ตอนที่ 5 : จุดชนวนความสงสัย
ตอนที่
[5]
จุดชนวนความสงสัย
หลังจากที่ถูกบิดาตัดเบี้ยหวัดและห้ามไม่ให้ร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัว ชีวิตในจวนของลั่วเฉียวฮุ่ยก็ดูเหมือนจะตกต่ำลงถึงขีดสุดในสายตาของทุกคน...ยกเว้นตัวนางเอง
หญิงสาวไม่ได้มีท่าทีทุกข์ร้อนหรือเดือดเนื้อร้อนใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม นางกลับดูสบายใจและเป็นอิสระมากขึ้นกว่าเดิม
เงินเก็บเล็กน้อยที่ลั่วเฉียวฮุ่ยคนเดิมเคยเก็บเอาไว้ ถูกนำออกมาใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า นางไม่ได้นำไปซื้อหาอาภรณ์หรูหราหรือเครื่องประดับราคาแพงอีกต่อไป แต่กลับนำไปซื้อวัตถุดิบสดใหม่จากตลาดเพื่อนำมาทำอาหารกินเองในเรือนของนาง
ทักษะการทำอาหารที่ติดตัวมาจากโลกเก่า ทำเอาเลี่ยงซูต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงครั้งแล้วครั้งเล่า
“คุณหนู นะ...นี่ท่านไปแอบร่ำเรียนวิชาทำอาหารเหล่านี้มาจากที่ใดกันเจ้าคะ!?” เด็กสาวถามขึ้นขณะที่กำลังซดน้ำแกงไก่ตุ๋นร้อน ๆ ที่ทั้งหอมกรุ่นและรสชาติกลมกล่อมอย่างที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนในชีวิต
“ข้าก็แค่...ลองทำดูเล่น ๆ น่ะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ พลางคีบเนื้อปลานึ่งมะนาวชิ้นโตเข้าปาก
‘แค่นี้มันยังแค่ระดับพื้นฐานเท่านั้นแหละน่า’
ผู้ใดจะคาดคิดว่าสตรีที่ดูแข็งทื่อและเด็ดเดี่ยวอย่างเฮเลน เฉียน ผู้เป็นเจ้าของสถาบันการต่อสู้ชื่อดัง จะมีงานอดิเรกที่เอาไว้ผ่อนคลายจิตใจหลายอย่าง การทำอาหารก็เป็นหนึ่งในนั้น ถึงจะเรียกว่างานอดิเรกแต่ทุกอย่างที่สนใจนางล้วนเลือกลงเรียนแบบส่วนตัวด้วยความตั้งใจและจริงจังในยามที่มีเวลาว่างเสมอ
ในขณะที่สองนายบ่าวกำลังมีความสุขอยู่กับมื้ออาหารเลิศรสอยู่ก็ได้ยินสองแม่ลูกตัวร้ายอย่างสวีหลิงม่านและลั่วหลิงเม่ยมาเรียกที่หน้าเรือนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง
“ฮุ่ยเออร์เป็นอย่างไรบ้าง” สวีหลิงม่านเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานหลังลั่วเฉียวฮุ่ยเดินออกมาพบที่หน้าเรือน
“ข้าสบายดีเจ้าค่ะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยกลับตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างถึงที่สุด สวีหลิงม่านทำทีเป็นไม่สนใจท่าทางของคนตรงหน้าก่อนจะกล่าวต่อ
“ข้าเพียงอยากมาบอกว่าหากเจ้าขาดเหลืออะไรก็บอกข้าได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ใช่แล้วน้องรอง แต่จะให้ดี หากเจ้ายอมไปขอโทษท่านพ่อดี ๆ บางทีท่านอาจจะใจอ่อนยอมยกโทษให้เจ้าก็ได้นะ” ลั่วหลิงเม่ยเอ่ยขึ้นเสริมด้วยท่าทางเห็นใจ ทว่านี่ไม่ใช่การแนะนำ หากฟังดี ๆ จะรู้ว่ามันเป็นการเยาะเย้ย
ลั่วเฉียวฮุ่ยมองการแสดงละครตบตาตรงหน้าด้วยสายตาที่เย็นชา
“ขอบคุณในความหวังดีของท่านแม่และพี่ใหญ่นะเจ้าคะ แต่ข้าสบายดี และข้าก็ไม่มีอะไรที่จะต้องขอโทษ”
กล่าวจบก็เข้าไปในเรือนเพื่อกลับไปกินอาหารของตนเองต่อ ไม่เปิดโอกาสให้พวกนางได้พูดอะไรอีก
แน่นอนว่าเรื่องนี้ได้ถูกนำกลับไปรายงานต่อลั่วฉู่หวังในรูปแบบที่ถูกบิดเบือนไปโดยสิ้นเชิง
“ท่านพี่เจ้าคะ ข้าเป็นห่วงฮุ่ยเออร์เหลือเกิน” สวีหลิงม่านบีบน้ำตาต่อหน้าสามี “นางยังคงดื้อรั้นและไม่ยอมสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย ข้าพยายามจะนำอาหารไปให้ แต่นางก็ไม่ยอมรับ บอกว่าสามารถดูแลตัวเองได้ ฮึก ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้วเจ้าค่ะ”
คำพูดของภรรยายิ่งสุมไฟแห่งความไม่พอใจที่ลั่วฉู่หวังมีต่อบุตรสาวคนรองให้มากขึ้นไปอีก
หลายวันต่อมาวังหลวงได้จัดงานเลี้ยงชมบุปผาขึ้น ซึ่งเหล่าบุปผาที่นำมาแสดงล้วนแต่เป็นบุปผาหายาก และงานนี้มักจะจัดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมงานได้มาพบปะสังสรรค์กันพร้อมชมความงดงามของเหล่าบุปผาไปพลาง แน่นอนว่าตระกูลลั่วซึ่งเป็นขุนนางขั้นสามย่อมได้รับเทียบเชิญด้วย
ลั่วฉู่หวังตั้งใจว่าจะไม่พาบุตรสาวตัวปัญหาของเขาไปด้วย ด้วยความโกรธยังไม่จางหาย แต่กระนั้นก็ถูกภรรยาห้ามไว้เสียก่อน
“ท่านพี่ หากท่านไม่พานางไปด้วยคนภายนอกจะครหานินทาได้นะเจ้าคะ ว่าท่านลำเอียงรักลูกไม่เท่ากัน พานางไปด้วยเถิดเจ้าค่ะอย่างน้อยก็เพื่อรักษาหน้าตาของตระกูลเรา” สวีหลิงม่านกล่าวอย่างมีเหตุผล
นางแสร้งทำเป็นหวังดีทั้งที่จริง ๆ ไม่อยากพาลั่วเฉียวฮุ่ยไปด้วยเลยสักนิด แต่ไหน ๆ ก็ต้องพาไปแล้ว เช่นนั้นก็ต้องสร้างความลำบากให้อีกฝ่ายสักหน่อย
คิดแล้วจึงนำอาภรณ์ชุดใหม่มามอบให้ลั่วเฉียวฮุ่ยด้วยตนเอง
“ฮุ่ยเออร์แม่เห็นว่าเจ้าไม่มีชุดใหม่ ๆ ใส่ไปงานเลี้ยง จึงตั้งใจตัดชุดนี้มาให้เจ้าเป็นพิเศษเลยนะ”
ลั่วเฉียวฮุ่ยมองอาภรณ์ในมือของตนเองในตามีประกายบางอย่าง
มันเป็นชุดสีฟ้าอมเทาที่ดูจืดชืดและไร้ชีวิตชีวาอย่างที่สุด แตกต่างจากชุดสีชมพูสดใสปักลายผีเสื้อที่งดงามราวกับภาพวาดที่แอบเห็นอีกฝ่ายเตรียมไว้ให้ลั่วหลิงเม่ยโดยสิ้นเชิง
‘คิดจะกลั่นแกล้งข้าด้วยวิธีตื้นเขินเช่นนี้หรือ’
นอกจากจะคิดกลั่นแกล้งแล้ว นี่คงกลัวว่าข้าจะไปแย่งความสนใจจากคนผู้นั้นสินะ
จ้าวซงหยวน บุตรชายของเจ้ากรมพิธีการ
ทว่านางก็แสร้งทำเป็นดีใจแล้วรับชุดนั้นมา
“ขอบคุณท่านแม่มากเจ้าค่ะ”
สวีหลิงม่านที่เห็นเช่นนั้นก็ลอบยิ้มอย่างสะใจ ที่แผนการของตนเองสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
และเมื่อวันงานเลี้ยงมาถึงก็พบว่าลั่วเฉียวฮุ่ยปรากฏตัวขึ้นในชุดสีฟ้าอมเทาที่ดูจืดชืดนั้นจริง ๆ!!
สวีหลิงม่านยิ่งมีความสุขจนแทบจะหัวเราะออกมา
นอกจากนั้นอีกฝ่ายยังไม่ได้แต่งหน้าแต่งตาให้งดงามเหมือนเช่นเคยทำเพียงแค่รวบผมขึ้นอย่างง่าย ๆ ท่าทางในตอนนี้ดูราวกับเป็นสาวใช้ที่ติดตามมามากกว่าจะเป็นคุณหนูของตระกูลใด
ภาพของลั่วเฉียวฮุ่ยเมื่อไปยืนเทียบกับลั่วหลิงเม่ยที่งดงามเปล่งประกายราวกับเทพธิดา มันช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เรื่องนี้สร้างความพึงพอใจให้กับสองแม่ลูกเป็นอย่างยิ่ง
และเมื่อเข้าไปในงานเลี้ยงสายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องไปที่ความงดงามของลั่วหลิงเม่ยไม่มีใครสนใจคุณหนูรองที่ดูจืดชืดเลยแม้แต่น้อย
ทว่าเรื่องนี้กลับเป็นสิ่งที่ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องการ และเมื่อสายตาเห็นว่าเป็นผู้ใดที่กำลังเดินเข้ามาหานางอยู่ไกล ๆ มุมปากก็ยกยิ้มขึ้น
มาช่วยทำให้แผนการของข้าสำเร็จเร็ว ๆที
คุณหนูจาง จางอี้เฟิน สตรีปากร้ายที่เป็นคู่ปรับเก่าของลั่วเฉียวฮุ่ยคนเดิม เดินตรงเข้ามาหาอย่างมีจุดประสงค์บางอย่าง
“ตายจริง! คุณหนูรองลั่ว อาภรณ์ของเจ้าในวันนี้ช่างดูไม่เจริญหูเจริญตาเอาเสียเลยนะ ไม่ทราบว่าไปขุดอาภรณ์เก่าเก็บผืนนี้มาจากร้านใดกันหรือ” กล่าวเสียงดังราวกับต้องการให้ผู้อื่นได้ยินพลางหัวเราะเยาะ ทำให้ทุกคนในบริเวณนั้นหันมามองเป็นตาเดียว หลายคนรอคอยที่จะได้ชมเรื่องสนุก
ทว่าแทนที่ลั่วเฉียวฮุ่ยจะเกรี้ยวกราดกลับไปเหมือนเช่นเคย นางกลับแสร้งทำเป็นเบิกตากว้างด้วยความใสซื่อ
“หืม? อาภรณ์ของข้าไม่สวยหรือ” นางกล่าวพลางก้มลงมองชุดของตัวเอง
“แต่นี่เป็นอาภรณ์ที่ท่านแม่ของข้าตั้งใจเตรียมมาให้ข้าโดยเฉพาะเลยนะ ท่านแม่บอกว่าสั่งตัดมาพร้อมกันกับของพี่ใหญ่เลย แต่ว่านางคงจะเห็นว่าข้าเหมาะกับสีเรียบ ๆ ถึงได้เลือกชุดนี้ให้กระมัง”
“…..”
คำพูดที่ดูใสซื่อของหญิงสาวคล้ายจะไม่มีอะไร แต่ทว่าในเหล่ากลุ่มชนชั้นสูงที่มักจะพบเจอกับเรื่องนี้อยู่บ่อย ๆ ล้วนเข้าใจในทันที
จากนั้นสายตาของทุกคนในงานก็จับจ้องลั่วเฉียวฮุ่ยและลั่วหลิงเม่ย พลางมองอาภรณ์ของสองพี่น้องสลับกันไปมา
อาภรณ์ของผู้หนึ่งงดงามเปล่งประกายราวกับผ้าทอจากสรวงสวรรค์ส่วนอีกคน…กลับดูจืดชืดและเรียบง่ายราวกับผ้าของบ่าวรับใช้!
นี่น่ะหรือที่เรียกว่าตั้งใจทำให้?
ต่อมาเสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังขึ้นหนาหู ทว่าครั้งนี้เป้าหมายของการนินทาได้เปลี่ยนไปแล้ว
“นี่...พวกเจ้าได้ยินหรือไม่? นางบอกว่ามารดาเลี้ยงเป็นคนเตรียมชุดนี้ให้”
“ข้าก็ได้ยิน ช่างน่าสงสารคุณหนูรองนัก ได้ยินมาว่าลั่วฮูหยินรักใคร่เอ็นดูลูกเลี้ยงดุจลูกในไส้ ที่แท้ก็เป็นแค่เรื่องจอมปลอมหรือนี่”
“ดูสายตานางสิ...ช่างน่าเวทนานัก ต้องถูกกดขี่ข่มเหงเพียงใดกันถึงได้มีสภาพเช่นนี้”
มุมปากของลั่วเฉียวฮุ่ยขยับขึ้นเล็กน้อย
แผนการของนางได้ผลเกินคาด เพียงแค่ยอมลดตัวลงมาแต่งตัวให้ดูน่าสงสารแล้วใช้คำพูดที่ใสซื่อเพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถทำลายภาพลักษณ์ ‘มารดาเลี้ยงผู้แสนดี’ ที่สวีหลิงม่านพยายามสร้างมานานหลายปีลงได้อย่างย่อยยับ!
สวีหลิงม่านที่ยืนอยู่ไม่ไกลได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดได้แต่กัดฟันกรอดพลางจ้องมองลูกเลี้ยงตัวแสบด้วยสายตาที่แทบจะลุกเป็นไฟ
‘นังสารเลวลั่วเฉียวฮุ่ย!!’
หลังจากทิ้งชนวนลูกใหญ่ไว้ให้ทุกคนได้ขบคิดกันแล้ว ลั่วเฉียวฮุ่ยก็ปลีกตัวออกมาจากความวุ่นวายนั้นทันที หญิงสาวเดินไปยังมุมสงบในสวนบุปผาเพื่อพักผ่อนชั่วครู่ งานนี้เลี่ยงซูไม่ได้มาด้วย ช่างน่าเบื่อยิ่งนัก
ระหว่างที่นั่งลงบนก้อนหินก้อนหนึ่ง สายตาของนางก็มองลอดผ่านพุ่มไม้ไปก่อนจะได้เห็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจหนึ่งเข้าพอดี ทันใดนั้นมุมปากก็ยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง
