ตอนที่ 6 อ้อนรัก
ในยามที่เยี่ยหยวนซีกำลังฝึกฝนการต่อสู้อยู่นั้น หลี่ลี่อิงได้นั่งปักผ้าอยู่ไกลๆ แล้วแอบมองเขาเป็นระยะโดยมีเสี่ยวชิงยืนอยู่ด้วย
“คุณหนูไม่ร้อนหรือเจ้าคะ แดดเริ่มส่องแล้ว”
“ไม่หรอก ข้าไม่ได้ร้อนเลยสักนิด” พูดไปนางก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อที่ผุดอยู่บนใบหน้าไปด้วย ทำให้เสี่ยวชิงเอ็นดูในความพยายามของนางยิ่งนัก
“ข้าว่าเข้าไปหลบในร่มก่อนเถิดเจ้าค่ะ คุณชายเยี่ยฝึกซ้อมเช่นนั้นคงไม่ได้มองมาทางนี้แน่”
“ข้าไม่ได้อยากให้ต้าเกอมองมาเสียหน่อย” หลี่ลี่อิงรีบปฏิเสธแล้วแสร้งว่าปักผ้าต่อไป
“ถ้าเช่นนั้นก็เข้าไปนั่งพักในร่ม แล้วนำพิณมาบรรเลงจะไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ ได้ยินเสียงพิณจากคุณหนู คุณชายเยี่ยคงหันมามองบ้าง” เสี่ยวชิงแนะวิธีแก่นาง ทำให้หลี่ลี่อิงยอมแพ้แก่ความรู้ใจของสาวใช้คนสนิท
“งั้นเจ้าเอาผ้าไปเก็บแล้วไปเอาพิณมาให้ข้า ข้าจะไปรอที่ด้านโน้น” หลี่ลี่อิงพูดเสียงเบาด้วยความเอียงอาย แล้วลุกเดินไปยังศาลาที่ห่างออกไปอีก
ไม่นานนักเสี่ยวชิงก็เดินกลับมาพร้อมกับพิณของนาง ดรุณีน้อยจึงนึกอยู่ชั่วครู่แล้วเริ่มบรรเลงเพลงพิณขึ้นมา
“คุณหนูเล่นพิณได้ไพเราะนัก” เสี่ยวชิงชมนาง
ยิ่งได้ยินคำชมนั้นหลี่ลี่อิงก็ยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มกับฝีมือของตนเองที่พัฒนามาไกลเช่นนี้เพราะมีปรมาจารย์พิณมาสอนให้นางอย่างเข้มงวด
นางเล่นในท่วงทำนองที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกเพลิดเพลินจนลืมไปว่าตัวเองนั้นกำลังทำเพื่อให้หยวนซีต้าเกอสนใจ แล้วเล่นในท่วงทำนองที่สนุกสนานให้แก่เสี่ยวชิงฟังเพื่ออวดฝีมือของตนตามคำยกยอนั้น หัวเราะเคล้ากับเสียงพิณที่คิดค้นขึ้นมาเองอย่างสนุกสนาน
“ข้านึกว่าผู้ใดเปิดมหรสพในสวน ที่แท้ก็เป็นเจ้า” เสียงของเยี่ยหยวนซีดังขึ้นมา ทำให้หลี่ลี่อิงรีบเปลี่ยนกิริยาของนางเป็นหญิงสาวที่อ่อนหวานขึ้นมา
“ไม่คิดว่าเสียงพิณของข้าจะรบกวนการฝึกซ้อมของท่าน ต้องขออภัยด้วย”
“ไม่ได้รบกวนเลยสักนิด เสียงพิณของเจ้าช่างไพเราะยิ่งนัก ยกเว้นตอนหลังที่ฟังดูแปลกหูไปหน่อย แต่ก็ให้ความรู้สึกเพลิดเพลินดี” เขากล่าวชมนาง
แท้จริงแล้วเยี่ยหยวนซีเดินมาแอบมองนางอยู่นาน เมื่อเทียบกับหญิงสาวอีกนาง หลี่ลี่อิงดูร่าเริงและมีความเป็นเด็กกว่าอยู่มาก แต่ก็ทำให้มีความสุขทุกครั้งที่อยู่ใกล้
“หากท่านไม่รังเกียจ เชิญนั่งพักที่นี่ก่อนสักครู่ ให้ข้าบรรเลงเพลงสักบทให้ท่านฟังจะได้หรือไม่” นางกล่าวเสียงนุ่มแล้วก้มหน้าอย่างเอียงอาย
เยี่ยหยวนซีจึงนั่งลงตรงข้ามกับนาง หลี่ลี่อิงเริ่มจับพิณขึ้นมาบรรเลงด้วยความเขินอายเล็กน้อย พยายามตั้งสติกับการใช้นิ้วของตน หัวใจเต้นแรงกับสายตาที่เขาจับจ้องมา
นัยน์ตาคมกริบของบุรุษหนุ่มจับจ้องมาที่นางจนตอนนี้แทบจะเล่นไม่เป็นจังหวะ แล้วในตอนนั้นเองสายพิณที่นางกำลังใช้นิ้วดีดสะบัดอยู่ก็ได้ขาดแล้วตวัดบาดนิ้วของนางเข้า
เยี่ยหยวนซีรีบขยับเข้าไปแล้วดึงมือของนางขึ้นมาดูบาดแผลทำให้หญิงสาวรู้สึกเขินอายยิ่งนัก
เสี่ยวชิงเห็นดังนั้นจึงรีบเดินมาดูนาง ทำให้เยี่ยหยวนซีต้องวางมือของนางลงแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าในแขนเสื้อของตนออกมา พันบาดแผลที่นิ้วของนางเอาไว้ด้วยการพันที่มือให้มั่นก่อนแล้วจึงห้ามโลหิตจากปลายนิ้วที่บาดลึกพอสมควร
หลี่ลี่อิงรู้สึกประทับใจยิ่งนัก ในขณะที่เสี่ยวชิงก็ยิ้มให้กับคุณหนูของตนที่เยี่ยหยวนซีดูจะห่วงใยนางมากถึงขนาดนั้น แต่แล้วรอยยิ้มของดรุณีน้อยก็ต้องลดลง เมื่อเห็นว่าผ้าเช็ดหน้าที่เขานำมาปิดบาดแผลให้แก่นางเป็นผ้าเช็ดหน้าที่หานหลิงหลิงเคยเอาขึ้นมาอวดลายปักดอกโบตั๋นที่แสนงดงามนั้น
“ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ท่านได้มาจากผู้ใด ลายปักสวยงามยิ่งนัก” นางแสร้งถามเหมือนไม่รู้
“หลิงหลิงเป็นคนให้ข้ามาเมื่อวันก่อน”
“ถ้านางรู้เข้าว่าท่านนำสิ่งของที่นางให้แทนใจมาทำแบบนี้นางคงจะรู้สึกเสียใจ”
“ไม่หรอก นางไม่ได้ให้ข้าเช่นนั้น วันก่อนข้าเผลอทำถ้วยน้ำชาแตกแล้วบาดมือเข้านางเลยใช้มันพันบาดแผลให้ข้า ข้าจึงพกติดตัวไว้เพื่อที่จะเอาคืนให้นางแต่ไม่คิดเลยว่าจะได้ใช้มันต่อ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดรุณีน้อยก็โล่งใจที่มันไม่ใช่ของดูต่างหน้าอย่างที่ตนเข้าใจในคราแรก
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะนำไปคืนนางเอง”
“เช่นนั้นข้าต้องรบกวนเจ้าแล้ว”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าต่างหากที่รบกวนท่าน” นางบอกเสียงหวานแล้วมองมือเขาที่ยังประคองมือของตนอยู่ ทำให้เยี่ยหยวนซีรีบชักมือกลับออกไปแล้วอมยิ้มเล็กน้อย
“เรื่องพิณเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะนำมันไปจัดการให้แก่เจ้าเอง” เยี่ยหยวนซีเสนอที่จะนำมันไปเปลี่ยนสายให้แก่นาง
“ท่านไม่ต้องลำบากเช่นนั้น”
“ข้าเต็มใจ” เยี่ยหยวนซีบอกเสียงนุ่มทำให้นางอมยิ้มอย่างเขินอายเล็กน้อย
“คุณหนูเข้าไปทำแผลในเรือนก่อนเถิดเจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงบอกนางเมื่อเห็นว่าโลหิตยังไม่หยุดไหลและซึมออกมาที่ผ้าปักลายสวยงามนั้น
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” นางย่อตัวเล็กน้อยอย่างไม่เป็นทางการนัก
ท่าทีดูอ่อนหวานเรียบร้อยของนางทำให้เยี่ยหยวนซีอมยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ
‘ปีนี้เจ้าก็ครบสิบแปดหนาวแล้วสินะลี่อิง หากเทียบกับตอนนั้นแล้วเจ้าช่างดูอ่อนหวานไม่ต่างจากหลิงหลิงเลยสักนิด’ บุรุษหนุ่มนึกในใจ มองตามหลี่ลี่อิงกับสาวใช้ของนางเดินจากไปด้วยสายตาที่รักใคร่เอ็นดู
สายตาของเขาในยามนี้ไม่แตกต่างจากที่ใช้มองหญิงสาวอีกนางที่ตนเองก็พึงใจไม่น้อยไปกว่ากัน
**********************
ในตอนกลางดึกเยี่ยหยวนซีได้มาฝึกรำดาบท่ามกลางแสงจันทร์ ท่วงท่าของเขานั้นดูหนักแน่น จับดาบอย่างมั่นคง ฟาดฟันไปยังอากาศตรงหน้าด้วยความฉับไวและแม่นยำ
หลังจากที่ฝึกฝนจนครบสามกระบวนท่าแล้วจึงหยุดพักแล้วมองไปยังดวงจันทร์บนท้องฟ้า
“อีกไม่นานข้าก็จะแก้แค้นให้แก่ท่าน ช่วยข้าให้ทำสำเร็จด้วยเถอะท่านปู่” บุรุษหนุ่มพึมพำออกมา
สักพักเขาได้ยินเสียงเหมือนมีคนกำลังฝึกการต่อสู้มาจากอีกฟากหนึ่งของกำแพง
“ตอนนี้สำนักคุ้มกันไม่มีคนอยู่แล้ว แล้วผู้ใดกันเล่ากำลังฝึกวิชาอยู่ในตอนนี้” เยี่ยหยวนซีไม่ปล่อยให้ตนเองสงสัยนาน
บุรุษหนุ่มตัดสินใจปีนป่ายกำแพงในฝั่งเรือนของตัวเองขึ้นไปแอบดูว่ามีใครกำลังฝึกวิชาอยู่ในบ้านสกุลหลี่ ภาพที่เขาเห็นคือชายหนุ่มรูปร่างบอบบางกำลังใช้มีดสั้นในการฝึกต่อสู้ในกระบวนท่าที่ว่องไว แม้จะมีแสงจันทร์สาดส่องแต่ก็มองเห็นหน้าไม่ชัด แต่เยี่ยหยวนซีมั่นใจว่าไม่เคยเห็นบุรุษผู้นี้มาก่อนแน่
ท่าทางการใช้มีดสั้นนั้นคล่องแคล่วเป็นอย่างมากจนนึกสงสัยว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ใดในสำนัก ในเมื่อหัวหน้าเฉินเคยกล่าวไว้ว่าส่วนมากแล้วจะเน้นการใช้ดาบในการต่อสู้แบบประชิดตัวมากกว่า
ในขณะที่เยี่ยหยวนซีมองอีกฝ่ายฝึกการต่อสู้อย่างสนใจอยู่นั้น เขาก็ต้องตกตะลึงที่บุรุษผู้นั้นขว้างมีดสั้นในมือไปยังเป้าเชือกที่ตั้งเอาไว้
หลี่ลี่อิงที่วันนี้แอบมาฝึกที่สวนหลังบ้าน นางยิ้มอย่างพอใจในผลงานของตนแล้วเดินไปหยิบมีดสั้นออกมาเก็บเอาไว้กับตัว นางรู้สึกได้ว่ามีคนจ้องมองนางอยู่ พอเยี่ยหยวนซีขยับตัวเหมือนจะกระโดดลงมา หลี่ลี่อิงจึงใช้ความว่องไวของตนเองในการหลบหนีเข้าไปยังเรือนของตน
แผ่นหลังของบุรุษน้อยผู้นั้นช่างคุ้นตาเขายิ่งนัก เยี่ยหยวนซีพิจารณาท่าทางเขาดูว่าไม่เหมือนผู้ร้าย จึงได้แต่สงสัยไม่กล้าตามเข้าไปเพราะไม่ควรเข้าไปในบ้านผู้อื่นในยามวิกาลเช่นนี้
“พรุ่งนี้ข้าคงต้องพูดเรื่องนี้กับท่านอาหลี่และหัวหน้าเฉินเสียแล้ว” บุรุษหนุ่มคิดเช่นนั้น ก่อนที่จะกระโดดลงจากกำแพงกลับไปยังเรือนของตนด้วยความกังขา
**********************