บทที่ 1 เบื่อหน่าย
บทที่ 1 เบื่อหน่าย
ท่ามกลางความเงียบงันภายในคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์น
ลลิน นักเขียนนิยายวายระดับเบสต์เซลเลอร์กำลังทอดร่างระลวยอยู่บนโซฟาหนังราคาแพง
ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววเฉลียวฉลาดบัดนี้กลับหม่นแสงลงอย่างคนไร้จุดหมาย เธอถอนหายใจทิ้งครั้งที่ร้อยของวัน พลางจ้องมองหน้าจอแมคบุ๊กที่ว่างเปล่า มีเพียงเคอร์เซอร์กระพริบถถี่ราวกับจะเยาะเย้ยว่าสมองของเธอนั้นตันสนิท
“พี่ลินเป็นอะไรคะเนี่ย นอนหมดสภาพเป็นปลาขาดน้ำเลย” ปิ่น เลขาสาวรุ่นน้องหน้าตาสะสวยเดินเข้ามาในห้องพร้อมปึกเอกสารในมือ เธอหยุดยืนมองรุ่นพี่สาววัย 35 ที่ถึงแม้จะอยู่ในชุดลำลองอยู่บ้าน แต่ทรวดทรงองเอวส่วนเว้าส่วนโค้ง โดยเฉพาะหน้าอกหน้าใจไซซ์คัพซีที่ดันรัดรูปเสื้อยืดตัวบางนั้น ก็ยังดูดีจนน่าอิจฉา
“พี่เบื่อจังเลยปิ่น... เบื่อไปหมดทุกอย่าง”ลลินกระแทกเสียงใส่ด้วยความขัดใจพลางทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนัน หล่อนตวัดสายตาคมกริบมองคนสนิทอย่างคาดคั้น ราวกับจะโบยตีทุกคนรอบข้างให้พินาศไปพร้อมกับความรู้สึกเบื่อหน่ายที่เจ้าตัวกำลังเผชิญ
“พลอตนิยายที่วางไว้มันดูจืดชืดไปหมด คิดอะไรก็ไม่ออก สมองมันฝืดเหมือนไม่ได้หยอดน้ำมัน!”
“แต่พี่ลินคะ... บก. เริ่มส่งอีเมลทวงต้นฉบับยิบเลยนะพี่ ถ้าเลทกว่านี้โดนค่าปรับแน่ๆ” ปิ่นพยายามเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ
“บอกให้เลื่อนไปก่อน! บอกว่าพี่ป่วย สมองอักเสบ หรืออะไรก็ได้ไปสิ!” ลลินสะบัดหน้าหนีอย่างแง่งอนตามสไตล์สาวขี้วีน
“ใครมันจะไปมีอารมณ์เขียนฉากรักหวานชื่น ในเมื่อชีวิตจริงพี่แห้งเหี่ยวขนาดนี้”
ปิ่นถอนหายใจสั้นๆ ก่อนจะเสนอทางออก
“ถ้างั้น พี่ลองไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศดูไหมคะ เผื่อจะได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ”
คำพูดของเลขาทำให้ลลินชะงักไปครู่หนึ่ง เธอนิ่งคิดถึงบ้านสวนที่แสนร่มรื่นในจังหวัดสุพรรณบุรี กลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้ และกับข้าวฝีมือแม่ที่เธอไม่ได้สัมผัสมานาน
“เออ... ความคิดดี งั้นเดี๋ยวพี่กลับสุพรรณไปหาแม่ดีกว่า ไปอยู่ที่นั่นสักพักเผื่อหัวจะแล่น”
“ดีเลยค่ะ ให้ปิ่นไปส่งไหม หรือจะให้เรียกคนขับรถ?”
“ไม่ต้อง! กรุงเทพฯ-สุพรรณฯ แค่นี้เอง พี่ขับไปเองได้” ลลินลุกขึ้นยืนบิดกายไล่ความเมื่อยล้า
“ถ้ามีอะไรด่วนก็โทรมานะปิ่น แต่อย่าโทรมาเรื่องทวงงานล่ะ ไม่งั้นพี่จะวีนให้หูชาเลยคอยดู”
“รับทราบค่ะพี่สาว” ปิ่นยิ้มขำก่อนจะขอตัวลา
เมื่อประตูห้องปิดลง ลลินก็เริ่มสะบัดความเฉื่อยชาทิ้ง เธอเดินเข้าห้องแต่งตัว จัดเตรียมกระเป๋าเดินทางแบรนด์เนมใบเขื่อง ขนไปทั้งสกินแคร์ชุดใหญ่และเสื้อผ้าที่เน้นอวดรูปร่างตามความมั่นใจที่มีเต็มเปี่ยม
ช่วงบ่ายคล้อยของวัน รถเบนซ์สีขาวสะอาดตาเคลื่อนตัวผ่านถนนลูกรังที่ขนาบข้างด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี มุ่งหน้าสู่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ลลินใช้เวลาเดินทางร่วมสี่ชั่วโมงกว่าจะมาถึงบ้านสวนหลังเดิมที่เธอเติบโตมา ทันทีที่รถจอดสนิท กลิ่นหอมกรุ่นของกล้วยแขกทอดก็ลอยมาปะทะจมูก ชวนให้ความรู้สึกโหยหาอดีตผุดขึ้นมาในใจอย่างประหลาด
“ตายแล้ว! ฝนฟ้าคงจะถล่มพสุธาแน่ๆ ลูกสาวอีช้อยถึงได้เสด็จกลับบ้านถูก!”เสียงตะโกนหยอกล้อดังมาจากใต้ถุนบ้าน แม่ช้อย ที่กำลังง่วนอยู่กับการทอดกล้วยแขกในกระทะใบเขื่องเงยหน้าขึ้นมองพลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อใบหน้าที่เริ่มมีรอยเหี่ยวย่นตามวัยฉายรอยยิ้มเอ็นดูเมื่อเห็นร่างระหงของลูกสาวเดินลงจากรถ
“แม่อ่ะ! เจอหน้าก็แช่งกันเลยนะ หนูงอนแล้ว!”
ลลินสะบัดหน้าพรืดใส่คนเป็นแม่พร้อมจีบปากจีบคอประท้วงตามนิสัยคนถูกสปอยล์มาตั้งแต่เด็ก ดวงตาคู่สวยตวัดค้อนวงเบ้อเร่อแต่ก็ไม่ได้มีความหมายโกรธเคืองจริงจัง ก่อนจะแสร้งทำเป็นกอดอกเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“แม่ก็พูดเล่นไปงั้นแหละ มาๆ มาช่วยกันกินนี่ กำลังร้อนๆ เลย”แม่ช้อยส่ายหัวยิ้มๆ อย่างระอาในความแง่งอนของลูกสาว มือหนึ่งหยิบชิ้นกล้วยแขกที่เพิ่งขึ้นจากกระทะมาพักไว้ในถุงกระดาษที่เริ่มมีรอยซึมของน้ำมัน กลิ่นแป้งทอดหอมกรุ่นปะทะเข้าจมูกคนขี้งอนจนหยดน้ำลายแทบสอ
“ก็ได้จ้า... เห็นแก่ของกินหรอกนะ”ความโกรธก่อนหน้านี้ละลายหายไปกับกลิ่นของอร่อย
ลลินเดินบิดสะโพกเข้าไปสวมกอดเอวแม่จากทางด้านหลัง อิงแอบศีรษะลงบนไหล่หนาอ้อนเหมือนสมัยยังเป็นเด็กสาว ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกล้วยแขกชิ้นสีเหลืองทองมาเป่าลมออกจากปากเบาๆ เพื่อคลายความร้อน แล้วเคี้ยวเข้าปากจนแก้มตุ่ย
“แล้วยังไงล่ะเรา ลมเพลมพัดท่าไหนถึงกลับมาบ้านได้ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าแม่ตัวดี?”แม่ช้อยถามพลางสำรวจใบหน้าลูกสาวอย่างละเอียด แววตาของคนเป็นแม่ที่ผ่านโลกมามากฉายความกังวล มือที่กำลังจัดเรียงของกินหยุดชะงักลง เพราะปกติลูกสาวคนนี้ถ้าไม่ติดขัดอะไรจริงๆ มักจะติดแสงสีอยู่ที่เมืองกรุงเสียมากกว่า
“หนูสมองตันน่ะแม่... คิดพล็อตนิยายไม่ออกเลย กะว่าจะกลับมาหาแรงบันดาลใจที่บ้านเราสักหน่อย”ลลินตอบเสียงอ่อย พลางปัดปอยผมที่ปรกหน้าทิ้งอย่างส่ง ๆ ใบหน้าที่เคยเชิดรั้นลดอาการพยศลงเหลือเพียงความอ่อนล้าจากการกรำงานหนักในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่กรุงเทพฯ เธอใช้ปลายนิ้วเขี่ยเศษแป้งกล้วยแขกในจานเล่นคล้ายคนใช้ความคิด
“แรงบันดาลใจอะไรล่ะ บ้านนอกคอกนาแบบนี้ มันจะไปมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนกรุงเทพฯ ที่ไหน”คนเป็นแม่เลิกคิ้วถามพลางแค่นหัวเราะน้อยๆ ในลำคอ แม่ช้อยกวาดสายตามองออกไปนอกชานบ้านที่มีเพียงทุ่งนาและเสียงจิ้งหรีดเรไรเริ่มระงมขานเมื่อยามเย็นมาเยือน ในสายตาของคนอยู่ที่นี่มาทั้งชีวิต เธอจินตนาการไม่ออกเลยว่าความสงบเงียบจนเกือบเหงาแบบนี้จะช่วยงานของลูกสาวได้อย่างไร
“ไม่เห็นเป็นไรเลย หนูอยู่ได้... ว่าแต่แม่ แถวนี้พอจะมีคาเฟ่เก๋ๆ ให้นั่งทำงานบ้างไหม?”ลลินยืดตัวขึ้นเล็กน้อย พยายามทำเสียงมั่นอกมั่นใจเพื่อกลบเกลื่อนความเคยชินกับความสะดวกสบาย เธอเริ่มกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อมองหามุมสงบที่พอจะวางโน้ตบุ๊กคู่ใจได้บ้าง
แม่ช้อยนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังนึกทบทวนเส้นทางในหัว ก่อนจะเอ่ยปากบอกทางด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทว่าแววตามีเลศนัย
“มีสิ... แกขับรถตรงไปตามทางที่จะไปบ้าน 'ไอ้สิน' แฟนเก่าแกนั่นแหละ เห็นว่ามันเพิ่งลงทุนเปิดร้านกาแฟใหม่ สวยเชียวล่ะ คนไปเช็คอินกันให้ควั่ก”
“สินเปิดร้านกาแฟ!!”ลลินอุทานเสียงหลงจนเกือบจะสำลักกล้วยแขก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจจนลืมรักษาภาพกุลสตรีที่เพิ่งปั้นแต่งมา ชื่อของอดีตคนเคยรักที่ไม่ได้ยินมานานทำเอาความทรงจำเก่าๆ พุ่งเข้าชนอย่างจัง
“จะตะโกนทำไมล่ะนั่น! อยู่กันแค่นี้เอง หูแม่จะแตก”แม่ช้อยหัวเราะร่วนอย่างขบขันเมื่อเห็นท่าทางเลิ่กลั่กของลูกสาว มือหนึ่งก็ยกขึ้นแคะหูทำท่าประกอบเพื่อให้ดูเกินจริงไปอย่างนั้นเอง
“ก็มันน่าตกใจนี่นา แล้ว... แล้วมันเปิดกับใครล่ะแม่?”ลลินถามตะกุกตะกัก พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเหมือนแค่สงสัยใคร่รู้ตามประสาคนรู้จักเก่า แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ
“ก็เปิดกับเมียมันน่ะสิ แกไม่กลับบ้านไม่ช่องเลยจะไปรู้อะไรกับเขาล่ะ”คำตอบที่หลุดออกมาจากปากแม่ช้อยเหมือนค้อนปอนด์ที่เหวี่ยงเข้ากลางแสกหน้า ประโยคท้ายของแม่ทำเอาความมั่นใจที่มีมาเต็มร้อยของลลินฮวบลงทันที ความรู้สึกโหวงเหวงแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่คอหอยพร้อมกับความอับอายที่เผลอแสดงอาการออกตัวแรงไปเมื่อครู่
“เหรอ... แล้วมีร้านอื่นอีกไหมแม่ ไม่อยากไปร้านนั้นเลย”น้ำเสียงที่เคยแง่งอนเปลี่ยนเป็นอ้อมแอ้มแผ่วเบา ลลินเบือนหน้าหนีไปทางทุ่งนาที่เริ่มมืดมิด เธอไม่ได้เสียดายผู้ชายคนนั้นหรอก... เธอปลอบใจตัวเองแบบนั้น แต่มันเป็นความรู้สึกเสียหน้าและหน้าแตกจนไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนมากกว่า
“ไม่มีหรอก ในระแวกนี้ก็ร้านมันนี่แหละดูดีที่สุดแล้ว”แม่ช้อยตอบตามตรงโดยไม่ได้หันมามองท่าทางที่เปลี่ยนไปของลูกสาว ลลินนิ่งเงียบไป พลางหลุบสายตาลงต่ำ จ้องมองปลายนิ้วตัวเองที่สั่นน้อยๆ
“อ๋อ...”คำรับคำสั้นๆ นั้นดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ความเงียบเข้าปกคลุมชานเรือนอยู่ครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงถอนหายใจยาวของหญิงสาวที่เพิ่งรู้ตัวว่าแรงบันดาลใจที่ตามหา อาจจะกลายเป็นขวากหนามแทงใจเข้าเสียแล้ว
“อ๋อ... แล้วจะไปไหมล่ะ?”แม่ช้อยวางมือจากตะหลิวที่ถือค้างไว้ เดินเข้ามาใกล้แล้ววางมือจับไหล่ลูกสาวเบาๆ สัมผัสนั้นเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจของคนเป็นแม่ที่มองเห็นทะลุเข้าไปถึงรอยแผลเก่าในใจลูก
“เรื่องมันก็นานมาแล้วนะลิน แกควรจะเลิกอคติแล้วมองมันเป็นแค่คนรู้จักได้แล้ว โตๆ กันทั้งนั้น”
“หนูรู้แล้วแม่...”ลลินตอบเสียงแผ่วเลื่อนลอย ความดื้อรั้นที่เคยมีดูจะมอดดับลงไปชั่วขณะ ทิ้งไว้เพียงความว้าวุ่นที่ตีตื้นขึ้นมาจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่ได้
“รู้... แต่แกก็ไม่เคยลืมมันใช่ไหมล่ะ? ที่ไม่ค่อยยอมกลับบ้านก็เพราะไม่อยากเจอหน้ามันด้วยส่วนหนึ่งล่ะสิ แม่ว่าแกอยู่กับปัจจุบันเถอะ อดีตอะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ให้มันปลิวไปกับลมไปเสีย”
คำพูดแทงใจดำของแม่ทำให้ลลินชะงักกึก เธอรู้สึกเหมือนถูกแก้ผ้าประจานกลางทุ่งนา ความจริงที่เธอพยายามซุกซ่อนไว้ใต้ใบหน้าที่เชิดรั้นถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนหมดเปลือก หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง
“ใครอยากจะจำกันล่ะ!”ลลินแว้ดกลับทันควัน เสียงแหลมสูงนั้นดังกลบเสียงเรไรยามเย็นเพื่อปกปิดความอ่อนแอที่เริ่มสั่นคลอนอยู่ในใจ เธอสะบัดไหล่ออกจากการเกาะกุมของแม่เบาๆ พลางเชิดหน้าขึ้นตามสไตล์คนไม่ยอมคน ทั้งที่ในอกมันสั่นรัวจนแทบจะยืนไม่อยู่
“เห้อ ข้าล่ะเหนื่อยใจกับพวกแกจริงๆ คิดเอาเองละกัน โตจนจะเป็นป้าคนอยู่แล้ว”แม่ช้อยส่ายหน้าพลางทอดถอนใจยาวทิ้งท้าย ก่อนจะหันไปวุ่นวายกับตะหลิวในกระทะต่อ ทิ้งให้ลูกสาวคนดีเกาะกินความขุ่นมัวที่จุดประทุขึ้นมาใหม่อยู่เพียงลำพัง
“แม่อ่ะ! หนูไม่กินแล้วกล้วยแขก ไปหากาแฟกินดีกว่า!”ลลินกระทืบเท้าเร่าๆ แก้เขินเมื่อถูกจี้ใจดำจนไปไม่เป็น เธอวางจานของว่างลงบนโต๊ะไม้เสียงดังปึก ก่อนจะสะบัดหลังเดินกลับไปที่รถด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียดตามนิสัยคนไม่ชอบเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
“เอ้า! กินตอนนี้นอนตอนไหนละคืนนี้”แม่ช้อยตะโกนไล่หลังมาด้วยความตกใจที่อยู่ดีๆ ยัยลูกตัวดีก็เกิดผีเข้าลุกพรวดพราดขึ้นมากลางคัน แสงไฟหน้ารถเบนซ์คู่ใจสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มโอบล้อมตัวบ้าน
“ตอนไหนก็ตอนนั้นแหละ เดี๋ยวหนูมา!”ลลินตะโกนตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง เธอพาตัวเองเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย สตาร์ทเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่มก่อนจะเหยียบคันเร่งออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบอบอวลอยู่หน้าบ้านไม้หลังเก่า
หัวใจที่เคยนิ่งสงบกลับเต้นระรัวอย่างคุมไม่อยู่ มือที่จับพวงมาลัยเกร็งแน่นจนปลายนิ้วขึ้นสีขาวซีด ทั้งความหงุดหงิดจากการถูกแม่ล้อ ความเสียหน้าที่เพิ่งรู้ข่าวเรื่อง 'เมีย' ของแฟนเก่า และเศษเสี้ยวความทรงจำเก่าๆ ที่พยายามฝังไว้อย่างดี บัดนี้มันกลับตีรวนกันไปหมดในหัวจนเธอแทบจะแยกไม่ออกว่า ที่กำลังบึ่งรถไปหาเขานี้เป็นเพราะความโหยหาหรืออยากจะเอาชนะใจตัวเองกันแน่!
