สามีข้ากลายเป็นคนสติฟั่นเฟือน
“ท่านพี่ ข้าแค่…” นางมองสามีที่เดินเข้ามาพร้อมภรรยารองอย่างใจหาย สายตาแข็งกว้าวเช่นนั้นน้อยครั้งที่จะได้เห็น ครั้งล่าสุดก็ตอนที่นางไล่เฟิงหรงออกจากบ้านใหญ่
“เหตุใดเจ้าจึงสร้างเวรสร้างกรรมไม่จบสิ้นเสียที!!” เสียงแหบแห้งตวาดลั่น
“เพราะว่าเจ้ารับตัวนางมาแลกกับหนี้สินเพื่อผลิตทายาทให้ไม่น้อยหน้าหลานเฟินเช่นนั้นใช่หรือไม่ พอนางมีบุตรที่ดวงไม่คล้องเจ้าและจำเป็นต้องไล่นางออกเจ้าจึงคิดว่าไม่คุ้ม เจ้า!! ช่างร้ายกาจเยี่ยงภูติผีปีศาจเสียจริง!!“ ผู้เฒ่าเหยียนพ่อสามีนางตวาดจนดังก้อง สีหน้าแม่สามีที่ซีดเซียวทำนางสะใจไม่น้อย มโนสำนึกยังจำวันที่เฟิงหรงเข้ามาอยู่บ้านใหญ่ได้ดี วันนั้นนางถูบ้านใหญ่ถึงสามรอบ แต่เพราะมีรอยเท้าเล็กสามรอย นางโดนเอาน้ำถูบ้านราดตั้งแต่หัวจรดเท้า ช่างใจดำเหลือเกิน!!!
“ดี!!หากท่านไม่ไว้หน้าข้าเช่นนี้ก็ไม่ต้องอ้อมค้อม ข้ามีอาจรับเทียนเฉินมาดูแลได้ ท่านก็รู้ข้าเองมีเพียงสะใภ้ใหญ่เท่านั้นที่มีแรงจุนเจือ คนไม่มีอาชีพเช่นนั้นข้าคงไม่มีปัญญาดูแล“ นางตวาดกลับอย่างเห็นแก่ตัว
”หึ พูดตรงๆเสียก็สิ้นเรื่อง สามีข้าข้าย่อมดูแลเขาได้ ข้าจะรับเขามาดูแลเองเจ้าค่ะพ่อสามี ขอเพียงแต่…ข้าและสามีขอไม่ยุ่งเกี่ยวกับบ้านใหญ่อีก จะเป็นบ้านสี่ที่ตอบแทนคุณเพียงของกินที่เพราะปลูกเท่านั้น หากแม่สามียอมรับข้อนี้ได้ พรุ่งนี้ท่านมาส่งตัวสามีข้าได้เลย“ นางฟังการโต้เถียงกันอยู่นานนึกน้อยใจแทนคนสติฟั่นเฟือนไม่น้อย อย่างไรเสียเขาก็เป็นลูกยามหมดประโยชน์เช่นนี้กลับถูกผลักไสเสียราวกับมิเคยเลี้ยงดูกันมาแต่อ้อนแต่ออก
”มิต้องไปรอนาง หลานเฟินให้คนพาเจ้าสี่มา!!“ พ่อสามีบอกแก่ภรรยาลอง ซึี่งนางก็เดินออกไปที่รถม้าทันที เท้าหนาเหยียบพื้นลงมาช้าๆ ที่หัวมีผ้าพันแผลเอาไว้แน่นหนาแต่ยังมีรอยเลือดซึมไม่น้อย
“นี่คือ เฟิงหรงเมียเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเจ้าอยู่ในความดูแลของนาง” พ่อสามีเอ่ยแนะนำตัวให้บุตรชายรู้จัก นางมองหน้าคนที่มีสายตาว่างเปล่าแต่ส่งยิ้มอบอุ่นมาให้อย่างยอมรับชะตากรรม เห็นทีครานี้นอกจากสอนเจินเจินแล้ว นางยังต้องสอนคนตรงหน้าอีกด้วย
“งั้นข้าก็ต้องขอตัว” นางจางลี่แม่สามีมองอยู่เพียงครู่ก่อนเตรียมตัวกลับ
“เดี๋ยว!! ในเมื่อเจ้ายอมไม่ยุ่งเกี่ยวบ้านสี่ ลงนามสะ” กระดาษเปล่าๆแผ่นนึงถูกหย่งเล่อหยิบขึ้นมาวาง ก่อนนำหมึกขึ้นมาเขียนสัญญา ไม่แปลกนักเพราะเขาเป็นถึงคนเฝ้าหอสมุดของตำบล ของพวกนี้มักมีติดตัว ใช้เวลาร่างหนังสือขึ้นมาไม่นาน เขาก็ยื่นไปตรงหน้าภรรยาใหญ่บ้านเหยียนทันที
“ท่าน!! กำลังจะทำเหมือนข้ามิใช่คนในสกุลเหยียน” น้ำเสียงเจ็บแค้นดังขึ้นในลำคอ
“เจ้าเองก็กำลังทำตัวคล้ายไม่ใช่แม่เจ้าสี่ หรือเพราะว่ามองเพียงเจ้าสี่เป็นคนอื่น” คำพูดนั้นทำแม่สามีนางตาโต ก่อนยกนิ้วมือสั่นเทาขึ้นปั๊มบนกระดาษ ใบหน้าอวบอิ่มสบัดมาทางเฟิงหรงทันทีที่ปั๊มเสร็จ
“หากข้ารู้สักนิดว่านำตัวเจ้ามาแล้วไม่มีประโยชน์เช่นนี้ ข้าควรนำเจ้าไปเป็นเมียพ่อบ้านในสกุลเหยียน มิใช่ มาเป็นเมียของเทียนเฉิน เจ้า…มันไร้ประโยชน์“ เฟิงหรงกัดฟันแน่นหักห้ามใจไม่ให้พุ่งตัวหาผู้หญิงหยาบช้าเช่นจางลี่
”ฮึก ข้าเสียใจที่ท่านมองข้าเป็นหมูหมาเช่นนี้“ เมื่อยุคที่นางยืนอยู่นี่บุพการีเป็นใหญ่นางจึงหักห้ามใจแล้วร้องไห้อย่างน่าเวทนาต่อคนพบเห็น
“เจ้านี่มันจอมมารจริงๆ/อย่าให้ข้าเห็นเชียวว่ามารังแกอาหรง/คนเช่นนี้แก่ไปลูกหลานไม่นับถือ” เสียงชาวบ้านที่มามุงดูรีบเอ่ยอย่างเซ็งแซ่จนนางจางลี่และลูกสะใภ้ใหญ่รีบยกพัดขึ้นมาปิดหน้า
“เฟิงหรงเจ้า!!” นิ้วชี้กลมป้อมชี้มาหานางอย่างเอาเรื่อง
“ท่านเป็นท่านแม่ของข้าใช่หรือไม่ขอรับ เหตุใดจึงไม่ชอบเมียข้าและไม่ยอมให้นางอยู่บ้านใหญ่ขอรับ” เทียนเฉินเอาตัวมาบังภรรยาตัวน้อยพร้อมเอ่ยถาม
“ข้าแค่ ซื้อนางมาให้ดูแลเจ้าก็ต้องให้มันคุ้มกับเงินหน่อย สะใภ้ใหญ่พาข้ากลับบ้าน” นางรีบก้าวเดินออกไปด้วยความไว จนทุกคนพากันส่ายหน้า
“อย่าไปฟังที่แม่เจ้าพูด สิ่งใดๆที่เกิดขึ้นเจ้าค่อยๆคิด อยู่ที่นี่เจ้ามีอาหรงและเจินเจินน้อย ทำจิตใจให้สบายเถิด” หย่งเล่อให้ผู้ติดตามยกทั้งสมุนไพร อาหารบำรุงกำลัง ของกำนัลมากมายลงมาจากเกวียนทำเฟิงหรงขมวดคิ้วหมุ่น
“สิ่งใดกันเจ้าคะ” นางมองคนที่ยกโน้นนี่เข้าบ้านไม่หยุดจนต้องเอ่ยถาม
“ทางการมองสิ่งของเหล่านี้ให้อาเฉิน หากข้าเอาลงก่อนหน้านี้แม่สามีเจ้าคงหอบกลับหมด” พ่อสามีพูดพร้อมหัวเราะในลำคอ แต่นางกลับไม่เห็นด้วยเป็นเพียงทหารรบกลับมีของกำนัลยามเจ็บป่วยเช่นนี้คือเรื่องปกติงั้นหรือ คงต้องรอคุยกับคนสติฟั่นเฟือน นางมองไปยังสามี
เทียนเฉินที่เอาแต่มองทารกน้อยในอ้อมแขนแม่เฒ่าลี่จนไม่ละสายตา
“ท่านยายพ่อที่สติฟั่นเฟือนเช่นข้าขออุ้มแม่นางน้อยได้หรือไม่ขอรับ”
