การเชื่อมต่อ”
