บท
ตั้งค่า

บทที่ 10 คำสั่งเสียจากวีรบุรุษ

บทที่ 10 คำสั่งเสียจากวีรบุรุษ

ย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หยางจื้อเจ๋อที่ประสบอุบัติเหตุรถเสียหลักพุ่งเข้าชนต้นไม้ข้างทาง เขาเสียชีวิตบนรถฉุกเฉินระหว่างที่นำตัวส่งโรงพยาบาล วิญญาณของเขาออกจากร่างแล้วนั่งมองตนเองนอนอยู่ในรถอย่างสิ้นหวัง

เขาเพิ่งอายุเพียงแค่สามสิบต้น ๆ กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นและใกล้ถึงจุดที่เรียกว่าประสบความสำเร็จในชีวิต อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะถอนตัวจากเบื้องหน้าแล้วมาทำเบื้องหลังเป็นผู้กำกับอย่างเต็มตัว ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดสวรรค์ถึงไม่ให้เขามีโอกาสนั้น

พยาบาลที่อยู่ในรถฉุกเฉินต่างก็พยายามช่วยชีวิตเขาอย่างเต็มที่ แต่ในที่สุดก็สายไปเสียแล้ว เมื่อเสียงของเครื่องวัดสัญญาณชีพในรถพยาบาลดังยาวเป็นสัญญาณบอกว่าผู้ป่วยได้หมดลมหายใจ

เมื่อร่างของเขาถึงที่โรงพยาบาลได้ไม่นาน พ่อกับแม่ของเขาก็บินตรงมาจากต่างเมืองเพื่อมาดูอาการของลูกชาย พวกเขามีลูกชายเพียงคนเดียวและคาดหวังว่าเขาผู้นี้จะเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล แต่แล้วเหตุไม่คาดฝันเช่นนี้ก็เกิดขึ้นทำเอาเหลียวหนิงมารดาของหยางจื้อเจ๋อแทบล้มทั้งยืน

"ทางเราต้องขอแสดงความเสียใจกับญาติของผู้เสียชีวิตด้วยนะครับ หมอพยายามอย่างสุดฝีมือแล้วจริง ๆ" หมอหนุ่มในชุดขาวเดินออกมาจากห้องบอกข่าวร้ายให้กับพ่อแม่ของหยางจื้อเจ๋อ

เหลียวหนิงได้ยินคำพูดจากหมอแล้วก็เป็นลมล้มพับลงไปในทันที ผู้ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ในตอนนี้เห็นจะมีเพียงหยางจื่อเฟยพ่อของหยางจื้อเจื๋อเท่านั้น

"ขอบคุณหมอมากครับ พวกเราเข้าใจดี คนเราเมื่อถึงเวลาต้องจากไปย่อมไม่มีอะไรขวางกั้นไว้ได้" ชายวัยกลางคนตอบ น้ำตาของเขาคลอเบ้า

พยาบาลที่อยู่ตรงนั้นรีบมารับตัวแม่ของหยางจื้อเจ๋อไปพักผ่อนที่ห้องรับรองทันที ส่วนพ่อของเขานั้นก็จัดการคุยเรื่องการนำศพของหยางจื้อเจ๋อออกจากโรงพยาบาลเพื่อไปทำพิธีต่อไป

จังหวะที่แม่ของตนล้มลงนั้นวิญญาณของหยางจื้อเจ๋อรีบวิ่งไปประคองไว้ทว่าเขาเป็นเพียงวิญญาณตนหนึ่งจึงไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้แต่เพียงมองพ่อกับแม่ที่หลั่งน้ำตาออกมาต่อหน้าด้วยความเจ็บปวดหัวใจ ในใจก็คิดโทษตัวเองว่ายังไม่ทันจะได้ตอบแทนบุญคุณของท่านทั้งสองก็มาชิงตายไปก่อน แล้วต่อจากนี้ใครจะดูแลพวกท่านยามแก่เฒ่า

หัวอกของคนเป็นพ่อแม่แม่ต้องเสียลูกชายที่รักที่สุดไปนั้นย่อมเจ็บปวดรวดร้าวยิ่ง กว่าที่หยางจื้อเจ๋อจะเติบโตขึ้นมาได้ขนาดนี้พ่อและแม่ของเขาทุ่มเทและมอบความรักไปตั้งมากมายเท่าไร แต่สวรรค์กลับไม่ยุติธรรมเลยที่มาพรากลูกชายของพวกเขาไป กลายเป็นว่าคนหัวหงอกส่งคนหัวดำเสียอย่างนั้น และนับจากนี้ต่อไปพวกเขาจะอยู่อย่างไร

ตอนนี้หยางจื้อเจ๋อเป็นเพียงวิญาญาณที่เปลี่ยวเหงาและว้าเหว่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อดี เขาเดินออกจากโรงพยาบาลมาหาที่นั่งพักเงียบ ๆ ที่สวนด้านหน้า มองไปยังแม่น้ำที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงพยาบาลเพื่อคิดทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาในชีวิตของเขา ยิ่งคิดมากเท่าไรก็รังแต่จะเพิ่มความเศร้าเสียใจให้กับตนเองมากเท่านั้น

ยังดีที่ที่ผ่านมาเขาเป็นคนขยันและตั้งใจ ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจนสามารถสร้างฐานะที่มั่นคงขึ้นมาได้ อย่างน้อยเมื่อเขาจากไปแล้วก็ยังคงทิ้งทรัพย์สินเอาไว้ให้พ่อแม่ใช้ได้อย่างสุขสบายไปอีกนาน อีกทั้งตอนนี้ก็ไม่ได้มีภาระอะไร ไม่มีภรรยา ไม่มีลูก ดังนั้นการจากไปของเขาในครั้งนี้จึงไม่แย่อย่างที่คิด

หยางจื้อเจ๋อเดินไปเรื่อย ๆ สำรวจเมืองที่ตนเองคุ้นเคย ตอนนี้เขาสามารถเดินไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างอิสะโดยที่ไม่มีพวกซาแซงมาล้อมหน้าล้อมหลังอีกแล้ว ความรู้สึกในตอนนี้สงบมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เดินอย่างล่องลอยไปเรื่อย ๆ ก็มาถึงบ้านของตนเอง ทุกอย่างในบ้านยังคงเหมือนเดิมมีเพียงแค่ความรู้สึกของเขาเท่านั้นที่เปลี่ยนไป อยู่ ๆ ก็รู้สึกห่างเหินกับบ้านหลังนี้ขึ้นมา ภายในใจก็พลันคิดว่าเมื่อตายไปแล้วจะไปอยู่ตรงไหนดี ยังคงอยู่ที่บ้านหลังนี้ต่อไปได้อีกหรือเปล่า

ฉับพลันเสียงรถหลายคันมาจอดที่หน้าบ้าน เป็นรถที่ขนร่างของหยางจื้อเจ๋อนั่นเอง พ่อกับแม่ของเขาเพียงแวะเข้ามาเอาของบางอย่างที่บ้านหลังนี้จากนั้นก็จะพาร่างของลูกชายเพียงคนเดียวกลับบ้านเกิดไปทำพิธีตามธรรมเนียม

หยางจื้อเจ๋อไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกับวิญญาณที่ไร้ร่างของตนต่อไปจึงได้ก้าวขึ้นรถตามพ่อแม่กลับไปยังบ้านเกิดด้วย

พิธีศพของเขาจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่สุสานของบรรพชน ผู้คนมาร่วมงานมากมายทั้งเหล่าผู้กำกับและทีมงานที่เขาเคยร่วมงานด้วย ญาติตระกูลหยางที่ยิ่งใหญ่กว่าร้อยคน รวมทั้งบ้านแฟนคลับที่ชื่นชมเขาก็ส่งตัวแทนมาแสดงความเสียใจเช่นกัน

หยางจื้อเจ๋อยืนมองพวกเขาหลั่งน้ำตาอย่างเศร้าโศก ภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้รู้ว่าเขามีคนที่รักมากมายแค่ไหน ทุกคนต่างก็มาส่งให้เขาไปสู่สุคติกันทั้งนั้น พ่อกับแม่ของเขายามนี้คิดว่าคงทำใจได้แล้วเพราะผู้คนรอบข้างต่างก็ให้กำลังใจท่านทั้งสองไม่น้อยเช่นกัน

ถึงเวลาที่เขาจะต้องจากไปเสียที ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ต้องจากไปไหน ตอนเด็กเคยได้ยินมาว่าหากตายไปแล้วจะมีคนมาพาไปในที่ที่สมควรไป แต่ทว่าจนบัดนี้แล้วยังไม่มีใครมาพาเขาไปสักที

เมื่อกลับหลังหันจะเดินจากไปหยางจื้อเจ๋อก็ถึงกับต้องผงะเมื่อมีบุรุษผู้หนึ่งมายืนอยู่ตรงหน้าห่างกันเพียงแต่ไม่ถึงไม้บรรทัด ชายผู้นี้มีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกันกับเขาทุกประการจนเขาถึงกับมองแล้วอึ้ง หลังจากที่ขยี้ตาเพื่อดูให้แน่ชัดแล้วก็มั่นใจว่าตนเองไม่ได้ตาฝาดไปจริง ๆ

ชายผู้นี้แต่งตัวในชุดของนักรบโบราณ สวมเสื้อเกราะเต็มยศ แต่ทว่าตามเนื้อตามตัวกลับมีเลือดอาบเต็มไปหมด ทั้งส่วนอื่นของร่างกายที่โผล่พ้นชุดเกราะออกมานั้นก็มีรอยแผลอยู่นับไม่ถ้วน คาดเดาได้ไม่ยากว่าก่อนตายเขาต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสมาแน่ ๆ

พวกเขาจ้องมองกันอยู่สักพักจนในที่สุดชายในชุดนักรบผู้นั้นก็เป็นผู้เอ่ยปากก่อน "หมดเวลาของเจ้าที่นี่แล้ว"

"หมายความว่าผมต้องไปอยู่ที่ที่สมควรอยู่แล้วใช่ไหม แล้วคุณก็เป็นคนที่มารับผม" เมื่อถามออกไปแล้วเขาก็ต้องแปลกใจเล็กน้อย เพราะเคยมีภาพฝังในใจจากการดูละครสมัยเด็กว่าผู้ที่มารับดวงวิญญาณไปสมควรจะเป็นตาแก่ชุดขาวหรือไม่ก็วิญญาณของบรรพบุรุษสิ แล้วทำไมของเขาถึงกลายเป็นวิญญาณของนักรบคนนี้ไปได้ล่ะ หรือว่านักรบคนนี้จะเป็นบรรพบุรุษของเขา

"ข้าไม่ได้จะมาพาเจ้าไป เจ้าต้องไปต่อเองเพียงแต่จะมาฝากฝังเรื่องบางอย่างเท่านั้น" ชายในชุดนักรบกล่าว

"เรื่องอะไร" หยางจื้อเจ๋อถาม

ชายในชุดนักรบยกมือข้างหนึ่งที่เปื้อนเลือดของเขาขึ้นมาวางที่บ่าของหยางจื้อเจ๋อ "ตอนนี้เมืองถู่หยางต้องการคนที่เป็นเสาหลักที่จะสามารดูแลเมืองและชาวเมืองได้ ยิ่งช่วงนี้มีสงคราม ข้าอยากให้เจ้าดูแลเมืองถู่หยางให้ดี"

ได้ฟังแล้วหยางจื้อเจ่อก็งุนงงหนักเข้าไปอีก แต่เมื่อจะเอ่ยปากถามก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหนแล้ว เพียงชั่วพริบตาเดียวเขากลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียอย่างนั้น

เบื้องหน้ามีแสงสีขาวส่องสว่างอยู่ แสงนั้นเจิดจ้าเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าคนอื่น ณ ที่นั้นจะเห็นเหมือนเขาหรือเปล่า แต่ว่าเขาอยากรู้มากจึงได้เดินตามแสงนั่นไป

แสงนั่นสว่างจนแสบตาทำให้เขาต้องหลับตาลง แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาก็กลับกลายเป็นว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel