ตอนที่ 7 ขอพร
จวนสกุลเสวียน
“อิงเอ๋อร์ เหวินเอ๋อร์ พวกเจ้ากลับกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ข้านำอาหารที่ลูกบุญธรรมของท่านโจวโหวหยวนกลับมาให้พวกเจ้าลองชิม”
เสียงของสตรีวัยกลางคนใบหน้ายิ้มแย้มพูดกับบุตรและหลานชายของตน
“ทำไมหรือท่านแม่ ที่จวนเราไม่มีอาหารถึงต้องไปขอจากจวนท่านโจวเลยหรือ” เสวียนอิงสีหน้าเรียบเฉยเอ่ยกับมารดา
มารดาของเขาพยายามจับคู่ให้เขามาแล้วหลายครั้ง และก็ถูกเขาปฏิเสธทุกครั้ง
วันนี้ก็ดูจะมีเป้าหมายใหม่อีกแล้ว ช่างมีความพยายามเสียจริง
“รอบนี้ท่านโจวรับบุตรบุญธรรมมาสองคนเชียวนะ พวกนางช่างน่ารักมีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนชาวแคว้นเราเท่าไหร่ น่าจะถูกใจพวกเจ้า”
ฝูเทียนเหวินหัวเราะขบขัน “ท่านป้าคิดว่าพวกข้าชอบสตรีง่ายดายหรืออย่างไร อีกอย่างที่จวนพ่อครัวทำกับข้าวไม่เป็นหรือ ถึงต้องไปเอามาจากบ้านท่านโจวด้วย”
มารดาของเสวียนอิงก็คือป้าแท้ๆ ของฝูเทียนเหวิน ช่วงนี้ชายหนุ่มทั้งสองคนมาสืบราชการลับที่เมืองอิ๋นตู พวกเขาเลยมาพักที่จวนสกุลเสวียน
มาอยู่ยังไม่ถึงสามวัน ก็เริ่มถูกจับคู่เสียแล้ว
“พวกเจ้าจะไปรู้เรื่องอะไร บุตรบุญธรรมของท่านโจวคราวนี้ทำอาหารเก่งทีเดียว ที่สำคัญนะ พวกนางทั้งสองทำอาหารที่แปลกใหม่ รสชาติไม่เหมือนที่พวกเจ้าเคยกินมาหรอก” เสวียนฮูหยินกล่าวพลางยกมือส่งสัญญาณให้สาวใช้ยกอาหารขึ้นโต๊ะ
จากการพูดโน้มน้าว ฝูเทียนเหวินและเสวียนอิงจึงเดินไปชิมอาหารที่โต๊ะอย่างเสียไม่ได้
“นี่มันอะไร” ฝูเทียนเหวินมองแกงเห็นที่อยู่ในชาม น้ำแกงสีน้ำตาลทำให้เขาหวั่นใจเล็กน้อย
“สีเหมือนน้ำยาสมุนไพร แต่กลิ่นไม่ใช่ ในชามก็หอมดีอยู่หรอก แต่ในจานนี้ดูแปลกอยู่นะ” เสวียนอิงจ้องจานยำคอหมูทอดน้ำปลาร้าไม่วางสายตา
“ข้าว่าจานนี้คุ้นๆ” เขาชี้นิ้วไปที่จานพร้อมเหลือบตามองฝูเทียนเหวิน
“คล้ายกับที่สตรีสองนางนั้นทำ” ฝูเหวินเทียนตอบ นัยน์ตาเขาราวกับกระแสน้ำในมหาสมุทร ลึกลับและคาดเดาไม่ได้
แต่ไม่ใช่กับเสวียนอิงที่รู้จักเขามาตั้งแต่เล็ก
“สตรีเพี้ยนทำแน่นอน เจ้าอยากลองชิมก็ได้โอกาสแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปอุดหนุนพวกนางที่ร้าน” ชายหนุ่มรูปร่างกำยำหยิบตะเกียบคีบไปที่ชิ้นหมูทอดในยำจานนั้น
เขานิ่งราวกับทำใจอยู่สักพัก
“ก็ไม่ได้ยินว่ามีใครกินแล้วตาย” ก่อนคีบหมูเข้าปากก่อนฝูเทียนเหวิน
มุมปากฝูเทียนเหวินยกยิ้มเล็กน้อย แหม ไอ้ญาติผู้น้องคนนี้ ทำเป็นวิจารณ์นั่นนี่ แต่กลับเอาเข้าปากก่อนใคร
เขามองปฏิกิริยาของเสวียนอิงตอนที่เคี้ยวหมูแล้วกลืนลงคอ เห็นท่าทางและสายตาของชายหนุ่มทำเหมือนกับเจอเรื่องที่เหลือเชื่อก็เลยลองชิมบ้าง
คอหมูที่ถูกชุบแป้งทอดกรอบ ถึงจะถูกคลุกด้วยน้ำยำก็ยังคงความกรอบอยู่ น้ำยำที่มีครบรส เค็มหวานเปรี้ยวเผ็ด แต่ละรสชาติซึมซาบอยู่ในโพรงปาก อร่อยจนต้องตกตะลึง
“มิน่า พวกนางจึงไม่สำรวมกิริยาตอนกินอาหารนี้” เขาพูดจบก็มองเสวียนอิง แต่เห็นเสวียนอิงใช้ช้อนตักแกงเห็ดใส่ในถ้วยของตนเองแล้ว
“แหม รีบเชียวนะ” เขาเอ่ยแซว มือหนาของเขาก็ส่งถ้วยของตนให้เสวียนอิง “ตักให้ข้าด้วย”
นัยน์ตาคมของเสวียนอิงมองกลับทันที “ตักเอง”
พวกเขาทั้งสองคีบเห็ดเข้าปากพร้อมกัน เมื่อรับรู้ว่ารสชาติไม่แย่อย่างที่คิดจึงลองหยิบช้อนตักน้ำแกงในถ้วย กลั้นหายใจเล็กน้อยแล้วก็ยกช้อนเข้าปากอีกครั้ง
“หืม ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด” ฝูเทียนเหวินทำตาโตประหลาดใจ
ส่วนเสวียนอิงตักคำที่สองชิมไปแล้ว กำลังตักคำที่สาม
“ใส่สมุนไพรที่ทำให้เสพติดแน่ๆ”
“น้อยๆ หน่อย เพิ่งเคยกินของอร่อยก็วิจารณ์ซะเสียหาย”
เสวียนฮูหยินหรือมารดาของเสวียนอิงเดินเข้ามาได้ยินพอดีจึงเอ็ดลูกชายบ้านตน
“ท่านแม่เห็นบุตรบุญธรรมท่านโจวดีกว่าบุตรตัวเองหรือ” เสวียนอิงทำเสียงเคร่งขรึมแกล้งมารดา
“เจ้าอย่าทำเป็นเล่นไป ตอนนี้หลายตระกูลต่างอยากได้แม่หนูอ๋ายอ้ายและแม่หนูซิ่นซินเป็นสะใภ้ทั้งนั้น ตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงก็เริ่มมาทาบทามแล้ว”
“เหอะ คล้ายกับคนเพี้ยนเช่นนั้น คุณชายบ้านไหนเลยจะชอบ” เสวียนอิงพูดพลางรีบคีบหมูใส่ในถ้วยของตน เพราะตอนนี้ฝูเทียนเหวินไม่พูดไม่จา กินคนเดียวไปหลายคำแล้ว
เสวียนฮูหยินทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย บุตรชายตนพูดราวกับว่าเคยเจอสตรีสองนางแล้ว แต่ไม่มีที่ท่ารีบปฏิเสธเหมือนกับทุกครั้ง เห็นทีครานี้มีหวังจะได้สะใภ้เข้าบ้าน
นางรีบเดินออกไปทันที ต้องบอกสามีตนและเขียนจดหมายไปบอกน้องสาวกับน้องเขย เรื่องนี้รอช้าไม่ได้
........
วัดผิงอัน
บรรยากาศยามเช้าที่วัดผิงอันดูงดงามเหมือนวัดที่อยู่บนสวรรค์ อากาศเย็นสบายมีเมฆหมอกปกคลุมค่อนข้างมากทำให้เหล่าภิกษุและแม่ชีที่เดินไปมาเหมือนกับเทพเซียนที่ลอยได้
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟต่างใส่ชุดเสื้อผ้าสีสดใส วันนี้พวกเธอตั้งใจมาไหว้พระขอพรอีกทั้งนำน้ำปลาเจและน้ำปลาร้าเจมาให้โรงทาน อารมณ์จึงดีเป็นพิเศษ
รู้สึกเหมือนสิ่งดีๆ กำลังจะเข้ามาในชีวิต
“ขอพรอะไรทำไมนานจัง” บีลีฟถามเอ๋ยเอ้ยที่เพิ่งลืมตาหลังจากทำปากขมุบขมิบอยู่นานสองนาน
“บอกไม่ได้เดี๋ยวไม่ศักดิ์สิทธิ์” เอ๋ยเอ้ยตอบ “แล้วแกขออะไร”
“ขอให้รวย ขอให้ได้กลับบ้าน ขอผู้ชายหล่อ” บีลีฟตอบโดยไม่ต้องคิด
“แกนี่ย้อนแย้ง ขอรวย ขอผู้ชาย ขอกลับบ้าน ทำอย่างกับจะแบกเงินพร้อมหิ้วผู้ชายกลับบ้านได้ ถ้าได้ผู้แล้วจะทิ้งไว้ที่นี่หรือไง” เอ๋ยเอ้ยถอนหายใจใส่เพื่อนสาว
“เออ ถ้าได้กลับบ้านจะได้แล้วทิ้งก็ไม่เป็นไร ไม่ซีเรียส”
บีลีฟพูด หญิงสาวเชิดหน้ามั่นใจไม่เสียดายในสิ่งที่ตนพูดออกมา
เอ๋ยเอ้ยรีบหลับตาแล้วอธิษฐานในใจต่อทันที
‘สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเจ้าคะ ถ้าลูกช้างจะมีสามีก็ขอให้ได้กับเนื้อคู่นะเจ้าคะ แบบที่ไม่พลัดพรากจากกัน ส่วนเงินก็ขอให้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็มีแต่เงินไหลมาเทมา’ มือเรียวที่พนมอยู่ยกขึ้นแตะที่หว่างคิ้วก่อนก้มกราบลงพื้น
“จริงจังเลยนี่หว่า” บีลีฟมองเอ๋ยเอ้ย รอจนเอ๋ยเอ้ยอธิษฐานเสร็จจึงออกจากวัดพร้อมกัน
“วันนี้มาทำบุญ ไม่ไปจับปูแล้ว” บีลีฟบอกคนข้างกาย
“ได้ยินว่าไม่ไกลจากวัดมีหมู่บ้านผีสิง ไปดูกันดีมั้ย” นัยน์ตาเจ้าเล่ห์ของเอ๋ยเอ้ยส่งให้บีลีฟ
“แหนะ หาเรื่องลึกลับมาเล่าในร้านหรือไง ไว้ไปตอนเย็นละกัน”
บีลีฟพูดก่อนเดินนำเอ๋ยเอ้ยไปพูดคุยกับแม่ชีโจวรุ่ยและบรรดาแม่ชีน้อยทั้งหลาย กว่าจะคุยเสร็จก็ล่วงเข้ายามเซิน (15.00 - 16.59 น.)
หญิงสาวทั้งสองออกจากวัดก็เดินตามเส้นทางที่ได้ยินข่าวมา ใบหน้าของคนทั้งคู่ไม่มีวี่แววหวาดกลัวแต่อย่างใด
จากถนนที่ยังพบผู้สัญจรร่วมทางก็ค่อยๆ กลายเป็นถนนที่ไร้ผู้คน ต้นไม้ใหญ่เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เมื่อทางเดินแคบลงจนเหลือเพียงแค่ถนนสำหรับคนเดิน แสงสว่างก็เริ่มถูกกิ่งก้านต้นไม้ใบไม้แผ่มาบดบังจนแทบจะมืดมิด
“หูย บรรยากาศเริ่มได้ล่ะ” เอ๋ยเอ้ยมองทั่วทิศ ราวกับกำลังจดจำเส้นทางเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน
“มีอะไรก็ใส่เกียร์น้องหมาวิ่งเลยนะ ทางใครทางมัน” บีลีฟบอกล่วงหน้าเพื่อป้องกันไว้ก่อน
ฟังเรื่องผีทั้งแบบแห้งและสดมาก็เยอะ ไปตระเวนตอนกลางคืนตามเรื่องที่ฟังก็ไม่ใช่น้อย จนตอนนี้รู้ว่าหากเจออะไรต้องวิ่งก็วิ่งเลย ไม่ต้องมารอกัน
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ตรงหน้าของหญิงสาวทั้งสองก็เริ่มมองเห็นหมู่บ้านรกร้างอาถรรพณ์ตามคำเล่าลือ สภาพบ้านแต่ละหลังค่อนข้างชำรุดทรุดโทรม บนพื้นมีใบไม้แห้งและสิ่งของเครื่องใช้ผุพังที่ถูกพัดปลิวตามลม
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟค่อยๆ เดินสำรวจบ้านหลังแรกที่ใกล้ที่สุด เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจก็เปลี่ยนไปบ้านหลังอื่นเรื่อยๆ
จนกระทั่งเข้าไปภายในบ้านหลังที่สี่ บ้านหลังนี้มีเรือนไม้ภายในหลายหลัง ในสวนมีบ่อน้ำเก่าตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง ด้านหลังบ่อน้ำมีต้นไม้ขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ความรู้สึกวังเวงและขนลุกไปพร้อมกัน
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟค่อยๆ ย่องให้เสียงเดินของพวกเธอเบาที่สุดตามสัญชาตญาณ แม้ว่ายังมองไม่เห็นและยังไม่ได้ยินสิ่งใด แต่ในใจมีเค้าลางบอกว่าให้ระวังตัว
ยังเดินไม่ทันถึงบ่อน้ำ หญิงสาวทั้งสองก็ถูกรวบตัว ริมฝีปากบางถูกมือหนาปิดแน่น ก่อนที่ทั้งร่างจะถูกอุ้มออกไปจากบ้านหลังนี้อย่างเงียบเชียบ
พวกเธอถูกรวบตัวหายไปท่ามกลางดวงตาหลายคู่ที่กำลังซุ่มมองทางบ่อน้ำ
