บทที่ 3 ยินดีที่รู้จัก
บทที่ 3 ยินดีที่รู้จัก
แสงแดดจัดจ้าของเวลาเกือบเที่ยงส่องลอดผ่านรอยแยกของฝาปะกนไม้ขีดเป็นเส้นตรงลงบนเตียงนอน ลลิน ซุกหน้าลงกับหมอน ขยับกายหนีความร้อนที่เริ่มไล่ล่า แต่นั่นยังไม่เท่ากับเสียงกัมปนาทที่ดังรบกวนการนิทราอันแสนสุข
ปัง! ปัง! ปัง!
“ลิน! ตื่นได้แล้ว จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนห๊ะ!” เสียงแม่ช้อยทั้งเคาะทั้งตะโกนอยู่หน้าห้อง จนไม้กระดานสั่นสะเทือนตามแรงอารมณ์
“ตื่นแล้วค่าาา!” ลลินตะโกนตอบกลับด้วยเสียงแหบพร่า เธอพยายามขุดร่างตัวเองขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงีย เมื่อคืนนิ้วเจ้ากรรมดันรัวแป้นพิมพ์เขียนนิยายจนเกือบเช้า เพราะภาพเหตุการณ์ ‘ประมาทร่วม’ และใบหน้ากวนประสาทของไอ้เด็กเปรตคนนั้นมันวนเวียนอยู่ในหัวจนกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดี
“ตื่นแล้วก็ลุก! จะมานอนอุตุอยู่ทำไม”แม่ช้อยยืนอยู่หน้าห้อง มือหนึ่งเท้าสะเอว รอลูกสาวตัวดีโผล่หัวออกมาจากถ้ำ
“แม่อ่ะ... หนูมาพักผ่อนนะแม่ ขอนอนหน่อยไม่ได้หรือไง”สิ้นเสียงโอดยางคาง บานประตูไม้ก็ค่อยๆ แง้มเปิดออก ลลินเดินก้าวออกมาในสภาพที่ดูไม่จืด ผมเผ้ายุ่งเหยิงฟูฟ่องรุงรังจนเกือบจะบังใบหน้า เสื้อสายเดี่ยวผ้าซาตินตัวบางที่ใส่นอนเลื่อนหลุดลงมาพาดอยู่ตรงต้นแขนขาวเนียน เผยให้เห็นผิวละเอียดลออที่ดูขัดกับสภาพบ้านไม้หลังเก่า
ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววมั่นใจ บัดนี้หรี่ปรือเลื่อนลอยมองแม่ที่ยืนแยกเขี้ยวใส่ด้วยความงัวเงียจัด เธอพิงไหล่เข้ากับขอบประตูอย่างคนไม่มีแรงจะยืน ท่าทางประท้วงแบบเด็กเอาแต่ใจเรียกเสียงฮึดฮัดจากคนเป็นแม่ได้ทันตาเห็น
“พักผ่อนน่ะได้ แต่พยาธิในท้องแกมันจะตายเอา มันจะเที่ยงแล้วลิน ลุกไปล้างหน้าล้างตาแล้วลงมากินข้าวกินปลา แม่ทำแกงส้มชะอมทอดไว้ให้”
“จ้าๆ หนูลุกแล้วจ้าแม่...”ลลินส่งเสียงยานคางตอบรับพลางบิดขี้เกียจจนตัวโก่ง เธอทำปากยื่นปากยาวใส่คนเป็นแม่ที่ยืนค้ำเอวรออยู่หน้าประตูอย่างนึกหมั่นไส้ ดวงตาคู่สวยยังลืมขึ้นไม่เต็มตานัก ผมเผ้ายุ่งเหยิงพันกันยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงตามประสาคนนอนดิ้น
หญิงสาวฝืนพาตัวเองลุกออกจากเตียงนุ่มที่แสนรัก ก่อนจะเดินโงนเงนสะเปะสะปะเข้าห้องน้ำไปคล้ายคนยังไม่ได้สติ มือเรียวข้างหนึ่งคว้าผ้าเช็ดตัวมาพาดบ่าอย่างลวกๆ ทิ้งให้แม่ช้อยยืนส่ายหัวพลางอมยิ้มให้กับความเป็นเด็กไม่รู้จักโตของลูกสาว
หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายจนสะอาดเอี่ยม กลิ่นสบู่หอมฟุ้งช่วยบรรเทาความคุกรุ่นในใจลงได้บ้าง ลลินในชุดเดรสตัวสวยเดินนวยนาดออกมานั่งที่โต๊ะไม้ใต้ถุนบ้าน มองดูสำรับอาหารพื้นบ้านที่แม่จัดเตรียมไว้ให้ด้วยความรู้สึกอุ่นวาบในอก แม้ปากจะร้ายแต่แม่ก็รู้ใจเธอที่สุดเสมอ
“กินข้าวเสร็จแล้วจะไปร้านกาแฟก็รีบไปเสียล่ะ วันเสาร์อาทิตย์แบบนี้คนมันเยอะ เดี๋ยวจะไปนั่งหงุดหงิดใส่เขาอีก” แม่ช้อยพูดเปรยๆ พลางหยิบตะกร้าเตรียมตัวออกไปทำงานสวน
“รู้แล้วจ้าแม่ ขอหนูกินข้าวให้อิ่มก่อนสิ” ลลินตอบรับสั้นๆ พลางคีบกับข้าวเข้าปาก ความอร่อยของรสมือแม่ทำให้เธอก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อยจนเกือบลืมเรื่องกวนใจเมื่อเช้าไปเสียสนิท
“เอ่อ... งั้นแม่ไปสอยมะพร้าวมาทำขนมก่อนนะ นึกอยากกินตะโก้ขึ้นมาพอดี”
“จ้าแม่”
เมื่อจัดการอาหารตรงหน้าจนเรียบอาวุธ ลลินก็จัดการเก็บล้างจานชามอย่างลวกๆ ก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าและโน้ตบุ๊กคู่ใจ เป้าหมายของเธอคือการหาที่เงียบๆ นั่งปั่นต้นฉบับที่ค้างคา รถเบนซ์สีขาวคู่ใจทะยานออกจากบ้านสวนมุ่งหน้าสู่ร้านกาแฟชื่อดังที่แม่แนะนำ แม้ลึกๆ ในใจจะแอบหวั่นใจกับการต้องเผชิญหน้ากับ 'อดีต' อย่าง สิน แต่ความอยากดื่มคาเฟอีนและต้องการที่ทำงานดีๆ นั้นมีมากกว่า
ร้านกาแฟที่แม่พูดถึงตั้งเด่นอยู่ริมถนนสายหลักที่มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวอำเภอ ตัวร้านตกแต่งสไตล์นอร์ดิกดูทันสมัยตัดกับฉากหลังที่เป็นทุ่งนาสีเขียวขจี รถเบนซ์สีขาวเคลื่อนตัวมาจอดสนิทหน้าคาเฟ่
ลลินมองรอยบุบตรงกันชนหน้าผ่านกระจกมองข้างแล้วถอนหายใจทิ้งอย่างหงุดหงิดเธอจัดแจงหยิบแว่นกันแดดราคาแพงขึ้นมาสวม ไม่ใช่เพื่อกันแดดเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อปกปิดสายตาที่เริ่มไหวระริกเมื่อรู้ว่าเจ้าของร้านแห่งนี้คือใคร
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดัง กรุ๊งกริ๊ง ทันทีที่เธอผลักประตูเข้าไป กลิ่นคั่วกาแฟหอมกรุ่นและแอร์ที่เย็นฉ่ำช่วยปลอบประโลมความว้าวุ่นได้เพียงชั่วครู่ ลลินพยายามรักษามาดนางพญาให้มั่นคงที่สุด แม้ภายในใจจะเริ่มสั่นคลอนเมื่อภาพอดีตเริ่มซ้อนทับกับปัจจุบัน
“ยินดีต้อนรับครับ... อ้าว ลิน! กลับมาบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่”เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของ สิน ชายหนุ่มที่เป็นทั้งอดีตอันแสนหวานและบาดแผลในใจ เขายังคงดูดีในชุดผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาล รอยยิ้มที่ส่งมาให้นั้นดูอบอุ่นและเป็นมิตรเสียจนลลินรู้สึกหน่วงในอก
“เมื่อวาน” เธอตอบสั้นๆ พยายามบังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่น ก่อนจะขยับไปนั่งที่โต๊ะมุมร้านตามการเชื้อเชิญ
ไม่นานนัก สินก็เดินกลับมาพร้อมแก้วเอสเปรสโซ่ร้อนที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น รสชาติเข้มข้นและระดับความหวานน้อยที่พอดีเป๊ะเหมือนรู้ใจกันมานานแสนนานถูกวางลงตรงหน้า ทว่าความอบอุ่นนั้นกลับถูกแทรกซึมด้วยความเย็นเยียบ เมื่อหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเดินเข้ามาเคียงข้างเขา
“ลิน... นี่ ของขวัญ แฟนเราเอง” สินแนะนำด้วยแววตาภาคภูมิใจ
“สวัสดีค่ะคุณลิน ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ พี่สินเล่าเรื่องคุณลินให้ฟังบ่อยๆ” ของขวัญเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มใสซื่อที่ทำให้ลลินรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนางมารร้ายในนิยายที่เธอเขียน
“สวัสดีค่ะคุณของขวัญ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” ลลินฝืนยิ้มตอบตามมารยาททางสังคมที่ฝึกฝนมาอย่างดี ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะขอตัวไปดูแลลูกค้ารายอื่น ทิ้งความเงียบงันที่น่าอึดอัดไว้ระหว่างคนสองคนที่เคยรักกันมาก่อน
“สบายดีไหมลิน”สินเอ่ยถามพร้อมกับดึงเก้าอี้ไม้ออกแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม ดวงตาคมคู่นั้นยังคงฉายแววอาทรและอ่อนโยนในแบบที่ลลินเคยแพ้พ่ายมาเสมอ แววตาที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่ได้รับการดูแล ไม่ใช่นักเขียนสาววัย 35 ที่โลกส่วนตัวสูงและขี้วีนแบบที่เป็นอยู่
“สบายดี... สบายดีกว่าตอนคบกับเธอเยอะ”
ลลินตวัดเสียงแว้ดใส่ตามนิสัยช่างประชดประชัน เธอพยายามเชิดหน้าขึ้นเพื่อรักษามาดนางพญา แต่หยดน้ำตาใส ๆ กลับเริ่มรื้นขึ้นที่ขอบตาจนร้อนผ่าว เธอจึงรีบเสมองไปทางอื่นเพื่อหลบซ่อนความอ่อนแอ
“โธ่ลิน... เรื่องมันก็ผ่านมานานมากแล้วนะ หายโกรธเราเถอะนะคนดี” คำเรียกขานที่แสนคุ้นเคยหลุดออกมาจากปากอดีตคนรักอย่างลืมตัว
“ถ้าเธอเป็นเรา เธอก็จะพูดเหมือนเรานั่นแหละสิน” ลลินหันกลับมาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา บาดแผลที่ถูกเย็บปิดไว้ด้วยเข็มแห่งกาลเวลาดูเหมือนจะปริแตกออกมาอีกครั้ง
“ความเจ็บปวดน่ะ... มันไม่ได้มลายหายไปเพียงเพราะเข็มนาฬิกามันเดินผ่านไปหรอกนะ”
“เราเข้าใจ... เอาเป็นว่าเราขอโทษจริง ๆ สำหรับเรื่องทั้งหมดที่เคยทำพังไป” สินทอดเสียงอ่อนอย่างสำนึกผิด เขารู้ดีว่าความผิดพลาดในอดีตของเขาคือชนักติดหลังที่ไม่อาจแก้ไข
“อืม... ช่างมันเถอะ ไปขายกาแฟไป เราจะทำงานแล้ว” ลลินตัดบทพลางเปิดหน้าจอโน้ตบุ๊กขึ้นมาตั้งตระหง่านไว้ตรงหน้า เพื่อใช้เป็นป้อมปราการกำบังหัวใจที่กำลังสั่นไหว
“รู้แล้ว เดี๋ยวเราให้ของขวัญเอาเค้กมาให้ชิมนะ เธอรอแป๊บนึง”
“ไม่เป็นไรสิน เราไม่อยากกิน” เธอปฏิเสธเสียงแข็งโดยไม่เงยหน้าจากจอ
“ไม่ได้ลิน เค้กนี่ของขวัญเขาตั้งใจทำมากนะ” สินยังคงดึงดันด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเดินผละออกไปทางเคาน์เตอร์ ทิ้งให้ลลินจมอยู่กับเสียงเคาะคีย์บอร์ดที่ว่างเปล่า เพราะในสมองของเธอตอนนี้ไม่มีพล็อตนิยายเรื่องไหนนอกจากเรื่องราวของชายที่เพิ่งเดินจากไป
ไม่กี่นาทีต่อมา สินเดินกลับมาที่โต๊ะอีกครั้งด้วยมือเปล่า
“เอ่อ... รอนิดนึงนะลิน พอดีของขวัญเขากำลังตัดเค้กใส่จานอยู่ ลูกค้าหน้าร้านเพิ่งเข้าเยอะน่ะ”
“เราบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องลำบากหรอก” ลลินพ่นลมหายใจออกมาอย่างขัดใจ เธอรู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ที่ต้องรับรู้ว่าคนรักใหม่ของเขากำลังเตรียมของหวานมาให้เธอทาน
“รออีกนิดเดียวเอง อย่าเพิ่งรีบไปไหนสิ” สินพยายามรั้งไว้ด้วยน้ำเสียงที่อ้อนวอนอยู่ในที แววตาของเขาดูเหมือนมีคำพูดนับพันที่ยังไม่ได้บอกเธอ
