บทที่ 2 ละครเวที
บทที่ 2 ละครเวที
หนึ่งเดือนต่อมาในวันนี้มีการแสดงละครเวทีของหยางจื้อเจ๋อ ซูเฟยตื่นแต่เช้าด้วยความตื่นเต้น ละครเวทีจะเริ่มแสดงตอนเก้าโมงเช้าและแสดงยาวแปดชั่วโมงจบอีกทีก็ห้าโมงเย็น วันนี้ซูเฟยจึงตั้งใจแต่งตัวและแต่งหน้าทำผมเป็นพิเศษเพื่อให้ตัวเองดูสวยที่สุดเผื่อว่าหยางจื้อเจ๋อจะมองลงมาจากเวทีแล้วเห็นเธอบ้าง
อากาศเช้านี้สดใสยิ่งจึงทำให้หญิงสาวดูสดชื่น ซูเฟยคิดว่าคงเป็นเพราะวันที่เป็นวันดีของเธอท้องฟ้าก็เลยปลอดโปร่งทั้ง ๆ ที่เป็นฤดูฝนเพื่อให้เธอเดินทางไปดูละครเวทีได้อย่างสะดวก
ชุดที่เลือกใส่วันนี้เป็นเสื้อเชิ๊ตสีชมพูกับกางเกงยีนส์ตัวเท่ห์และเลือกที่จะปล่อยผมยาวสลวยแต่งหน้าอ่อน ๆ ตามแบบฉบับของสาวมั่นแต่ก็ซ่อนความหวานไว้เล็กน้อย เป็นเพราะสาวในสเป็คที่หยางจื้อเจ๋อเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการนั้นมีลักษณะประมาณนี้ ปากก็บอกว่าไม่ได้คาดหวังอะไรจากการเป็นแฟนคลับของเขาแต่สุดท้ายแล้วก็พยายามทำทุกอย่างเผื่อว่าเขาจะมองมาอยู่ดี
"เท่านี้ก็เรียนร้อยแล้ว" ซูเฟยยืนหน้ากระจกหมุนไปหมุนมาแล้วมองสำรวจตัวเองอีกครั้งว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือยัง จากนั้นค่อยคว้ากระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องไป
ก่อนไปสถานีรถไฟฟ้าก็แวะที่ร้ายขายดอกไม้ก่อน เธอโทรมาสั่งดอกไม้ไว้แล้วล่วงหน้าเพื่อที่จะเอาไปให้กำลังใจนักแสดงที่หน้าโรงละคร
"สวัสดีค่ะ ฉันมารับดอกไม้ที่สั่งไว้ค่ะ" ซูเฟยกล่าวอย่างยิ้มแย้มกับพนักงานร้านดอกไม้ที่หน้าเคาน์เตอร์
"สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าผู้ที่สั่งดอกไม้ชื่ออะไรเหรอครับ" พนักงานถามกลับ เนื่องจากมีคนสั่งดอกไม้เข้ามาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นทางร้านจึงต้องจัดทำรายชื่อผู้สั่งไว้อย่างละเอียดจะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดอย่างเช่นหยิบดอกไม้ให้ผิด
"ชื่อซูเฟยค่ะ" ซูเฟยตอบ
"กรุณานั่งรอตรงนี้สักครู่นะครับ" พนักงานตอบกลับอย่างยิ้มแย้มก่อนจะเดินหายเข้าไปที่หลังร้าน
ซูเฟยยืนมองดอกไม้ภายในร้านอย่างอารมณ์ดีและคิดว่าหลังจากกลับจากไปดูละครเวทีแล้วจะมาแวะอีกรอบเพื่อซื้อดอกไม้เข้าห้อง วันไหนที่อารมณ์ดีก็อยากให้ห้องนอนที่แสนจะจืดชืดของตัวเองนั้นดูสดใสขึ้นมาบ้าง
สักพักพนักงานก็เดินออกมาพร้อมช่อดอกไม้ช่อโตที่เธอสั่งไว้ ดอกไม้ที่สั่งเป็นช่อดอกกุหลาบสีแดงจำนวนหนึ่งร้อยดอกจัดช่อและห่อด้วยกระดาษสีดำ ปิดจบด้วยการผูกโบว์สีแดง แฟนคลับส่วนใหญ่เวลาแสดงความยินดีกับเขาก็มักจะสั่งดอกไม้และจัดช่อแบบนี้
"ขอบคุณค่ะ มีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติมไหมคะ" ซูเฟยถามก่อนจะรับช่อดอกไม้นั้นมา
"ไม่มีครับ การ์ดที่เขียนให้แนบไว้ที่ดอกไม้แล้วนะครับ" พนักงานตอบพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง
ซูเฟยได้ของแล้วก็เดินออกจากร้านมาและตรงไปยังสถานีรถไฟฟ้าทันทีเพราะนี่ก็เป็นเวลาแปดโมงเช้าแล้ว ต้องรีบหน่อยเพราะว่าจะไปถึงก็อีกตั้งครึ่งชั่วโมง
หญิงสาวบุคลิกมาดมั่นคนหนึ่งกับดอกใม้ช่อโตเป็นที่สะดุดตาของผู้คนบนรถไฟฟ้าเป็นอย่างมาก พวกเขาต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียวเพราะหากไม่ใช่วันแห่งความรักแล้วก็ไม่ค่อนเห็นใครถือดอกไม้ช่อโตขนาดนี้หรอก แสดงว่าวันนี้ต้องเป็นวันพิเศษของเธอแน่ ๆ
“พี่สาวค่ะ แฟนพี่ให้ดอกไม้มาเหรอค่ะ สวยจังเลยค่ะ” เด็กหญิงอายุราว ๆ แปดเก้าขวบที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เอ่ยถามขึ้น เป็นธรรมดาของเด็กหญิงที่เห็นช่ออดกไม้สวย ๆ แล้วก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้
“อ๋อ ไม่ใช่หรอกจ้ะ ดอกไม้นี่พี่จะเอาไปให้นักแสดงละครเวที” ซูเฟยตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
“พี่กำลังจะไปดูละครเวทีเหรอคะ” เด็กหญิงถามอีกครั้ง
“ใช่แล้ว อีกไม่นานก็แสดงแล้วล่ะ” หญิงสาวตอบ
เด็กหญิงส่งยิ้มกลับมาให้เธอบ้าง “ถ้างั้นดูให้สนุกนะคะ”
“ขอบใจจ้ะ” ซูเฟยตอบกลับด้วยความยินดี
มาถึงโรงละครสิ่งแรกที่ต้องทำก็คือเอาช่อดอกไม้ของตัวเองไปจัดไว้ที่หน้าโรงละครซึ่งตอนนี้มีแฟนคลับของนักแสดงหลายคนเอาช่อดอกไม้มาจัดวางแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยช่อเป็นทางยาวจนเกือบจะถึงประตูทางเข้า ช่อดอกไม้ของซูเฟยจึงได้พื้นที่ที่ค่อนข้างไกลหน่อยแต่ก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ถือว่าได้มาแสดงความยินดีกับความสำเร็จของละครเรื่องนี้แล้ว ตามกฏแล้วแฟนคลับไม่สามารถเอาช่อดอกไม้ไปให้ศิลปินของตนเองที่ด้านในโรงละครได้บรรดาแฟนคลับจึงต้องจัดวางช่อดอกไม้ไว้ข้างนอก
ประตูเปิดให้เข้าตอนเก้าโมงตรง ซูเฟยเดินเข้าไปยังที่นั่งของตนเองด้วยความตื่นเต้น เธอนั่งในโซนวีไอพีด้านหน้าเวทีพอดีและนี่คือผลพวงของการซื้อตั๋วแพงเพราะว่าจะได้เห็นนักแสดงชัดๆ
ละครเวทีเรื่องที่จะแสดงนี้มีชื่อว่า "มุ่งสู่ความฝันด้วยใจที่มุ่งมั่น" เป็นเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นทหารซึ่งรับบทโดยหยางจื้อเจ๋อ เด็กหนุ่มคนนี้มีความฝันที่จะเป็นทหารตามพ่อซึ่งเคยมีตำแหน่งเป็นถึงทหารยศผู้พันแต่ว่าได้รับบาดเจ็บสาหัสจนพิการจึงจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาและหยุดปฏิบัติหน้าที่มาจนถึงทุกวันนี้ เขาจึงตั้งใจที่จะเป็นทหารเพื่อนสานต่อความฝันของพ่อตัวเอง
แต่พอได้เข้าไปเป็นทหารแล้วตัวเองก็เจออุปสรรคมากมายเช่นกันที่ทำให้ชีวิตทหารของเขาไม่ราบรื่น จนในที่สุดต้องละทิ้งความฝันนั้นและลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวแทน ธุรกิจของเขาในตอนเริ่มต้นก็เป็นไปอย่างทะลักทุเลเพราะว่าในสมันนั้นรัฐไม่ได้เปิดโอกาสในการทำการค้ามากนักแต่ในทีสุดเมื่อผ่านช่วงของการเปลี่ยนแปลงมาแล้วเขาก็สามารถนำพาธุรกิจของเขาให้ผ่านพ้นวิกฤติและเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้
แต่ว่าอุปรรค์ของเขายังไม่หมดเพียงเท่านี้ วันหนึ่งเขาเกิดอุบัติเหตุรถชนทำให้ต้องสูญเสียขาทั้งสองข้าง ถึงแม้ว่าเขาจะเสียใจแต่ก็ไม่ย่อท้อ เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนในการฟื้นฟูตัวเองและกลับมายืนยัดต่อสู้สร้างธุรกิจต่อ ถึงแม่้ว่าจะนั่งบนรถเข็นแต่ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะว่าสมองและสองมือยังคงทำงานได้ เขายังมีความฝันอีกอย่างก็คืออยากที่จะเป็นนักเขียน ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะเขียนเรื่องราวของตนเองเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น และเขาก็ทำตามความฝันจนสำเร็จ หนังสือของเขาติดอันดับขายดีอยู่หลายปีซ้อน
หยางจื้อเจ๋อแสดงได้ดีมากจนคนดูถึงกับร้องไห้ตาม ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นนักแสดงทุกคนที่แสดงละครเวทีเรื่องนี้ต่างก็เป็นนักแสดงคุณภาพ เมื่อการแสดงจบลงทุกคนก็ยืนขึ้นปรบมือเป็นกำลังใจให้กับนักแสดง จากนั้นนักแสดงก็กล่าวขอบคุณผู้ชม ในตอนที่หยางจื้อเจ๋อกล่าวของคุณผู้ชมอยู่นั้นสายของเขาก็กวาดมาสบตากับซูเฟยอยู่แวบหนึ่ง ซูเฟยถึงกับอึ้งจนแน่นิ่งไปกว่าจะตั้งสติได้อีกทีเขาก็กล่าวขอบคุณผู้ชมจบไปแล้ว
