บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 บุตรบุญธรรม

เมื่อออกมาที่ประตูใหญ่หน้าวัด เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟก็รับรู้ถึงความผิดปกติอย่างชัดเจน ถนนคอนกรีตกลายเป็นทางลูกรัง ร้านค้าและสวนหย่อมบริเวณหน้าวัดหายไป เหลือเพียงแต่ต้นไม้กอหญ้าที่ขึ้นข้างทาง มองบนถนนจนสุดสายตาก็เห็นรถม้าวิ่งสวนกันด้วยความเร็ว

“ซวยแล้ว” บีลีฟสบถอย่างลืมตัว เธอหันมองเอ๋ยเอ้ยที่ยืนนิ่งเงียบด้วยความตกใจ “เอาไงดี”

เอ๋ยเอ้ยยืนเม้มปากใบหน้าซีดขาว “เข้าวัดกันก่อนดีกว่า”

สถานการณ์เช่นนี้อย่างไรก็ต้องพึ่งวัด

พวกเธอกลับเข้าไปในวัดอีกรอบ เดินหาพระภิกษุกับแม่ชีที่พบเจอเพื่อซักถาม พอจับต้นชนปลายได้ก็เข่าอ่อนเหมือนคนสิ้นหวัง

“แก ฮือ เข้าส้วมแป๊บเดียวย้อนมายุคโบราณเฉยเลย”

“ฮือ ทำไงดี ที่นี่ไม่มีซีรีส์ ไม่มีแอร์ ไม่มีห้าง ไม่มีอินเตอร์เน็ตให้ท่องโลกกว้าง” ทั้งสองกอดกันแล้วทรุดนั่งร้องไห้เสียงดัง

ไม่นานนักแม่ชีคนเดิมก็ย้อนมาดูหญิงสาวทั้งสอง นางได้ยินเสียงร้องไห้ของหญิงสาวจึงเดินตามเสียงมา

“แม่หนู มีเรื่องอะไรหรือ” นางถามด้วยความเป็นห่วง

“หลงทางค่ะ ฮือๆ”

“ไม่มีบ้านให้กลับ แง”

แม่ชีเห็นสภาพของทั้งคู่ก็เกิดความสงสาร จึงถามไถ่จนรู้ว่าสตรีน้อยเดินทางจากบ้านมาไกลมาก และตอนนี้ก็ไม่มีที่ไป

“พวกเจ้าเอาชุดของแม่ชีน้อยใส่ก่อนนะ ถ้าหิวก็ไปที่โรงทาน ส่วนที่พักเดี๋ยวข้าพาไป” นางยิ้มด้วยความเมตตา

“อาจจะไม่สบายเท่าบ้านแต่ก็พอจะทำให้พวกเจ้าไม่ลำบาก”

“ขอบคุณค่ะ” เอ๋ยเอ้ยและบีลีฟตอบ พวกเธอถอดแว่นตาดำออก มองเห็นนัยน์ตาที่เริ่มแดงจากความเศร้าโศก

“ว่าแต่ แม่หนูทั้งสองคนชื่ออะไร ข้าจะได้เรียกถูก” แม่ชีเพิ่งนึกขึ้นได้จึงถาม

“ข้าชื่อจ้าวซิ่นซิน ส่วนคนนี้ชื่อเจิ้งอ๋ายอ้าย” บีลีฟข่มเสียงสะอื้น เธอบอกแม่ชีพร้อมกับชี้นิ้วเรียวไปทางเอ๋ยเอ้ย

“อ่อ พวกเจ้าตามข้ามาทางนี้” แม่ชีพยักหน้า เดินนำทั้งสองเพื่อไปยังที่พัก นางเริ่มแนะนำแต่ละพื้นที่ที่เดินผ่านรวมถึงแนะนำตัวเอง

“ข้าชื่อโจวรุ่ยบวชเป็นแม่ชีที่วัดนี้มาหลายปีแล้ว พวกเจ้าจะเรียกข้าว่าท่านป้าก็ได้”

เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟตอบรับพร้อมกัน “เจ้าค่ะ ท่านป้าแม่ชี”

แม่ชีโจวรุ่ยได้ยินก็รู้สึกแปลกหูอยู่บ้างแต่นางก็ไม่ได้กล่าวอันใด

“ใช้คำพูดตามท่านป้าแม่ชีเลย อย่าหลุดพูดภาษาแปลกๆ ออกมา”

บีลีฟกระซิบบอกเอ๋ยเอ้ยหลังจากเห็นสายตาของแม่ชีโจวรุ่ย

“บอกตัวเองก่อนดีกว่ามั้ย เรื่องภาษาฉันเก่งกว่านะ”

เอ๋ยเอ้ยมองค้อนเพื่อนสาว

“ตามไปก่อน เดี๋ยวไม่ทัน” หญิงสาวทั้งสองหยุดพูดแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามแม่ชีผู้นั้นไป

........

ภายในห้องพักของวัดผิงอัน

“ยังดีที่แต่ละห้องนอนได้สองคน คิดว่าจะได้นอนห้องรวมซะแล้ว”

บีลีฟพูดพลางหยิบเสื้อผ้าที่ได้จากแม่ชีน้อยของวัดมาผลัดเปลี่ยนให้กลมกลืนกับสตรียุคสมัยนี้

“ดูเหมือนผู้หญิงโบราณมั้ย” เอ๋ยเอ้ยหมุนตัวซ้ายขวามองเสื้อผ้าของตนก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา

“เรามาถ่ายรูปเซลฟีกันดีกว่า”

บีลีฟเดินเข้ามายืนด้านข้างเธอ สองสาวมองหน้าจอแล้วก็ยิ้มแย้มสดใสโดยอัตโนมัติ แม้ในใจจะหวาดกลัว แต่เวลาถ่ายรูปต้องปั้นหน้าสวยไว้ก่อน

“ต้องปิดแล้วสินะ เดี๋ยวแบตหมด ลูกจ๋าแม่ลาก่อน”

เอ๋ยเอ้ยพูดแล้วปิดโทรศัพท์ของตนก่อนเก็บใส่ในกระเป๋าเหมือนเดิม บีลีฟก็ปิดโทรศัพท์แล้วเก็บเช่นเดียวกัน

ผ่านไปได้เพียงหนึ่งลมหายใจ บีลีฟก็ส่งเสียงตกใจ “เฮ้ย”

“มีอะไร” เอ๋ยเอ้ยเห็นท่าทางของเพื่อนจึงสะดุ้งตกใจไม่แพ้กัน คิดว่าเกิดเรื่องคอขาดบาดตายอะไรขึ้นอีก

“ยังไม่ได้ทำผมน่ะสิ มือถือปิดเครื่องไปแล้ว อดถ่ายรูปตอนทำผมเสร็จแล้วเลย...แล้วเกล้ามวยผมทำยังไงเนี่ย แกรออยู่นี่นะ ฉันไปถามท่านป้าแม่ชีก่อน”

ยังไม่ทันที่บีลีฟจะวิ่งออกไปนอกห้องก็ถูกเอ๋ยเอ้ยรั้งไว้

“แกจะไปถามเรื่องทำผมกับท่านป้าแม่ชีเนี่ยนะ ทำทรงดังโงะครึ่งหัวไปก่อน ใช้ได้อยู่”

เอ๋ยเอ้ยพูด มือทั้งสองรวบผมครึ่งศีรษะมามัดเป็นก้อนกลมๆ ตรงกลางศีรษะอย่างรวดเร็ว

บีลีฟเห็นดังนั้นก็ทำตาม มือเรียวรวบผมมัดให้เป็นก้อน จากนั้นจึงเปิดกระเป๋าหยิบปากกามาเสียบผมให้เหมือนปิ่นปักผม

“ดีใช่มั้ย เจอกระดาษก็ดึงออกมาเขียนได้ทันที” เธอส่งสายตาแพรวพราวให้เพื่อนของตน

“เข้าท่า” เอ๋ยเอ้ยจะหยิบปากกามาทำตาม แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ

“ไม่เอาดีกว่า ไม่อยากเหมือนกัน” เธอแก้มัดผมแล้วเปลี่ยนรวบเป็นก้อนดังโงะครึ่งหัวสองข้างแทน

“ก็สวยดี” บีลีฟมองแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย

“ทำทรงเซเลอร์มูนเลยก็ได้นะ”

“ทรงนั้นเด็กไป ไม่เอาหรอก เราออกไปสำรวจรอบวัดกันเถอะ” เอ๋ยเอ้ยคว้ากระเป๋ามาสะพายข้าง บีลีฟรีบหยิบกระเป๋าแล้วเดินตามออกประตูห้อง

........

หญิงสาวทั้งสองเดินเล่นทั่ววัด เห็นภิกษุและแม่ชีต่างทำกิจวัตรประจำวันของตน นอกจากนั้นยังเห็นผู้คนที่เดินทางมาวัดเพื่อไหว้พระขอพร แต่ละคนเมื่อเห็นพวกเธอต่างก็มองด้วยสายตาแปลกประหลาด ทว่าไม่มีใครเอ่ยปากกล่าวสิ่งใดออกมา ทำให้บีลีฟและเอ๋ยเอ้ยรู้สึกแปลกใจกับนิสัยของพวกเขา

‘มารยาทดีนะเนี่ย’ ทั้งสองลอบคิดในใจ เมื่อเจอโรงทานก็อาสาเข้าช่วยงานในครัว

“ภาษาใช้ตามในนิยายซีรีส์เลย น่าจะรอด ไม่งั้นเดี๋ยวถูกหาว่าเป็นคนบ้า” เอ๋ยเอ้ยกระซิบบอกบีลีฟ

บีลีฟมองก้อนดังโงะสองก้อนบนหัวเพื่อนสาวได้แต่นิ่งเงียบแล้วพยักหน้าตอบ

‘เขาคิดว่าบ้าตั้งแต่เห็นทรงผมแล้วล่ะ’

........

ด้วยความที่ทั้งคู่ชอบเข้าครัวทำอาหารมาโดยตลอด จึงช่วยล้างผักหั่นผักอย่างคล่องแคล่ว เพียงแต่พวกเธอยังไม่ชินกับการใช้ฟืนจึงได้แค่มองดู ในใจคิดว่าหากมีเวลาค่อยหาโอกาสลองทำ

“เราก็ทำอาหารที่ยังไม่ต้องใช้ไฟสิ” บีลีฟหันมองซ้ายขวาก่อนหยิบวัตถุดิบที่พอจะหาในครัวได้

เธอหยิบแตงกวากับแครอทมาขูดเป็นเส้น สับกระเทียม พริกและขิง ก่อนจะนำทั้งหมดมาใส่ในชามไม้ ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำมันงา น้ำมันถั่วลิสง จิ๊กโฉ่ว สุดท้ายโรยด้วยผักชี

“ถึงไม่มีผงชูรส แต่ก็ใช้ได้อยู่นะ” เธอชิมแล้วยื่นให้เอ๋ยเอ้ย “เห็นเส้นๆ แล้วอยากกินส้มตำจัง”

“อยากกินต้องได้กิน ถึงไม่มีมะละกอก็ต้องได้กินยำหรือตำอย่างอื่น ไว้วันหลังค่อยทำละกัน”

เอ๋ยเอ้ยหยิบตะเกียบมาคีบเข้าปากแล้วเคี้ยวเอร็ดอร่อย “หมักปลาร้ากันเองเลย ไม่ได้ทำนานแล้ว”

เพราะว่าพวกเธอเรียนที่จีนมานาน เครื่องปรุงรสหรืออาหารต่างๆ จึงต้องหัดทำกินเองเพื่อให้หายอยาก ดังนั้นเรื่องพวกนี้ง่ายมาก ประยุกต์ใส่นั่นนี่แล้วรสชาติอร่อยเป็นพรสวรรค์ก็ว่าได้

สองสาวกินอาหารอยู่ในห้องครัวได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องของคนหลายคนที่บริเวณโต๊ะอาหารด้านนอกจึงรีบวิ่งออกไปดูด้วยความตกใจ สายตาเห็นผู้คนมุงดูชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังสำลักอาหารจนไม่มีเสียงพูด

“เฮ้ย ยืนดูเฉยๆ เดี๋ยวก็ตายพอดี” บีลีฟรีบวิ่งออกไปก่อนมีเอ๋ยเอ้ยวิ่งตามออกมา

หญิงสาววิ่งเข้าไปกอดบุรุษผู้นั้นทางด้านหลัง มือข้างหนึ่งกำแล้วกดแนบบริเวณลิ้นปี่ใต้กระดูกทรวงอกส่วนมืออีกข้างก็วางทับไว้ จากนั้นก็ออกแรงดึงมือเข้าหาตัวแรงๆ เร็วๆ ทำได้ไม่กี่ครั้งอาหารที่ติดอยู่ภายในหลอดอาหารก็ถูกสำลักออกมา

เมื่ออาหารออกมาแล้วพวกเธอก็ประคองให้ชายผู้นั้นนอนลงบนพื้น สังเกตการหายใจ การพูด เมื่อเห็นว่าไม่มีอาการอื่นผิดปกติจึงค่อยๆ ประคองให้เขาลุกนั่ง

ชาวบ้านและแม่ชีคนอื่นมองหญิงสาวทั้งสองด้วยความชื่นชม ก่อนแสดงความยินดีกับชายวัยกลางคนผู้นั้น

“ดีที่มีแม่หนูทั้งสองคน โชคดีของนายท่านโจวจริงๆ”

ชายที่ถูกเรียกว่านายท่านโจว หรือ โจวโหวหยวน ยิ้มออกมาเล็กน้อย เขารู้สึกว่าตนเองเพิ่งผ่านพ้นประตูนรกมาได้อย่างหวุดหวิด ในใจซาบซึ้งสตรีน้อยทั้งสองตรงหน้าอย่างมาก

“ขอบคุณแม่หนูสองคนมาก ข้าติดหนี้ชีวิตพวกเจ้าแล้ว”

ทั้งบีลีฟและเอ๋ยเอ้ยต่างส่ายหน้า “ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ เห็นคนจะตายตรงหน้าก็ต้องช่วยเป็นธรรมดา”

โจวโหวหยวนเบิกตาโต ก่อนจะมีสีหน้าปกติ

“ฮ่าๆ เมื่อครู่ข้าก็จะตายจริงๆ นั่นแหละ แม่หนูพูดตรงดี เป็นลูกเต้าบ้านไหนกันล่ะ”

ยังไม่ทันที่บีลีฟกับเอ๋ยเอ้ยจะตอบ แม่ชีโจวรุ่ยก็เดินเข้ามาในโรงทานแล้วตอบแทน

“พวกนางเดินทางมาจากเมืองไกลโพ้น ตอนนี้เหมือนคนไร้บ้าน จึงต้องมาอาศัยอยู่ที่วัด”

สายตาของนางมองโจวโหวหยวนราวกับจะสื่ออะไรบางอย่าง

โจวโหวหยวนเข้าใจเจตนาของนางทันที

“เช่นนั้นพวกเจ้าสองคนก็มาเป็นลูกบุญธรรมข้า ข้ากับฮูหยินไม่มีลูก ได้แต่รับเลี้ยงเด็กเป็นลูกบุญธรรม ลูกบุญธรรมคนล่าสุดก็เพิ่งแต่งงานออกเรือนไป”

บีลีฟได้ยินดังนั้นก็ดึงเอ๋ยเอ้ยมาพูดคุยกันห่างๆ สองคน

“เชื่อใจได้มั้ยอ่ะ พวกเอาผู้หญิงไปขายเป็นทาสหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“หรือว่าเอาไปเป็นคนใช้ อันนี้ก็ไม่ไหวนะ”

แม้พวกเธอจะพูดคุยเสียงเบา แต่ก็คนในโรงทานหลายคนก็ได้ยิน พวกเขาอมยิ้มกลั้นหัวเราะ จินตนาการของสตรีสองนางนี้ช่างบรรเจิดเสียจริง พวกข้าคนเมืองอิ๋นตูไม่มีผู้ใดใจร้ายเช่นนั้นหรอก

“คนผู้นี้เป็นพี่ชายข้าเอง พวกเจ้าไว้ใจเขาได้ ช่วยชีวิตแล้วเท่ากับมีวาสนาต่อกัน ต่อไปพวกเจ้าสองคนจะได้ไม่ลำบาก”

แม่ชีโจวรุ่ยพูดพลางหัวเราะเอ็นดูหญิงสาว

เอ๋ยเอ้ยกับบีลีฟก้มหัวขอโทษที่ตัวเองเสียมารยาท พวกเธอได้แต่ยิ้มอย่างเขินอาย

“เช่นนั้นตกลงเจ้าค่ะ พวกข้าทั้งสองจะเป็นลูกบุญธรรมของท่านลุงโจว”

“หืม” ชายวัยกลางคนส่งเสียงขึ้น “ลูกบุญธรรม ท่านลุงหรือ”

“อ่อ เจ้าค่ะ ท่านพ่อ” “ท่านพ่อ” สองสาวพูดขึ้นพร้อมกันอย่างรู้ทัน ก่อนที่ทั้งหมดจะหัวเราะออกมา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel