บทที่ 1 : การสัมภาษณ์งานที่(ไม่)ธรรมดา
“ตาพร้อม!... แม่เห็นรายงานจากฝ่ายบุคคลว่าเลขาของลูกเพิ่งจะลาออกไปอีกแล้วอย่างนั้นเหรอจ๊ะ?” เสียงราบเรียบทว่าทรงอำนาจของ ‘คุณพรรณษา’ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทนำเข้าและส่งออกยักษ์ใหญ่ เอ่ยถามลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่กำลังนั่งหั่นไส้กรอกอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะอาหารตัวยาว หญิงสูงวัยที่ยังคงความสวยสง่าสมวัยจิบชาร้อนช้าๆ สายตาคมกริบจ้องมองผ่านกรอบแว่นสายตาอย่างรู้ทัน
“สายข่าวคุณแม่ยังทำงานรวดเร็วและแม่นยำเหมือนเดิมเลยนะครับ”
พร้อม หรือ ‘พร้อมภัทร์’ รองประธานหนุ่มรูปหล่อผู้พ่วงตำแหน่งเพลย์บอยตัวฉกาจถอนหายใจยาว วางส้อมลงด้วยท่าทีเซ็งๆ
“ใช่ครับ ลาออกไปเมื่อวานซืน ร้องห่มร้องไห้บอกว่าทนแรงกดดันไม่ไหว แต่ผมสั่งให้ฝ่ายบุคคลประกาศรับสมัครคนใหม่แบบด่วนที่สุดไปแล้วล่ะครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีจ๊ะ... เพราะรอบนี้แม่จะเป็นผู้สัมภาษณ์และคัดเลือกเลขาคนใหม่ให้ลูกเอง”
“ได้ยังไงกันล่ะครับคุณแม่!” ชายหนุ่มแทบจะสำลักกาแฟ รีบคว้าผ้าเช็ดปากมาซับแล้วแย้งเสียงหลง
“เรื่องคุณสมบัติ ไหวพริบ หรือแม้แต่ความเข้ากันได้ในการทำงาน ผมต้องเป็นคนเลือกเองสิครับ เลขาผม ผมก็ต้องใช้งานเอง
จะให้คุณแม่มานั่งจิ้มเลือกให้ได้ยังไง ผมโตแล้วนะครับ”
คุณพรรณษาวางถ้วยชาลงกับจานรองเสียงดังกริ๊กบ่งบอกถึงความเด็ดขาดที่ไม่มีใครกล้าขัด
“แม่ไม่สนว่าลูกจะหาข้ออ้างยังไง แม่คือท่านประธานบริษัท และนี่คือคำสั่ง จบนะ! อ้อ แล้วก็เตรียมตัวไว้ด้วย วันนี้สิบโมงตรง เคลียร์คิวให้ว่างแล้วลงไปนั่งเป็นเพื่อนแม่ในห้องสัมภาษณ์ด้วย” พร้อมภัทร์อ้าปากค้าง จะเถียงก็เถียงไม่ออก เมื่อมารดางัดเอาตำแหน่งบอสใหญ่มาข่ม เขาก็ทำได้แค่รับคำเสียงอ่อย
“.ครับท่านประธาน”
ชายหนุ่มได้แต่บ่นกระปอดกระแปดในใจ แม่คงตั้งใจจะหาเลขาฯ ป้าแว่นจอมเจ้าระเบียบมาคุมความประพฤติเขาแน่ๆ คิดแล้วก็พานให้หมดอารมณ์ที่จะทานอาหารเช้าไปเสียดื้อๆ ณ ห้องแถวเล็กๆ ที่สภาพแวดล้อมดูทรุดโทรมราวกับสลัมกลางกรุง หญิงสาวร่างบางในชุดทำงานสีครีมที่ดูเรียบร้อยแต่เก่าจนสีซีดกำลังหมุนตัวซ้ายทีขวาทีอยู่หน้ากระจกบานเล็กที่ร้าวไปซีกหนึ่ง ‘นิลรัตน์ พิมลลักษณ์’ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ วันนี้เธอมีนัดสอบสัมภาษณ์งานตอน สิบโมงเช้าที่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ แค่ก้มลงมองเสื้อผ้าที่สวมใส่ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองสอบตกตั้งแต่ยังไม่ทันก้าวเท้าออกจากบ้านด้วยซ้ำ งานเลขาผู้บริหารระดับสูง แน่นอนว่าภาพลักษณ์ภายนอกต้องมาก่อนเสมอ แต่จะทำยังไงได้ล่ะ ในเมื่อเงินเก็บ ก้อนสุดท้ายในบัญชีร่อยหรอเต็มที แค่เจียดมาจ่ายค่าเช่า ห้องรูหนูนี้กับโอนไปให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดก็แทบจะไม่เหลือค่ากินข้าวแล้ว
“เอาวะ ยัยนิล! ไม่ลองก็ไม่รู้” เธอให้กำลังใจตัวเองในกระจกเงา
“ถึงชุดเราจะดูไม่แพง แต่เราก็แต่งตัวถูกระเบียบเป๊ะ สมองเราก็มี ไหวพริบเราก็เลิศ รูปร่างหน้าตา... ถึงจะไม่ได้แต่งหน้าจัดเต็มใส่ขนตาปลอมฟูฟ่องเหมือนนางงาม แต่เราก็สวยธรรมชาตินะเว้ย!” หญิงสาวยิ้มกว้างให้กำลังใจตัวเอง คว้ากระเป๋าสะพายหนังเทียมใบเก่าที่เริ่มลอกหลุดลุ่ยมาสะพาย แล้วรีบวิ่งออกไปปากซอยเพื่อรอขึ้นรถเมล์มุ่งหน้าสู่สมรภูมิรบ
เมื่อนิลรัตน์เดินทางมาถึงบริษัท เธอต้องเบิกตากว้างตะลึงกับความโอ่อ่าอลังการของตึกระฟ้าใจกลางเมือง พนักงานทุกคนที่เดินสวนไปมา ล้วนแต่งตัวดูดีมีระดับราวกับหลุดมาจากแคตตาล็อกแฟชั่น เธอเดินตัวลีบๆ เข้าไปแจ้งชื่อที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ก่อนจะถูกพาตัวขึ้นลิฟต์แก้วมานั่งรอที่หน้าห้องสัมภาษณ์บนชั้นผู้บริหาร เธอมาถึงเป็นคนที่ห้า... และดูเหมือนจะเป็นผู้สมัครคนสุดท้ายของรอบนี้ ผู้สมัครแต่ละคนที่นั่งเรียงแถวกันอยู่ก่อนหน้า ล้วนแต่สวยเฉี่ยว หุ่นเป๊ะ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมประหนึ่งหลุดมาจากนิตยสาร นิลรัตน์ก้มมองกระโปรงทรงสอบสีดำกับเสื้อเชิ้ตสีครีมของตัวเองแล้วแอบถอนใจเฮือก เธอสูดกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่
ลอยมาจากสาวสวยคนข้างๆ แล้วก้มหน้าอ่านเรซูเม่ของตัวเองซ้ำๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ
คนแรกถูกเรียกตัวเข้าไป... ราวๆ สิบนาทีต่อมา ประตูก็เปิดออก หญิงสาวคนนั้นเดินกระทืบเท้าปึงปังออกมาด้วยใบหน้าบูดบึ้งสุดขีด
“บ้าหรือเปล่าวะ! คำถามบ้าบออะไรเนี่ย นี่เลือกเลขาผู้บริหารหรือเลือกแม่ชีไปจำศีลกันแน่ ประสาท!”
เธอสบถอย่างอารมณ์เสียก่อนจะสะบัดหน้าเชิดๆ เดินไปกดลิฟต์ คนที่สองถูกเรียกเข้าไป และหายเข้าไปเพียงห้านาทีเท่านั้น... เธอกระชากประตูเปิดออกด้วยอาการที่หนักกว่าคนแรกเสียอีก
