10 ไม่มีอะไรแน่นะ
“หายไปนานเลยนะป่านมีอะไรหรือเปล่า” พรชนกรีบเข้ามาถามเมื่อเห็นว่าปราญติญาหายออกไปกับภาณุวิชญ์ค่อนข้างนานจนเธอคิดว่าจะออกไปตาม
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะบุ๋ม”
“แน่นะ ณุเขาไม่ได้ทำอะไรป่านใช่ไหม”
“อือ เขาก็แค่ถามเรื่องแผลที่หัวเขานั่นแหละ ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ” ปราญติญาไม่อยากจะโกหกพรชนกเลยแต่เรื่องระหว่างเธอกับภาณุวิชญ์นั้นไม่สามารถบอกใครได้แม้ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทก็ตาม
เสียงเพลงในผับที่ค่อนข้างดังและแสงไฟสลัวๆ ทำให้พรชนกไม่เห็นว่าปราญติญานั้นนั่งถอนหายใจอยู่หลายครั้งและสีหน้าของเธอก็เครียดกว่าปกติ
เพื่อนทุกคนสนุกสนานกันจนถึงเวลาผับปิดก็แยกย้ายกลับ
“ผมไปส่งไหมป่าน” ภาณุวิชญ์เดินตามหญิงสาวมาที่รถ
“ไม่เป็นไรหรอก นี่มันดึกมากแล้วรีบแยกย้ายกันเถอะ”
“ขับรถดีๆ นะป่าน อย่าลืมเรื่องที่เราคุยกันล่ะ” ภาณุวิชญ์บอกกับหญิงสาวก่อนจะเดินมาที่รถของตนเองซึ่งตอนนี้ศุภโชคและเขตแดนเข้าไปนอนรอในรถแล้ว
ชายหนุ่มขับรถไปส่งเพื่อนทั้งสองคนที่บ้านส่วนตัวเขาเองก็กลับมาเช่าโรงแรมนอนเพราะบ้านเดิมของเขาไม่มีคนอยู่เนื่องจากครอบครัวย้ายเข้าไปอยู่กรุงเทพมานานหลายปีแล้ว
คืนนี้ภาณุวิชญ์ดื่มไปไม่กี่แก้วเพราะรู้ว่าตนเองจะต้องเป็นคนขับรถไปส่งเพื่อน พอมาถึงห้องก็รีบอาบน้ำจากนั้นก็เปิดตู้เย็นหยิบเบียร์ที่อยู่ด้านในขึ้นมานั่งดื่มคนเดียว
วันนี้เขารู้สึกสับสนกับความรู้สึกของตนเองมากเพราะการที่ได้รู้ว่าผู้หญิงในคืนนั้นคือใคร มันทำให้เขาลังเล ในตอนแรกก็คิดจะคบเธอเป็นคู่นอนพอเบื่อก็แยกย้ายแต่เมื่อปราญติญาคือเพื่อนสมัยเรียนเขาก็ไม่กล้าทำแบบนั้น
แต่ที่ยื่นข้อเสนอออกไปเพราะอยากจะรู้ว่าหญิงสาวจะทำยังไงต่อ ส่วนเรื่องคลิปที่พูดออกไปมันก็ไม่เป็นความจริงเลยเขาไม่เคยมีกล้องวงจรปิดในห้องรับแขกและก็ไม่เคยคิดที่จะถ่ายคลิปแบบนั้น
ขณะที่นั่งดื่มอยู่เพื่อนในกลุ่มก็ไลน์มาบอกว่าถึงบ้านกันแล้ว แต่เขาไม่เห็นไลน์ของปราญติญาหรือพรชนกเลย ชายหนุ่มรู้สึกเป็นห่วงจึงโทรศัพท์ไปหาปราญติญาตามเบอร์โทรศัพท์ที่ได้มาจากเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม
“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวกดรับแม้ว่าเบอร์ที่โทรเข้ามาไม่ได้คุ้นเคยแต่เนื่องจากคืนนี้ได้เจอเพื่อนหลายคนปราญติญาก็คิดว่าน่าจะเป็นเพื่อนคนใดคนหนึ่งที่โทรมา
“ป่านผมเองนะ คุณถึงบ้านหรือยัง”
เมื่อรู้ว่าคนที่โทรมาคือใครหญิงสาวก็อยากจะรีบกดวางสายแต่ก็กลัวว่าที่เขาโทรมาจะมีธุระด่วนเพราะคืนนี้เพื่อนของเธอดื่มกันค่อนข้างมากก็เลยเป็นกังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุ
“ถึงตั้งนานแล้วมีอะไรหรือเปล่า”
“ถ้าถึงแล้วก็น่าจะไลน์บอกเพื่อนในกลุ่มนะเพื่อนคนอื่นๆ เขาก็ไลน์บอก”
“ป่านก็ไลน์ไปบอกแล้ว”
“ทำไมผมถึงไม่เห็นล่ะป่านใช้ชื่อไลน์ว่าอะไรใช้”
“Thiya_parn น่ะ”
“อ๋อ ใช้ชื่อสลับกันนี่เองผมถึงไม่รู้ป่านจะนอนหรือยัง”
“กำลังจะนอนแล้วขอวางก่อนนะ”
“เดี๋ยวสิ”
“อะไรอีกล่ะ นี่มันดึกมากแล้วนะณุ”
“ป่านจะกลับกรุงเทพวันไหนเหรอ”
“พรุ่งนี้”
“ทำไมรีบกลับล่ะไม่หยุดเหรอ”
“ป่านกับบุ๋มต้องรีบไปขึ้นเวรบ่าย”
“เวรบ่ายนี่มันกี่โมงเหรอ”
“ณุไม่มีธุระอะไรอีกใช่ไหม” หญิงสาวไม่ตอบคำถามเพราะไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะอธิบายให้เขาฟังว่าลักษณะการขึ้นเวรของตนเองนั้นเป็นแบบไหน
“ไม่มีหรอกแค่อยากโทรมาถามเพราะคิดว่ายังไม่ถึงบ้าน ป่านนอนเถอะผมไม่กวนแล้ว”
“ขอบใจนะที่โทรมาถาม” หญิงสาวพูดจบก็วางสายและปิดไฟเข้านอน
แต่ไม่ว่าจะพยายามข่มตาหลับมากแค่ไหนก็ยังคงนอนไม่หลับอยู่ดีเพราะตอนนี้เธอคิดถึงแต่เรื่องที่คุยกับภาณุวิชญ์ หญิงสาวไม่รู้จะทำยังไงให้เขาเลิกยุ่งกับเธอ ตอนนี้ปราญติญากลัวว่าเพื่อนๆ จะรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขาเพราะมันเป็นเรื่องที่น่าอายที่สุดในชีวิต ถ้าหากทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเป็นเธอเองที่เข้าไปหาเขาและเขาจะเอาเรื่องนี้มาขู่มันก็ไม่แปลกเท่าไหร่
เธออยากปฏิเสธข้อเสนอของภาณุวิชญ์แต่ก็กลัวว่าเขาจะส่งคลิปนั้นให้เพื่อนคนอื่น ถ้าเป็นแบบนั้นคงไม่ใช่แค่เพื่อนที่รู้แน่ มารดาของเธอก็น่าจะรู้ด้วยเนื่องจากมารดาของเธอก็คือครูของเพื่อนนั่นเอง
“เฮ้อ!....” หญิงสาวถอนหายใจอย่างหนักไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว
เธออยากระบายเรื่องนี้ให้กับใครสักคนฟังแต่ก็อายเกินกว่าจะพูดออกไป ภาณุวิชญ์ขอเวลาเธอนานถึงสามเดือนแล้วระหว่างนี้ชีวิตของเธอจะเป็นยังไง จะต้องนอนกับเขาอีกกี่ครั้ง ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียดหนัก
ปราญติญานอนพลิกตัวไปมาก่อนจะเผลอหลับไปในเวลาเกือบจะตีสี่
เสียงไก่ขันปลุกให้หญิงสาวที่นอนไปไม่ถึงสองชั่วโมงต้องรีบตื่นเธอสวมชุดนอนออกมาจากห้องก็เห็นว่าตอนนี้มารดาของเรากำลังเตรียมอาหารเช้า
“แม่ทำอะไรแต่เช้าคะให้ป่านช่วยไหม”
“แม่ทำข้าวต้มจ้ะ ไม่เป็นไรหรอกทำไมป่านตื่นเช้าจัง”
“ก็ไก่บ้านแม่สิคะมันขันปลุกตั้งแต่เช้าเลย กลิ่นข้าวต้มหอมน่ากินมากเลยค่ะ”
“จะกินเลยไหมหรือจะอาบน้ำก่อน”
“ป่านขอไปอาบน้ำก่อนค่อยออกมากินก็ได้ค่ะพี่กับพ่อล่ะคะ”
“พี่ของเราน่ะเมื่อคืนกว่าจะกลับก็เกือบจะเช้าน่าจะตื่นเที่ยงนุ่นแหละ แล้วป่านล่ะลูกไปต่อกับเพื่อนได้ดื่มมาหรือเปล่า”
“เพื่อนคนอื่นดื่มค่ะแต่ป่านต้องขับรถก็เลยไม่ดื่ม”
“ดีแล้วล่ะลูกเป็นผู้หญิงถ้าดื่มแบบนั้นมันอันตราย เกิดเจอคนคิดไม่ดีแอบใส่ยาในแก้วของเราขึ้นมามันจะยุ่งเอา” คำพูดของมารดาแทงใจดำของหญิงสาวยังจังจนเธอต้องรีบออกไปจากตรงนี้
“แม่คะป่านขอตัวไปอาบน้ำก่อนได้ไหมเดี๋ยวจะรีบออกมากินข้าว”
“ได้จ้ะลูก”
หลังจากทานอาหารเช้าแล้วปราญติญาก็ตามบิดาเข้าไปในสวนจนกระทั่งสิบโมงเช้าก็กลับออกมาอีกครั้งเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับไปทำงานที่กรุงเทพ
“แม่นึกว่าป่านจะอยู่บ้านหลายวันเสียอีกอีก”
“ป่านลางานมาพร้อมบุ๋มค่ะแม่ เลยลาพร้อมกันหลายวันไม่ได้เอาไว้ป่านจะหาเวลามาอยู่กับแม่นั้นนานๆ นะคะ”
“ได้จ้ะ ป่านเหนื่อยไหมลูก”
“ไม่เหนื่อยค่ะ”
“แม่รู้ว่าหนูเป็นคนขยันรับขึ้นเวรให้คนอื่นอยู่บ่อยๆ แต่อะไรที่มันหนักและเหนื่อยเกินไปก็เพลาๆ ลงบ้างนะลูก บ้านเราไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินเลยถึงหนูไม่ทำงานพ่อกับแม่ก็มีเงินเลี้ยงหนูได้”
“ป่านรู้ค่ะแม่”
“แม่ว่าถ้าเหนื่อยหรือเบื่อก็ลาออกแล้วกลับมาช่วยพ่อทำสวนก็ได้ ไม่ต้องเข้าสวนทุกวันแต่ค่อยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายดูแลเรื่องคนงานก็ได้”
“แม่คะป่านยังทำงานไม่ถึงสองปีเลยค่ะ ป่านยังสนุกกับงานอยู่เลย ไม่เบื่อง่ายๆ หรอกค่ะ”
“แม่ก็พูดเผื่อไว้น่ะลูก ถ้ามีเวลาว่างหนูก็ออกไปเที่ยวกับเพื่อนบ้างนะหาความสุขให้ตัวเองอย่าเอาแต่ทำงานจนชีวิตไม่มีความสุขล่ะ แม่เคยเป็นเหมือนป่านมาก่อนและก็รู้สึกเสียดายมากๆ ที่ช่วงชีวิตนั้นเอาแต่ทำงานจนไม่ได้เที่ยวที่ไหนเลย”
“ค่ะแม่ป่านจะหาเวลาเที่ยวและหาความสุขตัวเอง ป่านไปก่อนนะคะฝากลาพี่ป้องด้วย”
“ขับรถดีๆ นะลูกแล้วต้องแวะไปรับบุ๋มที่บ้านหรือเปล่า ถ้าง่วงก็ผัดกันขับรถ”
“ป่านขับเองดีกว่าค่ะแม่ บุ๋มขับรถไม่ค่อยเก่งค่ะ”
“ถ้ายังงั้นก็ตามใจจ้ะ ถึงแล้วโทรมาบอกแม่ด้วยนะ”
“ค่ะแม่ป่านรักนะคะ”หญิงสาวยิ้มให้กับมารดาก่อนจะเดินเข้ามากอดและหอมแก้มอีกสองข้างแล้วขับรถออกไปจากบ้าน