ตอนที่ 2 : กลับใจบ้าอะไรกัน
ตอนที่
[2]
กลับใจบ้าอะไรกัน
“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ! ตื่นขึ้นมาเถิดเจ้าค่ะ ฮึก”
เสียงร้องไห้คร่ำครวญของเลี่ยงซูดังไม่หยุด เด็กสาวพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะลากร่างที่ไร้สติของคุณหนูของนางขึ้นมาจากสระบัวที่เย็นเยียบ ในที่สุดด้วยความช่วยเหลือของบ่าวรับใช้อีกคน นางก็สามารถนำร่างที่ซีดเผือดของคุณหนูขึ้นมาบนฝั่งได้สำเร็จ
เลี่ยงซูน้ำตาไหลพรากด้วยความสิ้นหวัง นางหันไปมองรอบกาย ภาพที่เห็นยิ่งทำให้หัวใจของนางเย็นเยียบลงไปอีก…
นายท่านยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ฮูหยินทำทีเป็นเข้าไปดูแลบุตรชายและบุตรสาวของตนเองที่กำลังตัวสั่นงันงกอยู่ไม่ห่าง
ไม่มีใครเลย...
ไม่มีใครสักคนที่จะแสดงความเดือดเนื้อร้อนใจหรือเป็นห่วงคุณหนูของนางที่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ตรงนี้
เลี่ยงซูปาดน้ำตา ในเมื่อไม่มีใครสนใจ นางก็จะพาคุณหนูของนางกลับไปดูแลเอง
เด็กสาวรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีแบกร่างที่เปียกโชกของลั่วเฉียวฮุ่ยขึ้นบนหลัง แล้วเดินจากไปอย่างทุลักทุเลหวังว่าในตอนที่ท่านหมอมาถึงคุณหนูของนางจะยังคงปลอดภัยดี โดยที่เลี่ยงซูไม่รู้เลยว่าร่างที่อยู่บนแผ่นหลังเล็ก ๆ ของนางนั้น บัดนี้ดวงวิญญาณที่อยู่ข้างในไม่ใช่คุณหนูคนเดิมของนางอีกต่อไปแล้ว…
“แค็ก ๆ!”
เฮเลน เฉียน ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับอาการสำลักน้ำอย่างรุนแรง
ความรู้สึกเย็นเยียบและเจ็บปวดที่หน้าอกทำให้สติของหญิงสาวกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ภาพสุดท้ายที่เธอจำได้คือ...
ใบหน้าไร้เดียงสาของเด็กหญิงตัวน้อยที่เธอรับเข้ามาเป็นศิษย์ เด็กหญิงที่เธอเอ็นดูราวกับน้องสาวและไม่คาดคิดว่าเด็กน้อยผู้นั้นจะใช้มีดสั้นแทงเข้าที่จุดตายของเธออย่างเลือดเย็น!
ไร้ซึ่งความลังเลใด
เธอตายแล้ว...
ตายเพราะความสงสารและความไว้ใจคนผิด
แต่แล้ว...ที่นี่คือที่ไหนกัน?
หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงไม้ลวดลายแปลกตา ในห้องที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากยุคโบราณ และทันใดนั้นความทรงจำที่ไม่ได้เป็นของเธอก็ไหลบ่าเข้ามาในหัวอย่างไม่ทันตั้งตัว
อึก!
เรื่องราวชีวิตอันน่าสมเพชของเด็กสาวที่ชื่อว่า ‘ลั่วเฉียวฮุ่ย’
อืม นี่มัน…
.
.
.
บ้ามากจริง ๆ!!
หลังจากที่เฮเลนได้รับรู้ความจริงทั้งหมด ก็ได้แต่แค่นหัวเราะออกมา
‘โง่ โง่สิ้นดี!’
‘นี่มันนิสัยของนางร้ายเกรดต่ำในนิยายที่เธอเคยอ่านไม่มีผิด! ชอบทำอะไรโง่ ๆ ไร้เหตุผล’
เฮเลนนั้นรู้สึกว่าลั่วเฉียวฮุ่ยเป็นสตรีที่โง่มาก
อะไรคือการพิสูจน์ความจริงด้วยการทำร้ายตัวเองแบบนั้น?
แล้วอะไรคือการคิดจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดี? ทั้งที่แต่แรกตัวเองก็ไม่ได้ผิดอะไรเลย การที่เด็กคนหนึ่งจะเรียกร้องความรักและความสนใจจากบิดาของตนเองมันผิดตรงไหนกัน!?
ด้วยนิสัยเดิมของเฮเลนนั้น เธอเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นครูใหญ่ของสถาบันสอนการต่อสู้ที่โด่งดัง เธอไม่ใช่คนดีโลกสวยที่ใสสะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์ และเข้าใจดีว่าโลกนี้มันเต็มไปด้วยสีเทา ดังนั้นเธอจึงไม่ได้คิดว่าการกระทำที่ดู ‘ร้ายกาจ’ ของลั่วเฉียวฮุ่ยนั้นมันจะเลวร้ายอะไรนักหนา ก็เป็นแค่เด็กขาดความอบอุ่นคนหนึ่งที่ถูกหมาป่าเจ้าเล่ห์ในคราบนางเอกคอยเล่นแง่ใส่ก็เท่านั้นเอง
เธอเกลียด...เกลียดคนเสแสร้งเป็นที่สุด! และดูเหมือนว่าสวรรค์จะเล่นตลกกับเธอ ถึงได้ส่งให้เธอต้องมาอยู่ในที่ที่เต็มไปด้วยความจอมปลอมแบบนี้
แต่เมื่อคิดว่าตนเองต้องกลายมาเป็นลั่วเฉียวฮุ่ยจริง ๆ ดวงตาที่ไม่ค่อยสบอารมณ์ก็เผยความอันตรายมากขึ้น
‘เช่นนั้นต่อจากนี้ไปก็อย่าหวังเลยว่าพวกเจ้าจะได้อยู่อย่างสงบสุข
ลั่วเฉียวฮุ่ยคนใหม่จะไม่กลับตัวกลับใจอะไรทั้งนั้น!!’
เพราะถ้าว่ากันตามจริงแล้วลั่วเฉียวฮุ่ยคนเก่านั้นนางตายไปแล้ว เพราะมีคนผลักดันให้นางต้องไปสู่ความตาย ดังนั้นจะมามัวญาติดีต่อกันอะไรกันอีก ฝันไปเถอะ!
ในขณะที่เฮเลนกำลังครุ่นคิดถึงแผนการเอาคืนอยู่นั้น เลี่ยงซูก็เดินเข้ามาพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ที่แห้งสนิท
“คุณหนูเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนเถิดเจ้าค่ะเดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้” ดวงตาของสาวรับใช้ยังคงแดงก่ำจากการร้องไห้ โชคดีนักที่คุณหนูฟื้นขึ้นมา เพราะไม่รู้ว่าท่านหมอจะมาถึงเมื่อไร หรือจะมาถึงหรือไม่ เพราะอาจจะถูกใครบางคนขัดขวางไว้เสียก่อน
หลังจากที่ลั่วเฉียวฮุ่ยเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยหมอก็ยังไม่มาทว่ากลับเป็นบ่าวรับใช้จากเรือนใหญ่ที่มาแทน
“คุณหนูรองเจ้าคะ นายท่านเรียกให้ไปพบที่เรือนใหญ่เจ้าค่ะ”
ลั่วเฉียวฮุ่ยคนใหม่ยกยิ้มมุมปาก
‘ดี ข้าก็กำลังอยากจะไปเจอหน้าพวกเสแสร้งอยู่พอดี’
เมื่อหญิงสาวก้าวเข้าไปในเรือนใหญ่ ร่างบางก็กวาดสายตามองทุกคนด้วยแววตาที่เย็นชาและอ่านไม่ออก โดยเฉพาะสามแม่ลูกตัวดีที่กำลังส่งสายตาเยาะเย้ยมาให้อย่างไม่ปิดบัง
ลั่วฉู่หวังที่เห็นบุตรสาวเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่ไม่ทุกข์ร้อนก็ยิ่งทวีความโกรธมากขึ้นไปอีก เขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าเรื่องทั้งหมดในวันนี้เป็นเพียงแผนการเรียกร้องความสนใจของลั่วเฉียวฮุ่ยเท่านั้น!
“ลั่วเฉียวฮุ่ยเจ้าสำนึกผิดแล้วหรือยังกับสิ่งที่ทำลงไปในวันนี้!” เขาตวาดถามเสียงดังลั่น
ลั่วเฉียวฮุ่ยปรายตามองบุรุษวัยกลางคนที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของร่างนี้ด้วยสายตาที่เย็นชา ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กลับทรงพลังอย่างน่าประหลาด
“ทำผิดอะไร ข้าทำอะไรผิด คนที่ผิด...มิใช่ว่ากำลังยืนอยู่ตรงหน้าท่านพ่อหรอกหรือเจ้าคะ?” กล่าวพลางเหลือบมองไปยังสองพี่น้องที่กำลังแสร้งยืนทำหน้าซีดอยู่ข้าง ๆ มารดาของตนเอง
“นี่เจ้าไม่ยอมรับผิดแล้วยังกล้ามาป้ายความผิดให้ผู้อื่นอีกหรือ เม่ยเออร์กับเหวินเออร์เกือบจะต้องตายในสระบัวก็เพราะเจ้ารู้หรือไม่!!”
“แต่พวกเขาก็ไม่ตายมิใช่หรือเจ้าคะ” ลั่วเฉียวฮุ่ยสวนกลับทันควันก่อนจะคิดในใจอย่างเยือกเย็น
‘คนที่ตายไปแล้วคือลั่วเฉียวฮุ่ยต่างหาก!!’
“เจ้า!!” ลั่วฉู่หวังชี้หน้าบุตรสาวด้วยมือที่สั่นเทาด้วยความโกรธ
“ข้าก็คิดอยู่แล้วว่าคนอย่างเจ้าจะกลับตัวกลับใจได้จริง ๆ หรือ ที่แท้มันก็เป็นแค่คำโกหกหลอกลวงหาได้มีความจริงใจไม่!” เขาหอบหายใจอย่างแรง ก่อนจะตัดสินลงโทษบุตรสาว
“ดี ในเมื่อตอนนี้เจ้ายังไม่สำนึกผิด เช่นนั้นก็จงไปสำนึกผิดที่อารามหนิงเหมยเป็นเวลาเจ็ดวัน ไม่มีการผ่อนปรนใด ๆ ทั้งสิ้น!!”
เมื่อเขากล่าวจบสามแม่ลูกก็ลอบส่งสายตาให้กันด้วยความสะใจ
เพราะการถูกส่งไปอยู่อารามนั้นคือการลงโทษที่น่าอับอายสำหรับคุณหนูในห้องหอ ดังนั้น ลั่วเฉียวฮุ่ยต้องรู้สึกอับอายมากเป็นแน่
ทว่าผู้ที่ถูกลงโทษกลับไม่ได้มีสีหน้าทุกข์ร้อนเลยแม้แต่น้อย นางเพียงแค่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ไปก็ไปสิ”
กล่าวจบก็หมุนตัวเดินออกจากเรือนใหญ่ไปทันที ทิ้งให้ลั่วฉู่หวังต้องยืนโกรธจนตัวสั่นและทำอะไรไม่ถูกอยู่ด้านหลัง
เขาที่หวังว่าบุตรสาวที่ได้ยินบทลงโทษจะอ้อนวอนเขาแล้วไปขอโทษทุกคน แต่สุดท้ายกลับเลือกที่จะแข็งข้อเช่นเดิม ดูท่าว่าลั่วเฉียวฮุ่ยจะนิสัยเสียจนกู่ไม่กลับแล้วจริง
