ตอนที่ 4 เตรียมเครื่องปรุง
วันที่สองของการอาศัยที่จวนสกุลโจว เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ พวกเธอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าติงเซียงเตรียมอ่างล้างหน้าไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
“ข้าอาบน้ำตอนเช้าได้หรือไม่” เอ๋ยเอ้ยเอ่ยถามสาวใช้ร่างเล็ก สายตาคาดหวังกับคำตอบอย่างมาก
ติงเซียงขมวดคิ้วสงสัย ใบหน้างุนงง “อาบได้เจ้าค่ะ แค่ไม่ค่อยมีผู้ใดอาบน้ำตอนเช้ากัน”
บีลีฟอมยิ้มขบขัน ริมฝีปากอวบอิ่มเอ่ยต่อทันที
“ถ้าอาบน้ำตอนเช้าได้พวกเราสองคนก็จะอาบทุกวัน อ่อ วันละสองครั้งด้วยนะ เช้าเย็น”
ติงเซียงฟังคำของบีลีฟ มองหน้าคนทั้งสองแล้วพยักหน้ารับคำ “เจ้าค่ะ ข้าไปเตรียมน้ำอุ่นก่อนนะเจ้าคะ”
หลังจากอาบน้ำทำธุระส่วนตัวกันแล้ว เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟก็เข้าไปในครัวทันที เมื่อวานฝากติงเซียงบอกคนครัวเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์ต่างๆ ไว้
ห้องครัวใหญ่ของจวนสกุลโจวมีวัตถุดิบแทบทุกอย่างให้เลือกสรร ราวกับซูเปอร์มาร์เก็ตในยุคปัจจุบันไม่มีผิดเพี้ยน
บนโต๊ะตัวหนึ่งมีกะละมังใส่ปลาตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกตัดหัว ตัดครีบ ขูดเกล็ด ควักเครื่องในและล้างอย่างสะอาด ด้านข้างมีสับปะรดที่ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็ก น้ำตาล เกลือเม็ด ข้าวสาร โหลแก้วและไหเปล่าสองใบ
หญิงสาวทั้งสองยิ้มแย้มชอบใจ สิ่งที่พวกเธอต้องการถูกเตรียมไว้อย่างพิถีพิถันตั้งแต่เช้า
“ดีมาก” เอ๋ยเอ้ยกล่าวชม ทั้งสายตาและริมฝีปากส่งยิ้มจริงใจให้กับติงเซียงและผู้ที่ทำงานในห้องครัว
บีลีฟเดินไปยังโต๊ะ ดวงตาสุกสกาวราวกับดวงดาราบนฟ้ามองปลาในกะละมังแล้วก็ยิ้มกว้าง
“รอดแล้ว” มือเรียวก็เริ่มหยิบจับสิ่งของเหล่านั้น “ขอบคุณทุกคนมากๆ นะ” เธอไม่ลืมที่จะพูดขอบคุณก่อนหยิบข้าวสารไปที่กระทะใบใหญ่
“คุณหนูซิ่นซินจะทำอะไรหรือเจ้าคะ ข้าทำให้” สาวใช้คนหนึ่งรีบก้าวเท้ามาหาด้วยความเร็ว
บีลีฟตกใจเล็กน้อย ไม่นานนักก็ขำออกมา
“ข้าจะคั่วข้าวสาร ไม่ได้เผาครัวหรอก หรือเจ้าจะช่วยข้าทำ”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้ผู้นั้นรับข้าวสาร นางจุดฟืนใส่เตาอย่างคล่องแคล่วแล้วก็เทข้าวสารใส่กระทะ มือจับตะหลิวคั่วข้าวสารโดยไม่ต้องสอน
เอ๋ยเอ้ยเห็นดังนั้นก็ไปล้างมือก่อนกลับมาที่โต๊ะ มือบางคว้าโหลแก้วมาวางใกล้ตัว หยิบสับปะรดมาเรียงใส่ในโหลแก้ว ติงเซียง มองด้วยความสนใจเข้ามาเป็นลูกมือด้วยความกระตือรือร้น
บรรดาผู้ที่ทำงานในครัวก็เข้ามาช่วยทั้งสอง แต่ละคนมีสีหน้าตื่นเต้นที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ อาหารใหม่ที่พวกเขาไม่เคยลิ้มลอง กรรมวิธีถนอมอาหารรูปแบบใหม่นี้อาจจะประยุกต์นำมาใช้กับวัตถุดิบอื่นๆ ได้
ไม่นานนักโหลแก้วก็ถูกบรรจุด้วยสับปะรดที่หมักด้วยน้ำตาลและน้ำสะอาด หมักทิ้งไว้หนึ่งเดือนก็จะได้น้ำส้มสายชูที่นำมาประกอบอาหารได้ ส่วนไหสองใบนั้นก็เต็มไปด้วยปลาตัวเล็กที่ถูกคลุกเคล้าด้วยเกลือและข้าวคั่ว ปิดฝาไหสนิททิ้งไว้อย่างน้อยสามเดือนขึ้นไปก็จะกลายเป็นปลาร้า เมนูที่ทำให้ผู้คนน้ำลายสอเจริญอาหาร
“เรียบร้อยไปหนึ่งอย่าง” เอ๋ยเอ้ยสบตากับบีลีฟอย่างมีความสุข
“เดี๋ยวพอได้น้ำส้มสายชูก็แบ่งเอามาทำกระเทียมดอง ปลาร้าแบ่งมาทำน้ำปลา ไม่อยากจะนึกถึงวันที่ทำเสร็จทุกอย่างเลย ฟินสุด”
บีลีฟคิดถึงภาพอาหารต่างๆ ลอยตรงหน้าก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที
“วันนี้ทำอะไรกินดี”
เอ๋ยเอ้ยเดินสำรวจรอบห้องครัว ผ่านไปชั่วพริบตาสองมือก็ถือตะกร้าที่เต็มไปด้วยผักและเนื้อสัตว์หลากหลายชนิด
“กุ้งทอดกระเทียม ไก่ผัดพริกหม่าล่า หมูผัดเปรี้ยวหวาน เนื้อผัดน้ำมันหอย ผัดถั่วแขก ซุปหัวไชเท้า” เธอบอกกับบีลีฟราวกับเตรียมทำอาหารสำหรับเลี้ยงโต๊ะจีน
มากเกินไปแล้ว !
เอ๋ยเอ้ยเห็นสีหน้าเพื่อนสาวก็เดาความหมายของอีกฝ่ายออก “ทำเผื่อท่านพ่อท่านแม่และคนอื่นๆ ด้วยไง ไม่มากไปหรอก”
มุมปากบีลีฟยกขึ้นเล็กน้อย “งั้นก็เพิ่มปลานึ่งซีอิ๊ว ยำเห็ดหูหนูดำ มะเขือเทศผัดไข่ด้วย จะได้ครบเก้าอย่าง เลขมงคลพอดี”
“ได้” เอ๋ยเอ้ยพยักหน้ารับ
หลังจากนั้นพวกเธอและคนอื่นๆ ที่อยู่ในครัวต่างก็ลงมือทำเมนูดังกล่าว บางอย่างก็เป็นอาหารที่ทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่บางอย่างพวกเขาก็ไม่เคยได้ยิน ทำได้แค่เพียงมองเอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟลงมือทำด้วยความตั้งใจ
เมื่อหญิงสาวทั้งสอง ติงเซียงและสาวใช้คนอื่นๆ ยกสำรับไปจัดวางที่โต๊ะ โจวฮูหยินหรือต้วนหยาอันก็เรียกพวกเธอไปพบพอดี
เพราะเมื่อข่าวแพร่กระจายไปว่าโจวโหวหยวนรับบุตรสาวบุญธรรมมาเลี้ยงดู บรรดาฮูหยินแต่ละตระกูลต่างก็รีบมาทักทายทำความรู้จัก
พวกนางเห็นอาหารที่ถูกจัดแต่งบนจานอย่างประณีตต่างก็ลอบกลืนน้ำลายอย่างอดไม่อยู่ อาหารทุกจานนอกจากจะสวยงามถูกตาแล้ว กลิ่นก็หอมยั่วให้ร่างกายหลั่งน้ำลายน้ำย่อยอย่างควบคุมไม่ได้
ต้วนหยาอันยิ้มแย้ม มองบีลีฟและเอ๋ยเอ้ยด้วยความเอ็นดู
“ซิ่นซิน อ๋ายอ้าย พวกเจ้าทำความเคารพบรรดาฮูหยินด้วยนะ แล้วก็แนะนำอาหารที่พวกเจ้าปรุงด้วย” นางเปิดโอกาสให้บุตรบุญธรรมทั้งสองแสดงความสามารถของตนเองโดยไม่ปิดบัง
เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟเมื่อได้รับโอกาสก็ไม่ปล่อยให้หลุดมือไป เรื่องนำเสนอขอให้บอก พูดแนะนำโน้มน้าวพวกเธอไม่เคยพลาด ถือว่าเป็นมืออาชีพก็ว่าได้
เมื่อคืนพวกเธอพูดคุยกันแล้วว่าอยากเปิดร้านอาหารไทย-จีนที่ยุคนี้ แม้ว่าเครื่องปรุงน้ำยำตำดองจะยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่เมนูอื่นๆ รับรองว่าไม่ผิดหวัง หญิงสาวทั้งสองจึงแนะนำด้วยความกระตือรือร้น
หลังจากนั้นไม่นาน โจวโหวหยวนก็ออกมาจากห้องหนังสือ เขาเห็นท่าทางและการพูดที่มั่นใจของบุตรบุญธรรมก็อดที่จะมาร่วมฟังด้วยไม่ได้ สายตาเหลือบมองหาตะเกียบอย่างว่องไว
อาหารเมืองอิ๋นตูยุคโบราณที่ส่วนใหญ่มีรสชาติเค็มกับจืด เมื่อโจวโหวหยวน ต้วนหยาอันและบรรดาฮูหยินตระกูลต่างๆ ได้ชิมฝีมือการปรุงรสของเอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟ ‘เปรี้ยว หวาน เผ็ด เค็ม’ กลมกล่อมกำลังดี ทำให้แต่ละคนต่างลืมสำรวมกิริยา กินอาหารตรงหน้าด้วยความเอร็ดอร่อย
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” บีลีฟเลียบเคียงถาม แววตาประกายสว่างไสวรอคำตอบที่จะได้รับ
“อร่อย” “อร่อยมาก” “ยอดเยี่ยม”
คำตอบที่ได้รับไม่เกินความคาดหมาย พวกเธอทั้งสองตั้งใจแล้วว่าหลังจากวันนี้ไปต้องปรับปรุงสูตรอาหารให้ถูกปากของคนที่นี่ยิ่งขึ้น
“ฝีมือดีเช่นนี้ หากตระกูลข้าได้พวกนางเป็นสะใภ้คงดีไม่ใช่น้อย” กงฮูหยินเอ่ยปากถึงวัตถุประสงค์ของการมาเป็นคนแรก
ฮูหยินตระกูลอื่นมองนางด้วยความหมั่นไส้ การเริ่มพูดโดยไม่ปรึกษาผู้ใด ใช้ได้ที่ไหนกัน
โจวโหวหยวนรีบลุกขึ้นขอตัวลา เขาปล่อยให้ต้วนหยาอันเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นี้ด้วยตัวคนเดียว เรื่องแบบนี้นางมีประสบการณ์มานักต่อนักแล้ว
“แหม ท่านพี่ล่ะก็ ข้าเพิ่งรับลูกสาวมาอยู่ด้วย พวกท่านจะให้นางจากอ้อมอกข้ารวดเร็วเช่นนี้ ไม่เห็นใจข้าบ้างหรือไร ข้ากับท่านโจวไม่มีบุตรเป็นของตัวเอง รับพวกนางมาเลี้ยงก็อยากให้พวกนางอยู่ด้วยกันนานกว่านี้หน่อย” ต้วนหยาอันเริ่มเปิดปากอย่างมีชั้นเชิง
“ใช่เจ้าค่ะ ข้าเพิ่งมาอยู่ได้วันเดียว ต้องอยู่กับท่านพ่อท่านแม่นานๆ จะได้แสดงความกตัญญูมากกว่านี้”
“จริงเจ้าค่ะ พวกข้ายังมีสิ่งอื่นอยากทำมากกว่าออกเรือน และอยากให้ท่านพ่อท่านแม่เห็นข้าสองคนประสบความสำเร็จก่อน จากนั้นถึงจะออกเรือนได้อย่างสบายใจ”
หญิงสาวทั้งสองตอบรับพร้อมเพรียงราวกับเตี๊ยมกันไว้
ต้วนหยาอันได้ฟังก็อมยิ้ม ไม่เสียแรงที่สามีรับพวกนางมาเป็นบุตรบุญธรรม ฉลาดช่างเจรจา กตัญญูเสียจริง
“พวกท่านคงต้องให้บุตรชายหลานชายของตระกูลมาเกี้ยวพวกนางด้วยตนเอง หากบุตรสาวข้าไม่ตกหลุมรักผู้ใด ก็คงไม่คิดออกเรือนแน่”
นางพูดให้ความหวังของแขกเหรื่อที่กำลังขมวดคิ้วครุ่นคิด
“จริงด้วย ลูกชายตัวดีของข้าจะมีหวังหรือไม่นะ ข้าต้องไปเคี่ยวเข็ญเสียแล้ว” ฮูหยินตระกูลเต๋อพูดออกมาพลางส่ายศีรษะเอือมระอา
ท่าทางเช่นนี้ทำให้เหล่าฮูหยินที่นั่งตรงนั้นหัวเราะออกมาโดยไม่ได้นัดหมาย ในใจของพวกนางกำลังคิดหาวิธีให้ลูกหลานตระกูลของตนอย่างเงียบๆ
กลับไปต้องวางแผนดีๆ เสียแล้ว
หลังจากแขกเหรื่อทยอยกลับ ต้วนหยาอันก็รั้งเอ๋ยเอ้ยและบีลีฟให้อยู่พูดคุยกันต่อสักพัก
“ซิ่นซิน อ๋ายอ้าย พวกเจ้าอยากเรียนสิ่งใดเพิ่มเติมหรือไม่” สายตาอ่อนโยนมองหญิงสาวทั้งสอง
บีลีฟเปิดกระเป๋าสะพายของตน หยิบกระดาษที่จดเมื่อคืนเปิดกางออก
“ท่านแม่ ข้าสองคนอยากเรียนพู่กัน ดีดพิณกู่ฉิน เล่นหมาก ขี่ม้าเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้าช่างขยันยิ่งนัก สิ่งเหล่านี้สมควรรู้ไว้อย่างยิ่ง เช่นนั้นข้าจะบอกบิดาของพวกเจ้าให้จัดการหาอาจารย์มาให้ อ่อ แล้วเรื่องเย็บปักถักร้อยกับแต่งกลอนล่ะ”
เอ๋ยเอ้ยหัวเราะแห้ง
“เย็บปักถักร้อยพอทำได้ในระดับพื้นฐาน แบบพื้นฐานสุดๆ เจ้าค่ะ ส่วนแต่งกลอนปล่อยไปเถอะเจ้าค่ะ ยากเกินความสามารถของข้า”
บีลีฟยิ้มหวาน “แต่งกลอนกับทำผม ข้าว่ายากพอกันเลยเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้านี่นะ” ต้วนหยาอันอดขำไม่ได้
“เอาเถอะๆ พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่างหรอก แค่ทำในสิ่งที่ชอบให้ดีที่สุดก็พอ”
“เจ้าค่ะ” “ยอดเยี่ยมเลยเจ้าค่ะ”
หญิงสาวทั้งสองตอบรับแทบจะพร้อมเพรียงกัน
