ตัวร้ายที่เจ้าไม่เอา ข้าขอแล้วกันนะ

142.0K · จบแล้ว
ฮูหยินซี
89
บท
73.0K
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เพราะความรักและซื่อสัตย์ที่มีให้กับเขาจวบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต ทำให้เซี่ยอันหนิงได้รู้ว่า นางไม่มีความสำคัญอะไรกับเขาเลยแม้แต่นิดเดียว เพียงเพราะเขาเสียดายตำราไม่กี่เล่ม กลับเอ่ยปากบอกให้นางเข้าไปในเปลวเพลิงเพื่อหยิบออกมาให้เขา แต่อนิจจาชีวิตน้อย ๆ ของนางและบิดาเป็นอันต้องจบลงเพราะความรักโง่ ๆ ครั้งนี้อย่างเสียมิได้ ทำทุกอย่างจากหัวใจแม้จะร้ายจะเลวแค่ไหนก็ไม่เคยบ่น แต่สุดท้าย ชีวิตของนางกลับไร้ค่า ไม่มีแม้เศษเสี้ยวแววตาของความสงสารในยามที่นางมองออกไปจากกองเพลิงสว่างไสว จวบจนนางสิ้นสติและตายจากไปพร้อมกับบิดา ก็คงเป็นเหมือนมดตัวหนึ่งที่ถูกขยี้ตายตกไปเป็นเถ้าธุลี...

นิยายรักโรแมนติกนิยายจีนโบราณท่านอ๋องพลิกชีวิตนางเอกเก่งข้ามมิติเกิดใหม่จีนโบราณนิยายย้อนยุคฟินๆ

บทนำ

บทนำ

เสียงโหวกเหวกโวยวายดังลั่นของชาวบ้านผู้หนึ่งกำลังกล่าวโทษชายวัยกลางคนที่นอนเจ็บเลือดอาบไปทั้งตัวอยู่บนพื้นดินกลางลานหน้าบ้านเก่าสภาพทรุดโทรมหลังหนึ่ง โดยมีชาวบ้านมามุงดูกันอยู่รอบ ๆ บ้างก็วิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่ยุติธรรมว่าเป็นเพราะเซี่ยต้าไห่นำคนขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ในอันตรายบาดเจ็บกลับมาเช่นนี้ ทั้งที่พวกเขาก็ไปล่าสัตว์หาของป่ามากินมาขายอย่างที่พวกเขาเคยทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

คราวนี้ดันเกิดเรื่องอันตรายที่ไม่คาดคิดขึ้น ชาวบ้านพวกนี้จึงฉวยโอกาสกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของเขา เพื่อให้เขาชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวบ้านผู้นั้น

"เพราะเจ้าเซี่ยต้าไห่ ข้าจึงต้องมาบาดเจ็บเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะเจ้าพาพวกข้าขึ้นเขามีหรือที่พวกข้าจะได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งพวกข้ายังต้องแบกเจ้ามาส่งอีก!"

เสียงเอะอะโวยวายโดยรอบดึงเซี่ยอันหนิงตื่นจากนิทรา แสงสว่างสีขาวผ่านเข้ามาในดวงตาที่สะลึมสะลือเปิดปรือลืมขึ้นมาได้เล็กน้อย เพื่อปรับม่านตาให้เข้ากับแสงสว่างภายนอก

เซี่ยอันหนิงกะพริบตาถี่ ๆ มองไปรอบ ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า แม่นางน้อยพบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องเก่า ๆ ห้องหนึ่งพลางคิดบางอย่างทบทวนอยู่ในหัว นอกจากรู้สึกมึน ๆ แล้วยังพบว่าตัวเองแทบไม่มีเรี่ยวแรงพอจะหยัดยืนลุกขึ้นได้เลย แต่เพราะเสียงเอะอะโวยวายจากลานบ้าน ทำให้นางต้องฝืนสังขารลากร่างกายที่แสนผอมแห้งโรยแรงลุกออกจากเตียงเตาแล้วเดินโซซัดโซเซออกไปจนถึงหน้าบ้านหลังโทรมแห่งนี้

สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นบิดานอนร่างอาบเลือดไม่ได้สติ สองเท้าถลาเข้าไปพยุงเขามาไว้ในอ้อมแขนพยายามปลุกให้เขาฟื้นขึ้นมา

"พวกท่านอย่าโทษท่านพ่อของข้าเลยเจ้าค่ะ สงสารเราสองพ่อลูกด้วยเถอะนะเจ้าคะ" เสียงเล็กแหบแห้งเอ่ยขึ้นด้วยความอ่อนล้าและสั่นกลัวของเด็กสาววัยสิบสี่ปี นางค่อย ๆ พยุงร่างบิดาในท่านั่งพิงไว้กับต้นไม้ใหญ่กลางลาน

กลุ่มชาวบ้านได้ยินคำพูดเช่นนั้นก็ไม่มีใครนึกเมตตาสงสารนางเลยสักคน สายตาดูถูกเย้ยหยัน คำสาปแช่งกร่นด่าพรั่งพรูออกมาจากปากชาวบ้านแต่ละคนไม่ขาดสาย

ใบหน้าซีดเหลืองเล็ก ๆ ของเซี่ยอันหนิงสะอื้นไห้น้ำตาไหลอาบสองแก้ม ไร้เรี่ยวแรงต่อปากกับชาวบ้านจนนางนึกน้อยใจในโชคชะตายิ่งนัก

“ทุกคนใจเย็น ๆ กันก่อนเถอะขอรับ” เสียงทุ้มของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นเรียกสติให้ชาวบ้านเงียบเสียงลง

บัณฑิตหาน ซิ่วไฉ่อายุน้อยประจำหมู่บ้านอดสงสารเด็กสาวไม่ได้จนต้องเอ่ยปากประนีประนอมจนชาวบ้านยอมแยกย้ายกันไป เพราะเขาให้เหตุผลว่า เซี่ยต้าไห่ก็บาดเจ็บเช่นกัน จึงควรแล้วต่อกันไปจะดีกว่า เพราะยังไงก็คนหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น

"โธ่เว้ย! เห็นแก่ที่พ่อเจ้าเจ็บหนัก ข้าจะไม่เอาความก็แล้วกัน" ชายผู้นั้นที่เป็นคนโวยวายคนแรกตะโกนขึ้นมาเสียงดัง

จากนั้นเขาก็รีบสาวเท้าเดินออกจากลานบ้านทรุดโทรมแห่งนี้ไปทันที เหลือเพียงญาติ ๆ ของตระกูลเซี่ยเท่านั้น ที่ยังคงยืนคิ้วขมวดไม่พอใจอยู่

เซี่ยอันหนิงเงยหน้ามองบุรุษหนุ่มที่เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยอย่างเหม่อลอย เขาสวมชุดยาวสีขาวยืนสง่าอยู่กลางลานบ้าน ใบหน้าคมคายดูสูงส่งแต่ไม่มีความเย่อหยิ่ง สายลมพัดมาเบา ๆ พัดให้เส้นผมสีดำสนิทของเขาปลิดปลิวราวเทพเซียน

หัวใจดวงน้อยพลันเต้นตึกตักไม่หยุด ใบหน้าของเขาสลักลึกลงไปในจิตใจของนางจนยากจะเข้าใจว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ เพียงแต่นางตั้งมั่นแน่วแน่ว่าเขาคือผู้มีพระคุณของนาง นางจะยอมเป็นวัวเป็นม้าแม้ว่าเขาจะใช้นางทำสิ่งใดนางก็จะไม่มีทางปฏิเสธ

สายตาญาติ ๆ ตระกูลเซี่ยตอนนี้จับจ้องมายังเซี่ยอันหนิงและเซี่ยต้าไห่บุรุษบาดเจ็บบิดาของนางเป็นตาเดียว พวกเขาคิดว่าจากสภาพโชกเลือดของเซี่ยต้าไห่ เขาคงไม่สามารถรอดจากคืนนี้ได้เป็นแน่ จึงหันไปมองหน้ากันราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

เซี่ยกงสวีพี่ใหญ่สุด ผู้ที่ได้รับช่วงต่อจากบ้านใหญ่ของตระกูลเซี่ยเห็นดังนั้น จึงยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ เขาหันไปมองหน้านางซูเหลียน ภรรยาตัวเองที่กำลังยืนอยู่ข้าง ๆ ส่งประสานสายตาด้วยความเข้าใจกัน แล้วหันไปมองเด็กสาวผอมแห้งที่กำลังประคองบิดาไว้อย่างเป็นกังวล

"ข้าว่าอย่างไรพ่อเจ้าคงไม่รอดคืนนี้ เช่นนั้นข้าวของที่บ้านของพวกเจ้าก็ให้บ้านพวกเราก็แล้วกัน แม้พวกเจ้ายังไม่แยกบ้านแล้วไหนเลยจะมีสิทธิในสิ่งของพวกนี้ เจ้าเซี่ยต้าไห่เจ้าอยู่บ้านข้ามานานแล้ว เช่นนั้นข้าวของในบ้านนี้ก็ต้องเป็นของข้าด้วย" เซี่ยกงสวีกล่าวอย่างกระตือรือร้น แล้วจึงถือโอกาสเข้าไปรื้อค้นของในเรือนเซี่ยต้าไห่ทันที โดยไม่สนใจเสียงร้องห้ามของเซี่ยอันหนิงแม้แต่น้อย ซูเหลียนผู้เป็นภรรยาเห็นเช่นนั้นจึงรีบตามสามีไปอย่างรวดเร็ว

"พวกท่านอย่านำของที่พ่อข้าหามาได้ไปนะ!! หยุดนะ หยุดเดี๋ยวนี้"

เซี่ยอันหนิงวิ่งตามไปขวางพวกเขาไว้แต่ก็ไม่เป็นผล พวกญาติชั่วร้ายคิดจะมาแย่งข้าวของที่ท่านพ่อนางหามาด้วยความยากลำบากไปหรือ พวกท่านอย่าได้หวังว่าจะเอาสิ่งใดไปได้เลย ข้าไม่ยอม!

"ช่วยด้วย ๆ เจ้าค่ะท่านบัณฑิต ช่วยข้าด้วย อย่าให้พวกเขาเอาของของท่านพ่อข้าไปเลยนะเจ้าคะ ฮือฮือ ท่านพ่อข้าหาสิ่งของเหล่านี้มาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายอย่างยากลำบาก"

เซี่ยอันหนิงกรีดร้องเสียงดังพร้อมกับร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้มของนางจนดูน่าสงสาร นางพยายามขอร้องให้บุรุษตรงหน้าช่วยเหลือนางอีกสักครา

"อย่าเอาของท่านพ่อข้าไป ฮือๆ" ร่างเล็กร้องไห้พร้อมใช้สองมือไขว่คว้าสิ่งต่าง ๆ อย่างไม่ตั้งใจ เมื่อเห็นผู้เป็นลุงและป้าสะใภ้ฉกฉวยหยิบข้าวของในบ้านไปอย่างไม่นึกละอาย

เซี่ยอันหนิงที่สภาพร่างกายอ่อนแอพรวดพราดเข้าไปดึงรั้งข้าวของจากมือของเซี่ยกงสวี เมื่อถูกผลักออกจนล้มก็ยังคงลุกขึ้นไปดึงรั้งของในมือนางซูเหลียนป้าสะใภ้ต่อ พร้อมกับอ้อนวอนแล้วร้องไห้เสียงดังดูน่าสงสารที่สุด

เซี่ยต้าไห่ที่นั่งพิงต้นไม้ฟื้นตื่นขึ้นมาตอนไหนไม่รู้ กลับตกใจกับการกระทำของบุตรสาวยิ่งนัก เห็นแล้วเขาก็ให้ปวดใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรนางได้เลย

แม้แต่ตัวเขาเองยังเอาตัวไม่รอด เขาช่างเป็นคนที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี ทำได้เพียงนั่งมองบุตรสาวที่น่าสงสารโดยที่ทำอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย คิดเพียงนั้นน้ำตาของเขาก็ไหลออกมาด้วยความสงสารบุตรสาวจับใจ

เซี่ยอันหนิงยังคงสู้สุดใจด้วยกำลังอันน้อยนิด ยื้อยุดฉุดกระชากสิ่งของของบิดาในมือเซี่ยกงสวีและภรรยา จนกระทั่งหัวหน้าหมูบ้านเดินเข้ามาเพราะมีชาวบ้านไปแจ้งว่าบ้านสกุลเซี่ยมีเรื่องทะเลาะกัน

"พวกเจ้ามีอะไรกัน!”

เสียงแหบทุ้มของชายสูงวัยหัวหน้าหมู่บ้านดังขึ้น ความโกลาหลเมื่อครู่จึงหยุดชะงักลงเพราะทุกคนในหมู่บ้านต่างให้ความเคารพนับถือท่านผู้นำหมู่บ้านผู้นี้ไม่น้อย

"ข้าขอท่านหัวหน้าหมู่บ้านโปรดให้ความเมตตาแยกบ้านสองพ่อลูกนี้ด้วยขอรับ" เสียงนุ่มทุ้มดังออกมาจากปากของบัณฑิตหานอีกครั้ง

ครานี้เขาเสนอการแยกบ้านให้กับสองพ่อลูกที่น่าสงสารต่อหัวหน้าหมู่บ้าน เพราะทนดูคนทั้งคู่ถูกเอาเปรียบอีกต่อไปมิได้แล้ว

หลังจากไกล่เกลี่ยและโน้มน้าวให้หัวหน้าหมู่บ้านทำการแยกบ้านของคนตระกูลเซี่ยเสร็จ เขาก็โค้งคำนับอย่างขอบคุณ แล้วเดินออกจากลานบ้านทรุดโทรมไป

นับตั้งแต่ตอนนี้จิตใจของเซี่ยอันหนิงก็นับถือบัณฑิตหนุ่มเป็นผู้มีพระคุณอย่างสุดซึ้ง จวบจนวันเวลาผ่านไป ความรู้สึกดี ๆ ก่อตัวขึ้นมาช้า ๆ จนเกิดเป็นความรักและภักดีกับบุรุษผู้นี้อย่างไร้เหตุผล

เซี่ยอันหนิงพยายามทำงานหนัก รวบรวมเงินส่งให้เขาเรียนที่สถานศึกษา จนเขาได้พบรักกับสตรีผู้หนึ่งในตัวอำเภอ แต่นางก็มิได้นึกเสียใจเพราะรู้ว่าตนเองไม่คู่ควรกับเขา นางจึงตั้งใจว่า สิ่งใดคือความสุขของเขา นางก็พร้อมจะทำทุกอย่าง ทำให้เซี่ยอันหนิงกลายเป็นสหายสนิทกับจ้าวอวี้เจินคนรักของเขาในเวลาต่อมา

ชีวิตของนางดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจ้าวอวี้เจินจะให้นางทำสิ่งเลวร้ายอันใดนางก็ทำทั้งสิ้นไม่มีปริปากบ่น จนวันหนึ่งนางยอมขายตัวเองเป็นทาสเพื่อติดตามบัณฑิตหาน และจ้าวอวี้เจินเข้าเมืองหลวง

ไฟลุกไหม้โหมกระพือไปทั่ว ร่างเล็กของจ้าวอวี้เจินนั่งสั่นเทาอยู่ข้างตู้พลางร้องเรียกให้คนมาช่วย เซี่ยอันหนิงได้ยินก็รีบพุ่งตัวเข้าไปในไอร้อนอย่างไม่คิดชีวิต และแล้วก็ช่วยจ้าวอวี้เจินออกมาจากเปลวเพลิง แล้วส่งจ้าวอวี้เจินเข้าสู้อ้อมแขนของหานชงอวิ๋นได้สำเร็จ แม้จะมีร่องรอยถูกไฟลวกบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นอะไรมาก กลับเป็นเซี่ยอันหนิงเสียอีก ที่เนื้อตัวผมเผ้าถูกไฟเผาเป็นจุด ๆ แล้วยังมีรอยแผลพุพองทั้งแขนและขาจนดูน่ากลัว

“อันหนิงในนั้นมีตำราหายากอยู่ในตู้ เจ้าไปเอาออกมาให้ข้าที” เสียงบุรุษดังขึ้นหลังจากที่เขารับร่างของคนรักจากมือของเซี่ยอันหนิงและสำรวจจนมั่นใจแล้วว่านางไม่เป็นอะไรมาก

หานชงอวิ๋นขมวดคิ้วเสียดายตำราที่เก็บไว้ไม่อยากให้สูญสิ้นไปในกองเพลิงจึงบอกให้นางเข้าไปหยิบตำราออกมาให้เขา โดยไม่คิดเลยว่าขณะนี้เปลวเพลิงลุกไหม้ลามไปจนทั่วบ้านทั้งหลังแทบจะวอดวายแล้ว

ด้วยความรักและภักดีตลอดมาของเซี่ยอันหนิงที่มีต่อหานชงอวิ๋น นางวิ่งกลับเข้าไปในกองเพลิงอย่างไม่คิดชีวิตอีกครา แต่น่าเสียดายนางสะดุดเข้ากับเปลวไฟและท่อนไม้ที่หล่นมาจากคานไม่สามารถออกมาได้ แม้จะร้องเรียกให้คนช่วยแต่เพราะเปลวเพลิงแผดเผาบ้านจนใครก็คิดว่าตัวบ้านจะทรุดตัวลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จึงไม่มีใครคิดเข้าไปช่วยนางแม้แต่คนเดียว

ในเวลานั้นพลันมีบุรุษวัยกลางคนลากขาพิการพุ่งตัวเข้าไปหวังจะช่วยบุตรสาวออกมาจากเปลวเพลิงให้ได้ แต่อนิจจา ทั้งบิดาและตัวนางเองกลับติดอยู่ในกองเพลิงไม่สามารถออกมาได้จนกระทั่งทั้งคู่ถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าธุลี…