บท
ตั้งค่า

เรื่องย่อ

เรื่องย่อ ถังต้าเหล่ยพ่อค้าข้ามภพ

ใต้ฟ้ารัชศกเทียนซื่อแห่งแคว้นต้าเยี่ย มหาภัยแล้งและกลิ่นอายสงครามถาโถมเข้าใส่ประชาราษฎร์ราวกับคลื่นยักษ์ทมิฬที่ไม่มีวันสิ้นสุด ผืนดินทั่วนครหลวงแตกระแหงเป็นร่องลึก ความหิวโหยคืบคลานเข้ากลืนกินทุกชีวิตจนแผ่นดินนองไปด้วยหยาดน้ำตาและซากศพไร้ญาติ

ชาวบ้านจำนวนมากจำต้องยอมขายลูกเมียประทังชีวิต แลกเศษข้าวสารเพียงไม่กี่ชั่ง ณ หมู่บ้านเถาหยวน เมืองเป่ยหนาน นามของ "ถังต้าเหล่ย" บัณฑิตหนุ่มผู้สอบได้คุณวุฒิซิ่วไฉกลับแปรเปลี่ยนไปเพราะมหาภัยแล้งอันยาวนาน

จากผู้มีความรู้กลายเป็นคนเหลวแหลกเสเพลที่เอาแต่ดื่มสุรา เล่นการพนัน และสร้างภาระให้สกุลถังจนชาวบ้านดูถูกเหยียดหยามว่าไร้ค่า ทว่าแม้ครอบครัวจะยากจนถึงขั้นไม่มีข้าวกิน หมิงจู ผู้เป็นภรรยา และโต้วโต้ว บุตรสาวตัวน้อย ก็ยังคงปักหลักอยู่เคียงข้างไม่คิดทอดทิ้ง

จนกระทั่งยามซวีในคืนที่อากาศร้อนระอุแห้งผาก ต้าเหล่ยที่ร่างกายซูบผอมอ่อนแรงจนแทบสิ้นลมได้นอนหมดสติอยู่บนแคร่กลางเรือน ท่ามกลางเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของหมิงจูและบิดามารดาที่คิดว่าเขาได้จากโลกนี้ไปแล้ว

ทว่าในเสี้ยวเวลานั้น ชะตากรรมของเขากลับพลิกผันตลอดกาล เมื่อจิตวิญญาณของเขาหลุดลอยข้ามผ่านกาลเวลาเกือบสองพันปี ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งในร่างเดิม ณ เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ประเทศจีน ในปี 2026

โลกอนาคตอันเต็มไปด้วยรถยนต์รูปร่างคล้ายรถม้าแต่ก็เหมือนกล่องเหล็กหลากสีที่วิ่งพุ่งทะยานด้วยความเร็วเหนือม้าศึก อาคารบ้านช่องสูงเสียดฟ้า และผู้คนที่สวมเสื้อผ้าสีสันสดใสชวนมองพลางถือแท่งสี่เหลี่ยมสีดำพูดคุยราวกับคนเสียสติ

กลิ่นอาหารหอมกรุ่นจากตลาดเช้าฝั่งตรงข้ามลอยมาปะทะจมูก ชายหนุ่มผู้หิวโหยลอบกลืนน้ำลาย มองดูแผงผักอวบอิ่มเขียวขจีที่วางกองพะรุงพะรังด้วยความตื่นตะลึงระคนปวดใจ เพราะผักเหล่านี้ล้ำค่าเกินกว่าที่คนในแคว้นของเขาซึ่งต้องประทังชีวิตด้วยดินและเปลือกไม้จะกล้าฝันถึง

ขณะที่ถังต้าเหล่ยกำลังยืนมึนงงราวกับคนหลงทิศ หญิงสูงวัยนามว่า "หลี่จินเหลียน" ได้เดินถือถุงใสข้ามถนนมา ทว่าถุงใบผักกลับขาดออกทำให้อาหารเหล่านั้นกระจายเต็มพื้น ต้าเหล่ยไม่รอช้ารีบปรี่เข้าไปช่วยเก็บอย่างทะนุถนอม ราวกับใบผักเหล่านั้นเป็นของล้ำค่า

ท่าทางอันเทิดทูนเศษใบผัก ที่นางตั้งใจจะเอาไปให้หมูกินของชายหนุ่มผู้นุ่งห่มผ้าป่านขาดรุ่งริ่งและมีแววตาอันแสนหม่นเศร้า สร้างความสงสารจับใจให้แก่ป้าหลี่ นางจึงเอ่ยปากชวนเขาไปพักผ่อนทานอาหารที่ร้านของชำเล็ก ๆ ของตน

ต้าเหล่ยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากป้าหลี่และสามีคือ "ลุงหลี่ฉุนกัง" อดีตอาจารย์สอนวิชาเกษตรกรรม ผู้ซึ่งกวักมือเรียกเขาให้ทานน้ำเต้าหู้ร้อน ๆ อัดแน่นไปด้วยธัญพืชและซาลาเปาไส้หมูสับลูกใหญ่แป้งขาว รสชาติอันหวานละมุนและความอุ่นซ่านที่แผ่กระจายทั่วลำคอในคำแรก

ทำให้น้ำตาของบัณฑิตหนุ่มไหลซึมออกมาด้วยความตื้นตัน ทุกคำที่กลืนลงไปเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดต่อภรรยาและบุตรสาวที่กำลังหิวโหยอยู่เบื้องหลัง จนเขาไม่สามารถทานต่อได้และขอเก็บซาลาเปาที่เหลือกลับไปฝากคนที่เรือน

ความกตัญญูและรักครอบครัวของต้าเหล่ยทำให้สองตายายสะท้อนใจ ลุงหลี่จึงนำเสื้อยืดและกางเกงยีนของบุตรชายมาให้เขาผลัดเปลี่ยนในห้องน้ำ พร้อมทั้งคอยอบรมสั่งสอนวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนยุคใหม่ การปรับเปลี่ยนสรรพนามและคำพูดจาให้เข้ากับยุคสมัย เพราะคิดว่าเด็กหนุ่มคงเพิ่งออกจากเขาลึกเป็นครั้งแรก

เมื่อถังต้าเหล่ยเดินออกมาในสภาพที่ดูสง่างามสมชายชาตรี เขาก็พยายามล้วงหยิบเหรียญทองแดงโบราณ 3 อีแปะซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่มีติดตัว มอบให้ป้าหลี่เพื่อตอบแทนค่าน้ำใจ ทว่าเงินทองแดงนั้นกลับสร้างความตกตะลึงให้แก่สองตายาย

ลุงหลี่ได้อธิบายให้ชายหนุ่มฟังว่าในยุคปัจจุบันใช้เงินกระดาษที่เรียกว่าธนบัตร และจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือกันหมดแล้ว ก่อนจะรีบโทรศัพท์เรียก "หลี่หลินเฟิง" บุตรชายผู้เปิดร้านรับซื้อของเก่าให้รีบเดินทางมาดูเหรียญฮั่วปู้สภาพสมบูรณ์ทั้งสามเหรียญนี้

ซึ่งหลินเฟิงก็ยินดีรับซื้อไว้ในราคาเหรียญละ 2,500 หยวน รวมเป็นเงินสดปึกหนาถึง 7,500 หยวน ทำให้ต้าเหล่ยตื้นตันจนพึมพำออกมาว่าเงินก้อนนี้สามารถซื้อข้าวสารได้นับพันจินเพื่อช่วยชุบชีวิตคนทั้งหมู่บ้าน

เมื่อเห็นความจริงใจของครอบครัวหลี่ ต้าเหล่ยจึงยอมรับว่าตนต้องการหาอาหารและวิชาความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเกิดที่กำลังแห้งแล้งกันดาร ลุงหลี่ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาจึงรับปากจะถ่ายทอดวิชาเกษตรกรรมให้อย่างไม่ปิดบัง

ส่วนป้าหลี่ก็พาร่างในชุดใหม่ของเขาเดินเข้าสู่เขตตลาดเพื่อแนะนำให้รู้จักกับพ่อค้าแม่ค้าใจดี ทั้งเหล่าหวง อาซิ่น และเสี่ยวเต๋อ ทุกคนต่างพากันยกถุงเศษผัก หัวไชเท้า และแครอทให้เขามากมาย อีกทั้งยังได้เศษมันหมูกองโตจากเหล่าอู๋พ่อค้าเขียงหมู

ซึ่งมันหมูที่คนยุคนี้มองข้ามกลับกลายเป็นขุมทรัพย์ล้ำค่าในสายตาของเขา ต้าเหล่ยหอบของพะรุงพะรังเข้าไปในซอยตันแล้วตั้งจิตเรียกใช้มิติไร้ขีดจำกัดเพื่อจัดเก็บของทั้งหมดลงในพื้นที่ว่างเปล่าทันที ก่อนจะย้อนกลับมาที่ร้านเพื่อใช้เงินหยวนใบสีแดงซื้อข้าวสารเกรดดี แป้งสาลี เกลือสมุทร และเครื่องดื่มหลากสีจากป้าหลี่ โดยนางได้ช่วยเลือกสรรอาหารที่เหมาะสำหรับคนอดอยากและคิดราคาเป็นกันเองเพียง 120 หยวน

ยามที่ถังต้าเหล่ยหอบเสบียงมุ่งหน้ากลับไปยังซอยตันเพื่อเดินทางกลับภพภูมิเดิม ลุงหลี่ที่เกิดความสงสัยในพฤติกรรมอันแปลกแยกคลาดสายตาคล้ายคนโบราณ จึงได้แอบเดินตามหลังไปห่าง ๆ ทว่าภาพที่อดีตครูได้เห็นตรงมุมตึกกลับทำให้ลมหายใจแทบหยุดชะงัก

เมื่อร่างของเด็กหนุ่มพร้อมถุงเสบียงเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาประหนึ่งกลุ่มควัน ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและผนังปูนเย็นชืด ในห้วงมิติอันลึกลับ ต้าเหล่ยได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเป็นชุดป่านหยาบตัวเดิม

พลางสดับฟังคำเตือนของเสียงลึกลับที่ก้องกังวานว่าการข้ามภพครั้งต่อไปร่างกายของเขาจะหายไปด้วย ไม่ใช่เพียงดวงวิญญาณ และยังได้รู้ความลับของบ่อน้ำพุตาเทพในมิติที่สามารถเร่งความสมบูรณ์ของพืชพรรณและบำรุงร่างกาย

รวมถึงเรื่องที่เวลาของยุคโบราณกับยุคอนาคต ยุคโบราณคือตอนกลางคืน ยุคอนาคตปี 2026 คือตอนกลางวัน ดังนั้นในยุคโบราณที่ทุกคนคิดว่าเขากำลังพักผ่อนนั้นเอง คือช่วงเวลาที่เขาจะข้ามมาปี 2026 ในช่วงเวลากลางวัน ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วก้าวข้ามธรณีประตูมิติตัดตรงกลับสู่แคว้นต้าเยี่ยในทันที

ไม่เพียงแต่สร้างความมั่งคั่งในทางพาณิชย์ ถังต้าเหล่ยยังนำความรู้ด้านเกษตรกรรมสมัยใหม่มาปฏิวัติผืนดินอันแห้งแล้งของแคว้นต้าเยี่ย เขาส่งเสริมให้ชาวบ้านหันมาปลูกพืชหัวที่ให้ผลผลิตสูงอย่างมันเทศและมันฝรั่ง

นำเข้าเมล็ดพันธุ์ข้าวสายพันธุ์พิเศษที่ทนต่อสภาพอากาศแปรปรวน ควบคู่ไปกับการวางระบบชลประทานและทางระบายน้ำแบบใหม่ องค์ความรู้นี้เปรียบเสมือนหยาดน้ำทิพย์ชโลมแผ่นดิน ช่วยชุบชีวิตราษฎรนับหมื่นให้รอดพ้นจากภัยอดอยากครั้งใหญ่ไปได้อย่างปาฏิหาริย์

จนเมื่อแคว้นต้าเยี่ยก้าวเข้าสู่ยุคฟื้นฟูหลังสิ้นสุดมรสุมสงคราม วิสัยทัศน์อันโดดเด่นทำให้นามของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักและชักนำให้เขาต้องก้าวเข้าสู่สมรภูมิแห่งน้ำหมึกในราชสำนัก

แม้จะไม่ได้ถือกำเนิดในตระกูลขุนนางเก่าแก่ ทว่าสติปัญญาอันล้ำเลิศและแนวคิดในการบริหารบ้านเมืองที่ล้ำยุค กลับทำให้เขาเปล่งประกายเหนือบัณฑิตทั้งปวง เขาเริ่มจากการสอบผ่านคุณวุฒิซิ่วไฉ ก่อนจะเข้าสู่สนามสอบเซี่ยงซื่ออันหฤโหดร่วมกับบัณฑิตนับหมื่นคนทั่วแคว้น

และในที่สุด ถังต้าเหล่ยก็สามารถคว้าตำแหน่ง "เจี่ยหยวน" หรือผู้สอบได้อันดับหนึ่งของเมืองเป่ยหนาน ที่มี 20 อำเภอ มาครองได้อย่างสง่างาม ชื่อเสียงความสามารถของเขาสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน ขุนนางผู้ใหญ่เริ่มจดจำชื่อของเขา ราชสำนักเริ่มจับตามอง แม้กระทั่งองค์จักรพรรดิยังทรงเปิดอ่านคำตอบข้อสอบของบัณฑิตผู้นี้ด้วยพระองค์เอง

ในสายตาของคนยุคนั้น ถังต้าเหล่ยแตกต่างจากบัณฑิตคร่ำครึทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะแทนที่จะเสนอแนวทางแบบเดิม ๆ อย่างการเปิดคลังหลวงแจกจ่ายเสบียงอย่างไร้จุดหมายหรือเพิ่มภาษีรีดไถราษฎร เขากลับเสนอแนวทางที่ทำได้จริงและยั่งยืน

โดยการเปลี่ยนระบบจาก "แจกข้าว" เป็น "จ้างงาน" ให้ผู้ประสบภัยได้ลงแรงซ่อมแซมคันกั้นน้ำและสร้างคลองระบายน้ำแลกกับค่าแรง เปิดโอกาสให้คหบดีร่วมลงทุนช่วยบ้านเมืองแลกกับการลดหย่อนภาษีอากร ตลอดจนการจัดการโรคระบาดด้วยการแยกพื้นที่ผู้ป่วยและวางโครงสร้างฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะยาว

ด้วยความเชื่อมั่นอันแรงกล้าว่า ราษฎรไม่ได้ต้องการเพียงความสงสารชั่วครั้งชั่วคราว ทว่าต้องการโอกาสและเครื่องมือในการยืนหยัดขึ้นด้วยลำแข้งของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี

แม้ว่าในเวลาต่อมา ลาภยศ เงินทอง และเกียรติยศสรรเสริญจะหลั่งไหลเข้าหาเขาดั่งสายน้ำ ทว่าสิ่งที่ถังต้าเหล่ยให้ความสำคัญและหวงแหนที่สุดในชีวิต กลับไม่ใช่บัลลังก์อำนาจหรือป้ายทองพระราชทาน หากแต่เป็น "ครอบครัว" เล็ก ๆ ของเขา

หัวใจของเขายังคงผูกสมัครรักใคร่ในตัวหมิงจู ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากผู้ไม่เคยคิดทอดทิ้งเขา ในวันที่ไร้อนาคตที่สุดอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย เขารักลูก ๆ ยิ่งกว่าชีวิตของตนเอง ต้าเหล่ยตั้งปณิธานที่จะไม่ยอมให้ลูกสาวของตนต้องถูกพันธนาการด้วยกรอบจารีตโบราณอันคร่ำครึ

เขาคอยพร่ำสอนโต้วโต้วอยู่เสมอว่าสตรีไม่ใช่เพียงแค่เงาที่ต้องเดินตามหลังบุรุษ ทว่าพวกนางมีสิทธิ์เต็มเปี่ยมที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง ชายหนุ่มไม่ได้คาดหวังให้บุตรธิดาต้องเติบโตขึ้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือใครในใต้หล้า ขอเพียงแค่มีชีวิตที่สงบสุข ปลอดภัย และไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นความสุขสูงสุดของคนเป็นพ่อแล้ว

เมื่อเวลาผ่านไป ความอบอุ่นและโอกาสที่เขาหยิบยื่นให้ก็ได้หล่อหลอมและเปลี่ยนแปลงผู้คนรอบข้างไปจนหมดสิ้น พี่ชายที่เคยอ่อนแอและเคยก้าวพลาด ต่างกลับตัวกลับใจกลายเป็นเสาหลักที่เข้มแข็ง รอยร้าวในครอบครัวถูกสมานด้วยความเข้าใจ เด็กกำพร้าไร้ที่พึ่งมีบ้านพักอันอบอุ่น

คนงานธรรมดามีอนาคตและเงินเก็บออม สตรีและเด็ก ๆ ในชุมชนได้รับโอกาสในการเข้าเรียนหนังสือเพื่อลืมตาอ้าปาก แม้ว่าตระกูลถังในยามนี้จะร่ำรวยจนเทียบชั้นคหบดีใหญ่ ทว่าวิถีชีวิตของถังต้าเหล่ยและคนในเรือนกลับยังคงเรียบง่ายและถ่อมตน

ยามค่ำคืนที่ลมหนาวพัดโชย พวกเขายังคงเลือกที่จะนั่งล้อมวงผิงไฟหน้ายุ้งฉาง ปอกเปลือกมันเทศเผาร้อน ๆ กินร่วมกับคนงาน พูดคุยหัวเราะสรวลเสเฮฮากันอย่างเป็นกันเอง ราวกับภาพความยากจนในอดีตได้สลักลึกเตือนใจไม่ให้พวกเขาหลงลืมตน

ในท้ายที่สุด เรื่องราวของ "ถังต้าเหล่ยพ่อค้าข้ามภพ" จึงไม่ใช่เพียงแค่นวนิยายแฟนตาซีที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางข้ามมิติเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าหรือการแก่งแย่งชิงดีในราชสำนัก ทว่ามันคือมหากาพย์ชีวิตของมนุษย์ปุถุชนธรรมดาคนหนึ่ง

ที่เริ่มต้นจากจุดที่ต่ำที่สุดของชีวิต จากความหิวโหย ความผิดพลาด และสายตาดูถูกเหยียดหยามของสังคม ก่อนจะใช้ความกล้าหาญ หยาดเหงื่อ และสติปัญญา ค่อย ๆ ทุบทำลายกรอบชะตากรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง พลิกฟื้นครอบครัว พัฒนาหมู่บ้าน และหยิบยื่นชีวิตใหม่ให้แก่ผู้คนรอบข้างด้วยสองมือของตนเองอย่างแท้จริง

เพราะในวาระสุดท้าย สิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีมูลค่ามากที่สุดในชีวิตของถังต้าเหล่ย ไม่ใช่กองทองคำแท่งล้ำค่า ไม่ใช่ตำแหน่งเจี่ยหยวนอันทรงเกียรติ และไม่ใช่ชื่อเสียงเกียรติภูมิที่จารึกไว้ในราชสำนัก หากแต่เป็นภาพอันเรียบง่ายของคนที่เขารักทุกคน... ที่สามารถกินอิ่มท้อง และมีรอยยิ้มอย่างมีความสุข ที่ไหนมีทุกคนในครอบครัว ที่นั่นก็คือบ้าน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel