บทที่ 5 เข้าตลาด
“เอาเถอะ เรามาซื้อของเอาเงินมาให้ คงไม่มีใครผูกใจเจ็บนานหรอก”
ว่านเฟยเฟิ่งจูงมือซูลี่แล้วเดินตามจื่อซวานที่มุ่งตรงไปร้านขายของแห้งและเครื่องปรุง แต่ก่อนก้าวขาเข้าร้านเฟยเฟิ่งเผอิญได้ยินว่ามีเด็กสาววัยสิบหกปีหายตัวออกไปจากหมู่บ้านซานต้งเมื่อคืน เธอเลยเปลี่ยนแผนดึงจื่อซวานให้ถอยหลังและหันไปฟังข่าวนี้อย่างตั้งใจ
“จะได้แต่งกับทหารแล้วแท้ๆ เชียว” เสียงแม่ค้าประจำแผงที่กำลังเล่าเรื่องดังขึ้น
“แม่ค้ารู้ไหมว่าเขาหายไปไหน” เฟยเฟิ่งตัดสินใจถามออกไป
“ถอยออกไป ร้านผักของฉัน ไม่ต้อนรับพวกหัวสูง” แม่ค้าคนนั้นหันมาด่า “เลิกมายืนแอบฟังได้แล้ว ออกไป๊!”
“ก่อนหน้านี้ฉันทำอะไรให้แม่ค้าเจ็บช้ำน้ำใจฉันต้องขอโทษจริงๆ ฉันแค่ยังปรับตัวไม่ได้ก็เท่านั้น” เฟยเฟิ่งก้มหัวขออภัย นึกโกรธที่ร่างเก่าเลือกเป็นศัตรูกับใครไม่เป็น ดันมาเลือกตัวกระจายข่าวของชุมชนเสียได้
“ด่าว่าร้านฉันขายของสกปรกชั้นต่ำแล้วคิดว่าแค่ขอโทษแล้วฉันจะให้อภัยเหรอ ไม่มีทางซะหรอก ออกไปได้แล้ว คนในตลาดเขารอฟังเรื่องกันต่อ”
ว่านเฟยเฟิ่งที่ได้ยินอย่างนั้นก็ทำสีหน้าไม่ถูกด้วยไม่เห็นว่าร้านนี้จะสกปรกที่ตรงไหน ข้าวของก็ถูกจัดวางไว้อย่างมีระเบียบ ผักมัดแยกเป็นกำเรียบร้อย พร้อมกับโหลผักดองตั้งเรียงราย
“ผักนี่น่ะ รอบท้ายๆ ของปีนี้แล้ว หนาวอีกหน่อยก็จะปลูกผักไม่ได้ ใครที่ดีกับฉัน ฉันก็ขายให้ ใครมันปากกล้าก็เดินทางไปหาผักที่อื่นก็แล้วกัน”
“มีแต่เธอเท่านั้นแหละที่ยังมีผักขาย” ลูกค้าที่ทั้งฟังเรื่องซุบซิบและเลือกผักเงยหน้ามาคุยกันสนุกสนาน บ้างก็ถอนหายใจออกมาเพราะอีกไม่นานผักสดแบบนี้ก็จะไม่มีขายแล้ว เหลือเพียงแต่ผักดองที่แม้ว่าจะอร่อยก็ไม่กรอบและสดชื่นเหมือนผักสด
“โถ่พี่สาว เรื่องในอดีตฉันขอโทษจริงๆ ให้นึกซะว่าฉันผีเข้า ฉันโดนไล่ออกจากบ้านมา เป็นใครก็ต้องจิตใจแปรปรวนทั้งนั้น” เฟยเฟิ่งพยายามง้อ ไม่ใช่เพราะอยากจะฟังเรื่องต่อ หรือว่าซื้อผัก แต่เป็นเพราะหากไม่ได้ญาติดีกับแม่ค้าที่ดูจะมีอิทธิพล การค้าขายภายหน้าของเธอคงลำบากแน่
“ป้าเชื่อเถอะ น้าเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ” จื่อซวานพูดสนับสนุน
“คราวหน้าอย่าพามันมาอีก ถ้ามากับแม่เลี้ยงของพวกเธอฉันขายไม่ลงจริงๆ”
“น้องชาย น้องชายมาช่วยพูดหน่อยเถอะว่าฉันน่ะขอโทษจากใจจริง ฉันรู้สึกผิดมากที่เคยพูดจารุนแรงแบบนั้น” เฟยเฟิ่งที่ดูแล้วว่าพูดกับแม่ค้าไม่ได้ผล เธอจึงเปลี่ยนไปพูดกับเด็กหนุ่มที่ดูวัยใกล้เคียงกับร่างนี้แทน
“นี่นังคนเมือง แกพูดกับใคร” แม่ค้าแผงผักยกผักขึ้นมาตีที่หน้าของเฟยเฟิ่ง
“โอ๊ยๆ คนที่ยืนหลังพี่สาวไง” เฟยเฟิ่งชี้ออกไปด้านหลังแม่ค้าพลางขยี้ตาเพราะใบผักจิ้มเข้าตาเธอเต็มๆ
“ไม่มีสักหน่อย เลอะเทอะ”
“ไม่มีได้ยังไงล่ะ ก็นั่น…เอ๊ะ? ไปไหนซะแล้ว” เฟยเฟิ่งที่จะชี้ก็ไม่เคยชายหนุ่มผู้นั้นอีกแล้ว ได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
หายไปไหนไวชะมัด
ไม่นานนักก็ถูกทั้งแม่ค้าและลูกค้าที่ร้านจ้องมองจนเฟยเฟิ่งต้องยอมล่าถอยไป เปลี่ยนเป้าหมายไปซื้อของเข้าบ้านในร้านของแห้งที่ตั้งใจจะไปแต่แรกแทน
“พี่ชายถ้าฉันซื้อเยอะ พี่ชายไปส่งที่บ้านด้วยไหม”
“รวมกันเกินยี่สิบจินถึงจะส่งให้ไม่คิดเงิน ให้ราคาพิเศษด้วย น้องสาวจะเอาอะไรบ้าง” พ่อค้าที่เห็นว่ากำลังจะมีลูกค้ารายใหญ่เข้ามารีบกระตือรือร้นทันที
“เดี๋ยวก่อน ฉันมีขอเสนอ ถ้าพี่ชายตกลงเราก็ร่วมมือกันยาวๆ”
เมื่อพี่ชายร้านของแห้งพยักหน้า เฟยเฟิ่งก็เริ่มบอกว่าจะขอเป็นคนกลางนำสินค้าของร้านไปตั้งขายที่หน้าบ้านของตน เพราะเป็นหมู่บ้านที่อยู่กึ่งกลางระหว่างทุกหมู่บ้าน โดยที่เธอจะซื้อสินค้าจากร้านของแห้ง แต่ขอเพียงร้านของแห้งไม่ขายตัดราคากัน
“พี่ชายมีน้ำใจให้ฉันเท่านี้ ฉันก็ซื้อจากพี่ชายทีละมากๆ ไม่ต้องมานั่งกังวลหาลูกค้ารายเล็ก ถือว่าช่วยคนที่อยู่ไกล ฉันก็คิดได้เพราะว่าเหนื่อยเดินนี่แหละ”
“ขายน่ะขายได้ แต่ต้องบังคับราคากันด้วยแบบนี้มันจะดีเหรอ ถ้าช่วงไหนขายยากก็ต้องลดราคาหน้าร้านกันบ้างเป็นธรรมดา”
“งั้นเอาแบบนี้ รอบนี้ยังไม่ต้องสัญญาราคาอะไรกัน แต่พี่ชายต้องสัญญาว่าถ้าฉันทำแล้วดีจะให้ฉันเป็นคนแรกที่มีสิทธิ์เป็นร้านรับของ” เฟยเฟิ่งต่อรองออกไป
“ถ้าแบบนั้นได้ ฉันรับปาก”
เมื่อพ่อค้าพยักหน้ารับปากเฟยเฟิ่งก็เริ่มสั่งของที่ต้องการในทันที และแม้ว่าพี่ชายร้านของแห้งผู้นี้จะไม่ได้ตอบตกลงแต่ก็ยังใจดีให้ถุง และตาชั่งแขวนมาด้วย จากนั้นว่านเฟยเฟิ่งก็เข้าร้านนั้นออกร้านนี้ซื้อของจำนวนมากเข้าบ้าน โดยที่ยังไม่ได้หยิบซองเงินที่สามีทิ้งไว้ให้มาใช้เลยสักครั้งเดียว
“จื่อซวาน ซูลี่ รู้กันไหมว่าถ้าหากอยากได้กระจกใส น้าต้องไปตรงไหน”
“ถ้าแบบนั้น น้าคงต้องไปถามเถ้าแก่ที่พ่อไปทำงานด้วย ถ้าเดินก็เท่ากับที่เราเดินมาตลาด”
“งั้นเราไปกินบะหมี่กันก่อน แล้วค่อยไปกัน ซูลี่เดินไหวไหม หรือจะไปกับพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องส่งของให้เรา” เฟยเฟิ่งหันไปถามเด็กหญิงที่ดูเงียบๆ ไม่ร่าเริงเหมือนช่วงแรกที่เจอ
“เดินไม่ไหวค่ะ” เด็กน้อยส่ายหน้าพลางเอาคางเกยโต๊ะร้านบะหมี่
“จื่อซวานเล่า ไหวหรือไม่”
“ไหวครับ ที่นั่นคนงานผู้ชายเยอะ น้าไปคนเดียวจะอึดอัด”
“อืม นั่นสิ แต่อย่างนั้นเราฝากซูลี่ไปกับพ่อค้าของแห้งก็ไม่น่าจะดี เอ้ะเหมยหลันไง ฝากซูลี่ไปกับเหมยหลันได้”
โชคดีที่เหมยหลันเดินผ่านกลับมาพอดี เฟยเฟิ่งจึงได้รีบสั่งบะหมี่ให้ซูลี่ก่อน และขอฝากซูลี่และข้าวของตนกลับไปกับเหมยหลันด้วย เหมยหลันที่รับปากเฝ้าดูคนส่งของและเด็กหญิงแล้วก็รอจนซูลี่ซดน้ำหมด และจับจูงซูลี่ให้ไปด้วยกัน
“น้าจะเอากระจกแบบนั้นไปทำอะไรกัน ซื้อของเยอะแล้วจะสร้างบ้านอีกเหรอ” ซีจื่อซวานที่เดินมากับแม่เลี้ยงของตนถามขึ้น
“บ้านนี้ไม่ได้มีไว้ให้คนอยู่หรอกนะ”
“แล้วน้าจะให้อะไรอยู่” ซีจื่อซวานเริ่มนึกถึงคำพูดของย่าว่าสะใภ้จากในเมืองใช้เงินเก่ง ก็พยักหน้ากับตนเองว่าน่าจะจริง