บทที่ 2 ก้าวแรกสู่เปียนเฉิง
ความเงียบสงัดกลับเข้าปกคลุมกระท่อมดินอีกครั้งหลังจากพายุอารมณ์ผ่านพ้นไป เย่ซิงเยว่ที่เพิ่งใช้แรงเฮือกสุดท้ายจัดการกับสุนัขรับใช้ของลุงใหญ่ไป ทรุดกายลงนั่งบนขอบแคร่ไม้ที่สั่นคลอน ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน เพียงแค่ใช้ทักษะการบิดข้อมือขั้นพื้นฐานไปเพียงครั้งเดียว หัวใจของนางก็เต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมานอกอก
"ซิงเยว่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้างลูก" นางหลี่ปรี่เข้าไปประคองลูกสาวคนเล็ก น้ำตาที่ยังไม่แห้งเหือดดีอาบแก้มด้วยความตื้นตันและตระหนกในเวลาเดียวกัน "เจ้าไปเอาเรี่ยวแรงและวิชาพวกนี้มาจากไหนกัน"
ซิงเยว่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ มองดูมือที่สั่นเทาของตนเอง "ท่านแม่... ข้าแค่ไม่อาจทนเห็นใครมารังแกพวกเราได้อีกต่อไป ท่านพ่อจากไปแล้ว หากข้าไม่ลุกขึ้นสู้ พวกเราคงถูกพวก เจ้าคนสับปลับ นั่นรุมทึ้งจนไม่เหลือซาก"
นางหันไปมองพี่สาวทั้งสี่คนที่ยืนล้อมรอบอยู่ เย่จื่อหลิน พี่ใหญ่ผู้แสนดี เย่หรงเหยา พี่รองผู้เรียบร้อย เย่ลู่หลาน พี่สามผู้ฉลาดเฉลียว และ เย่อันฉี พี่สี่ผู้มีพละกำลังมากกว่าใครเพื่อน ทั้งหมดมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... มันคือสายตาแห่งความหวัง
"เราอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ" ซิงเยว่เอ่ยน้ำเสียงเฉียบขาด "ลุงใหญ่เย่จงมีนิสัยปลิ้นปล้อน พรุ่งนี้เขาต้องพาคนมามากกว่าเดิมเพื่อลากพี่ใหญ่ไปส่งให้เศรษฐีจางแน่ เราต้องออกเดินทางคืนนี้!"
"แต่เราไม่มีเงินเลยนะซิงเยว่" เย่ลู่หลาน พี่สามเอ่ยด้วยความกังวล "หนทางไปเปียนเฉิงต้องใช้เงินทั้งค่ารถม้าและค่ากินอยู่"
ซิงเยว่กระตุกยิ้มมุมปาก แววตาของนักสู้ MMA ผู้ผ่านโลกมาโชกโชนฉายชัด "ใครบอกว่าเราไม่มี... ในเมื่อเย่จงกล้ามาทวงหนี้ที่ไม่มีจริงกับเรา ข้าก็จะไปเก็บ 'ค่าทำขวัญ' จากเขามาเป็นค่าเดินทางให้พวกเราเอง"
กลางดึกคืนนั้น ท่ามกลางหิมะที่ตกหนักจนมองไม่เห็นทาง ซิงเยว่ลอบออกจากกระท่อมมุ่งหน้าไปยังบ้านหลังใหญ่ของตระกูลเย่สายหลัก นางใช้ทักษะการพรางตัวและการเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบที่ฝึกฝนมานับสิบปีลอบเข้าทางหลังบ้าน เย่จงกำลังนั่งดื่มสุราฉลองล่วงหน้าถึงเงินสินสอดที่จะได้รับจากเศรษฐีจาง โดยหารู้ไม่ว่ามัจจุราชตัวน้อยกำลังจ้องมองเขาอยู่จากในเงามืด
ซิงเยว่ไม่ได้ลงมือทำร้ายเขาอีก แต่นางเลือกที่จะขโมยตั๋วเงินและเครื่องประดับบางส่วนที่เย่จงซุกซ่อนไว้ใต้เตียง รวมถึงสัญญาเงินกู้ปลอมที่เขาใช้ข่มขู่ครอบครัวนางมาเผาทิ้งต่อหน้าศาลบรรพบุรุษของเขาเอง
"ถือว่าเป็นค่าเสียหายที่ท่านรังแกแม่และพี่สาวข้ามานานก็แล้วกัน... เจ้าคนทราม" นางพึมพำก่อนจะหายวับไปในความมืด
รุ่งเช้า เกวียนไม้เก่าๆ บรรทุกสตรีหกนางมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านท่ามกลางสายตาแปลกใจของชาวบ้าน ซิงเยว่นั่งอยู่ท้ายเกวียน มองดูหมู่บ้านที่ค่อยๆ เล็กลงด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป นางไม่ใช่เด็กสาวที่ยอมคนอีกต่อไป แต่คือนักสู้ที่จะนำพาครอบครัวไปสู่ความมั่งคั่งในเปียนเฉิง
เปียนเฉิง เมืองหลวงที่ไม่มีวันหลับใหล
เจ็ดวันต่อมา ครอบครัวเย่ก็มาถึงเปียนเฉิง ความอลังการของกำแพงเมืองสูงตระหง่านและฝูงชนที่ขวักไขว่ทำให้นางหลี่และลูกสาวคนอื่นๆ ถึงกับอ้าปากค้าง ซิงเยว่พาทุกคนไปเช่าบ้านหลังเล็กๆ ในย่านที่ไม่ได้หรูหรานักแต่ปลอดภัย นางเริ่มแผนการหาเงินทันทีด้วยการทำ สบู่สมุนไพรสูตรลับ ที่นางเคยศึกษามาในโลกก่อน
ในขณะที่นางกำลังเดินสำรวจตลาดเพื่อหาซื้อวัตถุดิบ รถม้าคันเดิมที่นางเคยเห็นระหว่างทางก็วิ่งผ่านหน้าไปอย่างช้าๆ
กึก!
รถม้าหยุดลงกะทันหัน ม่านบังตาถูกเลิกขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาจนแทบลืมหายใจของเซี่ยหยางเฟย เขาสวมชุดผ้าไหมสีม่วงเข้ม คลี่พัดในมืออย่างสง่างาม สายตาที่เขามองมาที่ซิงเยว่นั้นไม่ใช่สายตาที่มองสาวชาวบ้านธรรมดา แต่มันคือสายตาของพยัคฆ์ที่เจอเหยื่อที่ถูกใจที่สุด
"เจอกันอีกแล้วนะ... แม่นางน้อย" น้ำเสียงของเขาทั้งนุ่มนวลและยั่วเย้าในคราวเดียว
ซิงเยว่หยุดกึก นางมองบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาหวาดระแวง ความสวยหล่อของเขาไม่ได้ทำให้ใจนางสั่น แต่นิสัยกะล่อนที่ฉายออกมาทางดวงตาต่างหากที่ทำให้นางหงุดหงิด
"ท่านเป็นใคร? แล้วมายุ่งกับข้าทำไม" นางถามเสียงห้วน
เซี่ยหยางเฟยกระตุกยิ้มมุมปาก ท่าทางดูเจ้าเล่ห์แต่กลับดูไม่น่าเกลียด "ข้าเป็นเพียงบุรุษที่ตกหลุมรักแววตาของเจ้า... ข้าชื่อเซี่ยหยางเฟย หากเจ้ามีปัญหาอะไรในเปียนเฉิง เพียงบอกชื่อข้า ทุกอย่างจะคลี่คลาย"
"ข้าจัดการธุระของข้าเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสุภาพบุรุษกำมะลออย่างท่าน" ซิงเยว่ตอบกลับอย่างเผ็ดร้อน "หลีกทางด้วย ข้าจะรีบไปซื้อของ"
เซี่ยหยางเฟยหัวเราะร่า แววตาพยัคฆ์ของเขาจ้องมองหน้าอกขนาดพอเหมาะของนางที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่ขุ่นเคือง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแววตาที่ดูน่าสงสารขึ้นมาทันที
"โอย... แม่นางน้อย เจ้าพูดจาเชือดเฉือนใจข้ายิ่งนัก" เขาแสร้งทำท่ากุมอก "เพียงแค่คำพูดของเจ้า ข้าก็รู้สึกเหมือนหัวใจจะวายตายเสียเดี๋ยวนี้ เจ้าช่างใจดำกับข้าเกินไปแล้ว"
ซิงเยว่ขมวดคิ้ว "ท่านเป็นบ้าหรือไง? เมื่อกี้ยังดูดีอยู่เลย ตอนนี้กลับทำตัวเหมือนคนสติไม่สมประกอบ"
"ข้าไม่ได้บ้า ข้าแค่เจ็บปวด..." เขาทำหน้าตาน่าสงสาร "ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นตามหาเจ้าจนเจอ แต่เจ้ากลับเรียกข้าว่าคนกำมะลอ... เจ้าคนใจร้าย"
"พอเถอะ! เจ้าคนปลิ้นปล้อน" ซิงเยว่ตัดบทพลางก้าวเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
เซี่ยหยางเฟยมองตามแผ่นหลังผอมบางนั้นไปด้วยสายตาที่เปลี่ยนกลับมาดุดันและเป็นเจ้าของ "ซิงเยว่... ชื่อของเจ้าช่างไพเราะนัก ข้าจะทำให้เจ้าเรียกชื่อข้าด้วยความรักให้ได้"
เขาหันไปสั่งลูกน้องเสียงเข้ม "ตามไปดูว่านางพักที่ไหน ทำอะไรอยู่ ข้าอยากรู้ว่ายัยแมวป่าตัวนี้จะทำอย่างไรต่อไป"
นี่คือจุดเริ่มต้นของเกมแมวไล่จับหนู... แต่ในกรณีนี้ หนูอาจจะเป็นฝ่ายที่หันมาขย้ำแมวเอาได้ง่ายๆ!
