บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 ไม่น่าไว้ใจ

“น้าหัวเราะอะไร”

“เปล่านะ เอ่อคือ…ปกติน้าอยู่ห้องไหน”

“ห้องใหญ่” เด็กน้อยชี้ไปยังประตูแรกด้านขวามือ

เฟยเฟิ่งนำกระเป๋าไปวางไว้ด้านใน แล้วก็รีบออกมาหน้าห้องพบว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กกำลังยืดคอมองสอดส่องอยู่

“ไปเรียกพี่ชายออกมาหน่อย น้ามีเรื่องต้องคุยด้วย”

เมื่อมากันพร้อมหน้าแล้วก็มีการจ้องตากันอย่างแปลกประหลาดอยู่สักหน่อย เด็กทั้งสองดูอย่างไรก็ไม่กล้าขยับกายเข้าใกล้สตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่เลี้ยง ตัวเฟยเฟิ่งจึงย่อเข่าลงมาให้สายตาตนเองอยู่ระดับเดียวกันกับเด็กทั้งสอง

“น้าล้มหัวฟาดพื้น จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง เรื่องนี้ห้ามบอกใครตกลงไหม” เฟยเฟิ่งเริ่มพูดก่อน

“ทำไมห้ามบอก” ผู้เป็นพี่ชายสอบถามขึ้นก่อน

“เพราะถ้าต่อไปเราจะซื้อของ หรือขอแลกอะไรจะถูกเอาเปรียบได้”

“น้านั่นแหละเอาเปรียบ ให้พวกเราหากินกันเอง ทั้งที่น้ามีเงินติดตัวมาตั้งมากมาย”

“เงินส่วนนั้นเป็นสินเดิมใช่ไหม” เฟยเฟิ่งถาม

“ใช่ น้าเคยตะโกนว่าอย่ายุ่งกับสินเดิมของน้า ตีแรงหลายทีเลย” เด็กหญิงกล่าวขึ้นบ้างเพราะเคยถูกดุด่าที่ไปสนใจสร้อยไข่มุกของว่านเฟยเฟิ่ง

“ถ้าเป็นสินเดิมก็ไม่แปลกอะไร เพราะนั่นเป็นของส่วนตัวของผู้หญิง ไม่ใช่สมบัติส่วนกลางของครอบครัวสามี นั่นมันหน้าที่พ่อของเธอทั้งสองคนที่ต้องเตรียมเงินไว้ดูแลคนในบ้าน หนูเองเป็นผู้หญิงก็ต้องจำเรื่องนี้ไว้” เฟยเฟิ่งเริ่มอธิบาย

“ของในบ้านทำไมถึงไม่ใช้ด้วยกัน” เด็กชายถาม

“ใช้ได้ถือว่าเป็นน้ำใจสะใภ้ แต่ถ้าหากจะไม่ใช้ก็ไม่ผิดอะไร ห้ามหยิบจับเสมือนว่าเป็นของตัวเอง ถ้าน้าไปหยิบของส่วนตัวเด็กๆ มาใช้โดยไม่ขอได้ไหมล่ะ”

“ไม่ได้นะ” สองเสียงเล็กประสานขึ้นมาในเวลาเดียวกัน

“ถ้าอย่างนั้น เราเริ่มกันใหม่ ขออนุญาตก่อนหยิบจับ แล้วน้าก็จะไม่ตีไม่ดุด่า”

หลังจากนั้นเฟยเฟิ่งก็ให้เด็กทั้งสองเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตัวเธอมาถึงยังบ้านหลังนี้ ก็พบว่าตัวเธอและสามียังไม่เคยพบหน้ากัน การกราบไหว้ฟ้าดินนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้น และที่น่าขบขันคือแม่เลี้ยงของเธอไม่ได้รับสินสอดจากครอบครัวนี้ แต่แถมเงินมาให้พวกเขาเพื่อเอาเธอไปเป็นสะใภ้

“ทำไมน้ากับพ่อไม่เคยเจอกันล่ะ”

“พ่อไปทำงาน พอไม่ใช่ช่วงทำนาผู้ชายในหมู่บ้านก็ไปรับจ้างกัน”

“แล้วไม่ทิ้งเงินไว้ให้เลยเหรอ ทำไมพวกหนูไปขโมยไข่บ้านคนอื่น”

“ให้ไว้ แต่เวลาพ่อไม่อยู่ บ้านอันก็ชอบมารีดไถเงินจากย่าทุกที อ้างว่าไม่มีถ่าน ไม่มีผ้าห่ม แต่พอพวกเราไปขอบ้างก็ถูกตีกลับมา” เด็กชายมีสีหน้าคร่ำเครียดกอดอกปกป้องตนเองทันที

“เอาเถอะ น้าไม่รู้ว่าเมื่อก่อนน้าเป็นยังไง แต่ต่อจากนี้น้าคือผู้ใหญ่ในบ้าน น้าจะคอยช่วยเอง” เฟยเฟิ่งส่งยิ้มหวานออกไปหวังซื้อใจ แต่นั่นทำให้เด็กทั้งสองหันมองกันอย่างไม่แน่ใจนัก

เพราะตั้งแต่สะใภ้คนนี้มาอยู่ในบ้าน นอกจากรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม เด็กทั้งสองก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรดี ผู้หญิงคนนี้ปฏิบัติเหมือนกับว่าสองพี่น้องคือเด็กรับใช้ ทั้งยังดุด่าเมื่อไม่ถูกใจ แม้จะตีไม่รุนแรงเท่าบ้านอัน แต่ก็มีเรื่องให้เจ็บตัวเสมอ ทะเลาะกับคนไปทั่ว ทั้งที่หมูบ้านและตลาด พานทำให้คนที่เห็น และเคยช่วยดูแลเด็กทั้งสองขยาดไปตามกัน

“วันที่จำได้อย่าทำร้ายพวกเรา คุณน้าสวยแต่ใจร้าย” ซูลี่รีบปิดปากของตัวเองไว้ดวงตาเบิกโพลง แต่เมื่อเห็นว่าภรรยาของพ่อกำลังหัวเราะก็ผ่อนคลายลง

“ไปช่วยน้าล้างแผลที พ่อทิ้งยาไว้บ้างไหม” เฟยเฟิ่งลุกขึ้นกวักมือเรียกเด็กๆ ให้ตามมา

ขันน้ำถูกตักขึ้นมาคนหนึ่งค่อยๆ เท ส่วนอีกคนใช้มือถูเบาๆ เอาคราบสิ่งสกปรกและเลือดที่แห้งติดออกไป ส่วนเฟยเฟิ่งที่ถูกน้ำราดก็แข็งใจทนกับความเย็น

“แผลใหญ่มากแค่ไหน”

“ใหญ่มาก” ซูลี่ทำท่าทางด้วยมือเล็กๆ แสดงให้เฟยเฟิ่งเห็นว่าแผลมีขนาดประมาณกำปั้นตน

“จะไปหายามา สมุนไพรใช้ได้ไหม จะชั้นต่ำแบบที่น้าชอบด่าคนอีกไหม” จื่อซวานว่ากระทบยังไม่วางใจกับคนที่อ้างว่าจำอะไรไม่ได้นัก

“ไม่ว่าจ้ะ ขอบใจมากนะ ย่าพวกหนูไม่ออกมาเหรอ”

“ย่าป่วยหนัก ย่าทนหนาวได้ไม่ดี” ซูลี่ส่ายหน้า

“งั้นระหว่างรอจื่อซวาน เรามาดูกันว่ามีอะไรทำให้ย่าอุ่นขึ้นบ้าง”

เฟยเฟิ่งให้ซีซูลี่พาดูของในครัวก็เห็นอุปกรณ์หลายอย่าง วัตถุดิบก็มีของแห้งอยู่มาก ที่ขาดก็มีเพียงเนื้อสัตว์ และไข่เท่านั้น

“มีถั่วเยอะเลยนี่นา ไม่เห็นต้องไปพึ่งพาไข่ใคร”

“ถั่วแทนไข่ได้ที่ไหน น้าตลกจัง” ซูลี่หัวเราะคิกคักที่เห็นว่าคนด้านข้างเป็นผู้ใหญ่เสียเปล่า แต่กับไม่รู้เรื่องอะไร

“แทนได้สิ สารอาหารหลักคือโปรตีนเหมือนกัน”

เฟยเฟิ่งเริ่มให้ซูลี่ก่อไฟเพื่อตั้งน้ำหุงข้าว โดยผสมถั่วที่มีอยู่ลงไป จากนั้นก็เหลือบไปเห็นขิงแก่ จึงรอให้ถึงช่วงที่ต้องเทน้ำออกแล้ว ก็ใช้ช้อนขูดขิงลงไปด้วย และเริ่มปรุงรสด้วยเครื่องปรุงที่มีคลุกเคล้าให้ทั่วแล้วปิดฝาไว้ยกลงให้ข้าวสุกด้วยตนเองต่อ ส่วนอีกหม้อตั้งน้ำพร้อมกับขูดขิงลงไปเพิ่มปรุงรสอ่อนๆ

ระหว่างรอจื่อซวานก็กลับมาพอดีเขานำน้ำล้างใบที่เก็บมา สั่งให้เฟยเฟิ่งเคี้ยวและโปะลงไปพบแผลจนทั่วจากนั้นก็เป็นฝ่ายหยิบผ้ามาผูกปิดแผลไว้

“ขอบใจจ้ะจื่อซวาน”

สิ้นคำนี้เฟยเฟิ่งก็ลุกไปดูข้าวพบว่าได้ที่แล้วแม้จะแฉะไปเสียหน่อยก็นับว่าพอกินได้ เฟยเฟิ่งตักแบ่งส่วนของย่าเด็กทั้งสองแยกไว้

“จะเก็บไว้คนเดียวเหรอ ตอบแทนกันบ้างสิ อุตส่าห์หายาให้” จื่อซวานถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ฟังดูขึงขัง

“ใช่ที่ไหนกัน อันนั้นตักแบ่งไว้ให้ย่า ส่วนที่เหลือเราก็แบ่งกัน”

ว่านเฟยเฟิ่งเอาช้อนแจกจ่าย ยื่นจานของย่าให้เด็กชายนำเข้าไปด้านในส่วนหม้อข้าวและน้ำแกงเป็นเธอเองที่ถือเข้าไปด้านใน เพื่อหนีความหนาวเย็น

“กินได้ไหม” เฟยเฟิ่งถามออกไป กลัวว่าเด็กทั้งสองจะไม่ชอบถั่ว

“อร่อย เค็มๆ หวานๆ” จื่อซวานพยักหน้าไม่อยากจะเชื่อว่าแม่เลี้ยงคนนี้จะปรุงรสชาติอาหารที่ไม่มีเนื้อให้ออกมาอร่อยได้

เพียงเท่านั้นทั้งสามก็ตกอยู่ในความเงียบ ต่างคนต่างเคี้ยวและตักน้ำไปซด ช้อนสามคันหนึ่งหม้อข้าวหนึ่งหม้อน้ำ ไม่หรูหราแต่ก็นับว่าเป็นมื้อแรกหลังย่าป่วยที่ทั้งสองได้รับการดูแล

“น้าว่าน้าลืมอะไรไปสักอย่าง” เฟยเฟิ่งคิด “อ๋อ! ชื่อไง พวกหนูชื่ออะไร”

“จื่อซวาน ซีจื่อซวาน”

“ซูลี่ ซีซูลี่”

“ซีซูลี่?” เฟยเฟิ่งทวนอีกครั้งพลางสังเกตใบหน้าของซูลี่ดูอีกครั้ง ป้าซีคนนั้นมีตาสีอ่อน คิ้วโก่งโค้งตามธรรมชาติ และมีไฝที่แก้มขวา “เหมือนกันเลย”

“เหมือนกัน? ซวยแล้ว”
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel