ตอนที่ 9 มีคนเอาเงินมาให้ถึงหน้าบ้านก็รับซิคะจะรออะไร
“คุณ เรื่องที่ดินที่บ้านในหมู่บ้านตงไห่เป็นอย่างไรบ้างเรียบร้อยดีหรือเปล่าคะ” หว่านชิงถามกับสามีเมื่อได้อยู่ในห้องโถงของบ้านหลังจากที่ทุกคนกินข้าวเย็นกันเรียบร้อยแล้ว
“เรียบร้อย คุณไม่ต้องเป็นห่วง ว่าแต่ลูกของเราไปไหนอย่างนั้นเหรอ หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จก็หายไปเลย” ซูป๋อถามกับภรรยาถึงลูกสาว
“ก็ไปคุยกับมู่หานยังไงล่ะคะ เพราะเรื่องที่ลูกเล่าให้เราฟังเธอยังไม่ได้บอกกับสามี” หว่านชิงได้ตอบข้อสงสัยของสามีออกมา
“ฮ่าๆ นี่ก็แสดงว่าครอบครัวอย่างพวกเราสำคัญเป็นที่หนึ่งในใจลูกใช่ไหมที่รัก” ซูป๋อหัวเราะพร้อมกับหันไปถามกับภรรยาคู่ทุกข์ของตนเสียงหวาน
ซึ่งก็ได้รับค้อนงามๆ จากภรรยาเข้าให้ เพราะพูดอะไรไม่รู้จักอายลูกและหลานที่ต่างหันมามองพวกเขา
“มู่ผิง มู่เฟย เอาขนมอีกไหม ป้าจะไปเอามาให้ หนูสองคนอยากกินอะไรบอกป้าทั้งสองคนได้เลยนะ” ฟางหรงและลี่มี่ถามเด็กน้อยที่นั่งเล่นอยู่กับตนด้วยความอ่อนโยน
“ขอบคุณค่ะ ครับ” เด็กน้อยได้แต่กล่าวขอบคุณออกมาเสียงเบาด้วยความเขินอาย
“มู่เฟยมาให้ลุงอุ้มหน่อยครับ ลุงจะดูว่าหนูตัวโตขึ้นบ้างหรือเปล่า” ซูเฉินได้เดินเข้ามาอุ้มหลานชายที่แสนจะขี้อายเอาไว้ในอ้อมแขน
“มู่ผิงคนดีมาหาลุงเร็ว ลุงมีตุ๊กตามาให้หนูด้วยนะ” ซูหยางก็หลอกล่อเด็กหญิงด้วยตุ๊กตาผ้าที่ภรรยาของเขาเย็บไว้หลายตัว
“สวยจังค่ะ ขอบคุณลุงรอง ป้ารอง” เด็กหญิงตัวน้อยกล่าวขอบคุณผู้ใหญ่ทั้งสองออกมาอย่างน่ารัก พร้อมกับกอดตุ๊กตาตัวน้อยในมือไม่ปล่อย
ส่วนมู่เฟยเองก็ได้หุ่นไม้แกะเป็นของเล่นเช่นกัน ซึ่งเป็นผลงานของลุงเล็กอย่างซูหลง เด็กน้อยผู้ไม่เคยมีของเล่นถึงกับยิ้มออกมาเต็มใบหน้าน้อยๆ
ยามนี้ภายในห้องนอนเดิมของซูเหยาทุกอย่างยังคงถูกจัดไว้เหมือนเดิมก่อนที่ซูเหยาจะแต่งงานไม่มีผิด เพราะคนในครอบครัวต่างรักเธอมาก
“คุณเชื่อในเรื่องที่ฉันเล่าให้ฟังหรือเปล่าคะ” ซูเหยาถามกับสามีในนามออกมาอย่างหวั่นใจ
“ผมเชื่อคุณ เพราะเรื่องแบบนี้ใครจะเอามาล้อเล่นได้อย่างแน่นอน และผมก็ดูจากการกระทำของครอบครัวของคุณ ผมจึงแน่ใจในคำพูดของคุณมากขึ้นไปอีก” มู่หานพูดออกมาอย่างหนักแน่น
“ก่อนที่เรื่องมันจะเกิด เราจะต้องเตรียมตัวยังไง คุณก็บอกกับผมมาได้เลย” มู่หานถามกับภรรยาที่เปลี่ยนไปจากเดิมของตน
ซึ่งเขารู้สึกว่าภรรยาคนนี้ของเขาช่างเป็นคนที่น่าสนใจมากทีเดียว หล่อนเข้มแข็งอ่อนโยนมีจิตใจดี แม้ว่าอาจจะดูแข็งๆ ไปบ้างกับเขาก็ตาม แต่เขาก็ชินกับท่าทางของหล่อนไปแล้ว
“มู่หาน” ซูเหยาเรียกสามีเสียงดัง “อะไรครับ คุณเรียกผมซะเสียงดังเชียว” มู่หานสะดุ้งที่ได้ยินเสียงเรียกจากภรรยาคนงาม
“ฉันเรียกคุณหลายครั้งแล้วนะคะ ไม่เห็นคุณตอบสักที ฉันบอกว่าในระหว่างที่เรารอสร้องบ้าน ฉันจะชวนพี่สะใภ้ทั้งสองคนไปขายของในตลาดค่ะ
ส่วนคุณก็ไปช่วยพ่อและพี่ๆ สร้างบ้าน ฉันจะเอาเด็กๆ ไปด้วย” ซูเหยาพูดออกมาถึงความตั้งใจของตน
“คุณจะไปขายที่ไหน แล้วขายอะไรหรือครับ” มู่หานถามภรรยาออกมาด้วยความสงสัย
“ขายน้ำเต้าหู้ ซาลาเปา ขนมจีบ หน้าสถานศึกษาค่ะ ฉันคิดว่าน่าจะมีคนซื้อเยอะอย่างแน่นอน และบ้านหลังนี้เองก็อยู่ไม่ไกลด้วย”
“น้ำเต้าหู้มันเป็นยังไง ขนมจีบหน้าตามันเป็นแบบไหนครับ ผมรู้จักแต่ซาลาเปา” มู่หานยังถามออกมาอย่างงุนงง
“เอาไว้พรุ่งนี้เช้า ฉันจะทำให้คุณกับครอบครัวของแม่กินค่ะ” ซูเหยาพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี
มู่หานเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของภรรยาเขาเริ่มรู้สึกใจเต้นแรงแปลกๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และเขาก็มองรอยยิ้มของภรรยาอย่างเผลอไผลต่อไป
เฮือก มู่หานถึงกับสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงปิดประตูห้องหลังจากที่ซูเหยาเดินออกไป เมื่อเขาได้รู้สึกตัวแล้วจึงได้เดินตามภรรยาของตนออกไปบ้างเช่นเดียวกัน
เช้าวันต่อมาทั่วทั้งห้องครัวในบ้านซูเวลานี้ต่างก็อบอวนไปด้วยกลิ่นหอมที่ลอยตามลมออกมา จนลอยออกไปถึงหน้าบ้านตามแรงลม
“กลิ่นอะไรหอมจัง จะเหมือนซาลาเปาก็ไม่คล้ายเสียทีเดียว” ชายร่างอ้วนผู้มีอันจะกินคนหนึ่งทำจมูกฟุดฟิดไปมา
“กลิ่นเนื้อ แม่ครับผมอยากกิน” เด็กน้อยที่อายุเจ็ดแปดขวบที่ได้เดินจูงมือมากับแม่พูดออกมาพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคอดังอึก
“เจ้าเด็กตะกละนี่” เสียงแม่เด็กกล่าวว่าลูกชาย พร้อมกับรีบจูงมือลูกของตนให้ออกจากบริเวณนี้ เพราะมันก็ทำให้เธอหิวเช่นกัน
คนในครัวบ้านซูยามนี้ ต่างก็พากันสูดเอากลิ่นหอมที่ได้มาจากซาลาเปาแป้งสีขาวนวลที่อวบนุ่ม พร้อมกับสิ่งที่เรียกว่าขนมจีบเข้าปอดกันยกใหญ่
โดยไม่ได้รู้เลยว่าหน้าบ้านของพวกเขาได้มีผู้มีอันจะกินทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ แม้แต่คนวัยชราได้พากันมายืนอออยู่เต็มหน้าประตูในเวลานี้
“เฒ่าซู อยู่ในบ้านหรือเปล่า” เสียงทุบประตูกับเสียงร้องเรียกที่ดังอยู่นอกบ้านแต่เช้า ได้ทำให้คนในบ้านซูที่กำลังลิ้มรสอาหารเช้าที่ซูเหยาทำถึงกับแปลกใจที่มีคนมาหาแต่เช้าตรู่
“มาแล้วครับ” ซูหลงรีบตะโกนตอบกลับคนด้านนอก พร้อมกับที่เขากำลังเปิดประตู
และเมื่อประตูบ้านของเขาเปิดออก ซูหลงก็ถึงกับผงะด้วยความตกใจ ที่เห็นผู้คนมากมายมายืนอออยู่หน้าบ้าน
“ทุกคนสวัสดีครับ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรกันหรือเปล่าครับ” ซูหลงถามออกมาด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น พร้อมกับคิดว่าเรื่องที่น้องสาวเขาพูดเมื่อวานคงไม่มีใครได้ยินใช่ไหม
ตอนนี้ฝ่ามือของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ รวมถึงหลังที่อยู่ภายในเสื้อที่เขาสวมอยู่ก็รู้สึกเปียกชื้นเหงื่อไม่น้อยเลยทีเดียว
“คือพวกเราได้กลิ่นหอมของอาหารลอยออกมาจากบ้านหลังนี้ ก็เลยอยากรู้ว่ามันคืออะไร กลิ่นมันถึงได้หอมหวนชวนกินขนาดนี้” ชายร่างอ้วนถามขึ้นมาพร้อมกับกลืนน้ำลายของตนไปด้วย
“อ๋อ คือน้องสาวของผมเธอเพิ่งจะลองทำอาหารเช้าแบบใหม่ให้พวกเรากินนะครับว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร เนื่องจากเธอตั้งใจจะทำไปขายที่หน้าสถานศึกษา” ซูหลงเมื่อรู้ว่าพวกเขามาด้วยเรื่องอะไรก็รู้สึกโล่งอก พร้อมกับรีบตอบคำถามออกมาอย่างรวดเร็ว
“แล้วตอนนี้ยังพอมีเหลือไหม ฉันจะขอซื้อ” ชายร่างอ้วนผู้ไม่ขาดเงินพูดออกมา พร้อมกับถูไม้ถูมือของตนด้วยความอยากกิน
ตอนนี้เมื่อคนด้านนอกได้ยินสิ่งที่ชายร่างอ้วนพูด พวกเขาก็ต่างตะโกนแข่งกันออกมาเสียงดัง เพราะเขาก็อยากจะลิ้มลองอาหารเช้าที่ว่านี้เช่นกัน
“พ่อว่าพ่อออกไปดูเองดีกว่า เจ้าซูหลงไปนานเสียจริง” ซูป๋อพูดขึ้นพร้อมกับลุกออกจากเก้าอี้ที่โต๊ะกินข้าว ที่เด็กน้อยกำลังกินซาลาเปาไส้หมูสับเห็ดหอมจนปากมัน
ซูป๋อเมื่อเขาเดินมาถึงหน้าบ้าน เขาเองก็ถึงกับตกใจกับสภาพที่เห็นเป็นอย่างมาก เพราะมีคนมากมายเหมือนกับกำลังแข่งประมูลอะไรบางอย่าง เพราะร้องตะโกนแข่งราคากันให้วุ่นวาย
“สวัสดีครับทุกคน พวกคุณมาที่บ้านผมกันแต่เช้ามีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ” ซูป๋อถามคนที่ยืนอยู่หน้าบ้านของตนในเวลานี้ออกมาด้วยความสุภาพ
“พวกเราอยากกินอาหารเช้าของบ้านคุณ พวกเรามีเงินอยากจะขอซื้อ” ชายร่างอ้วนที่เป็นแกนนำของทุกคนพูดออกมา พร้อมกับเสียงที่ร้องครวญครางดังออกมาจากท้องของเขา
“เอาอย่างนี้ดีไหมครับ พวกคุณรออยู่ตรงนี้กันสักครู่ เดี๋ยวผมกลับมา” ซูป๋อเมื่อได้รู้ต้นตอของการที่มีคนมาหน้าบ้านแล้วเขาก็ได้ก้าวเท้ายาวเดินเข้าไปในห้องอาหารบ้านของตนทันที
“ซูเหยา บ้านเรายังเหลือซาลาเปากับขนมจีบและน้ำเต้าหู้อยู่หรือเปล่า เพราะตอนนี้มีคนต้องการซื้อ” ซูป๋อรีบถามลูกสาวออกมาด้วยความรีบร้อน
“ห๊ะ! พ่อว่ามีคนมาขอซื้ออาหารเช้าของบ้านเราอย่างนั้นเหรอคะ อย่างนี้จะรออะไรล่ะคะ ก็ขายไปเลยสิคะพ่อ” ซูเหยาร้องขึ้นด้วยความตกใจในตอนแรก แต่เมื่อเธอคิดว่ามีคนเอาเงินมาให้ถึงบ้านก็ขายสิคะถูกไหมล่ะ
“พ่อคะ พ่อไปบอกกับคนที่ต้องการซื้อว่าให้รอสักครู่นะคะรับรองหนูมีพอให้กับทุกคนแน่นอน” ซูเหยาพูดออกมา
ดีนะที่เธอมีมิติ เพราะมิติที่ว่าใจร้ายก็ยังใจดีกับเธอบ้าง เธอเพิ่งได้รู้จากเจ้าของเสียงไร้อารมณ์ในมิติ ว่าถ้าเป็นของที่เธอลงมือทำเองจะสามารถเพิ่มได้จนถึงหนึ่งร้อยชิ้น
โดยเธอต้องใส่สินค้าในตะกร้ารอขาย แล้วหลังจากนั้นก็กดเพิ่มจำนวนเอา แต่ได้เพียงอย่างละร้อยชิ้นต่อวันเท่านั้น
ซึ่งแค่นี้มันก็ดีมากแล้ว สำหรับการที่เธอจะต้องอยู่ในยุคที่อดอยากแบบตอนนี้ที่กำลังจะเป็นปีอดอยากของแท้ในอีกหนึ่งปีข้างหน้าของจริง
ดังนั้นการขายอาหารเช้าหน้าบ้านจึงได้เกิดขึ้น โดยเธอได้สั่งให้มู่หานกับพี่ชายอีกสองคนไปช่วยกันยกโต๊ะยาวออกมาหน้าบ้าน
ส่วนเธอกับแม่และพี่สะใภ้ทั้งสอง ก็มาช่วยกันยกลังนึ่งซาลาเปาและขนมจีบ ส่วนหม้อน้ำเต้าหู้ได้พ่อเป็นคนช่วยยกออกมาให้
‘ว่าแต่น้ำเต้าหู้จะใส่อะไรกัน’ ซูเหยานิ่งคิดไปสักพัก เธอไม่แน่ใจว่าในห้างของเธอมีร้านไหนได้ขายสินค้าเกี่ยวกับแก้วไม้หรือเปล่า ลองคิดดูก็ไม่เสียหายนี่นา
“อาเหยา ลูกไปเอาแก้วไม้พวกนี้มาจากไหนกัน” หว่านชิงถามลูกสาวออกมาด้วยความตกใจ
“เจ้าแม่ซีหวังหมู่ท่านให้พรลูกมาค่ะ แต่ท่านบอกว่าให้ลูกพยายามด้วยตัวเองก่อนถ้าขาดเหลือจริงๆ ค่อยขอพรจากท่าน” ซูเหยาตอบแม่ออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง แต่ฝ่ามือนั้นชื้นเหงื่อไปหมดแล้ว
‘แถคะ นังเหยางานนี้ต้องแถอย่างเดียว ต้องเอาตัวรอดให้ได้ หวังว่าแม่ของเธอจะไม่คิดว่าเธอเป็นแม่มดแล้วให้คนมาจับเธอไปเผาหรอกนะ’ ซูเหยาคิดอย่างเหงื่อตก
“ขอบคุณเจ้าแม่ ขอบคุณที่กรุณาครอบครัวของลูก” เสียงของหวานชิงที่หันไปทางทิศตะวันตกพูดขึ้นพร้อมกับก้มหัวคำนับเจ้าแม่ซีหวังหมู่ไปด้วย
‘รอดตัวไปแล้วนังเหยา ต่อไปนี้จะต้องระวังให้มากกว่านี้เสียแล้ว’ ซูเหยาอดพูดกับตัวเองออกมาอีกครั้งไม่ได้พร้อมกับปาดเหงื่อบนหน้าผากเนียนของตน
“แม่ พวกเรารีบกันเถอะค่ะ หนูได้ยินเสียงคนเริ่มดังขึ้นอีกครั้งแล้ว” ซูเหยารีบพูดกับแม่ของตนที่กำลังยืนสงบนิ่งด้วยความศรัทธาต่อเจ้าแม่อยู่อย่างนั้น
“ช่วยเข้าแถวกันด้วยนะครับ/คะ แบ่งเป็นสองแถวเลยค่ะ/ครับ” เสียงเด็กหญิงและเด็กชายตัวน้อยช่วยกันบอกผู้คนที่ต้องการซื้ออาหารเช้าแสนอร่อยของแม่เลี้ยงกันอย่างแข็งขัน
“โอ้เด็กน้อยช่างขยันและน่ารักเสียจริง” ชายร่างอ้วนที่ยืนด้านหน้าเป็นคนแรก พูดชมเจ้าเด็กน้อยแสนน่ารักที่ตนเห็น
“มาแล้วค่ะ อาหารเช้าแสนอร่อยของบ้านซู ที่ทุกท่านอยากลิ้มลอง วันนี้มีน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ซึ่งเหมาะกับช่วงเวลาที่อากาศเริ่มเย็นแบบนี้
และหากท่านได้กินกับซาลาเปาขาวอวบนุ่มเข้าไปด้วยกัน หลังจากนั้นตบท้ายด้วยขนมจีบลูกโตสูตรลับเฉพาะของบ้านเรา
รับรองว่ามื้อเช้าของท่านจะเป็นมื้อที่พิเศษอย่างแน่นอน” ซูเหยาพูดชวนเชื่อออกมา พร้อมกับเปิดหม้อของน้ำเต้าหู้และฝาลังนึ่งซาลาเปาออก
“โอ้หอมมาก” ชายอ้วนที่อยู่ด้านหน้ารีบสูดเอากลิ่นหอมของซาลาเปาเข้าปอดของตนทันที
“แม่ค้าอาหารพวกนี้ขายยังไง” ชายอ้วนถามกับซูเหยาด้วยความสุภาพ แม้เขาจะอยากกินมากแค่ไหน เขาก็ต้องเก็บอาการเอาไว้ก่อนเมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงสาว
“ซาลาเปาไส้หมูสับเห็ดหอมลูกโตขายสองลูกหนึ่งเหมาค่ะ ขนมจีบสามลูกสองเหมา ส่วนน้ำเต้าหูขายแก้วละห้าเฟิน ถ้าครั้งต่อไปนำแก้วมาด้วย ก็เหลือสามเฟินค่ะ จะรับอะไรดีคะคุณลูกค้า” ซูเหยาถามกับลูกค้าด้วยน้ำเสียงสุภาพไพเราะ
“ราคาพอสมเหตุสมผลอยู่ เพราะแรงงานขั้นต่ำทุกวันนี้ในเมืองตกวันละห้าเหมาต่อวันเพียงเท่านั้น ยกเว้นพวกคนทำงานประจำ จะอยู่ที่ยี่สิบหยวนต่อเดือน
ผมเอาซาลาเปาหกลูก ขนมจีบหกลูก น้ำเต้าหู้หนึ่งแก้วเอามาลองกินดูก่อนครับ” ชายอ้วนสั่งกับแม่ค้าคนงาม ที่ตอนนี้ก็เริ่มหยิบของที่ลูกค้าส่งให้ทันที
ชายอ้วนรีบรับเอาของที่ถูกห่อกระดาษมาถือไว้พร้อมกับส่งเงินให้กับแม่ค้าคนงามตามราคาสินค้าที่ตนซื้อ
“รับเงินมาพอดีนะคะ ขอให้กินให้อร่อยค่ะ ลูกค้าท่านต่อไปเชิญค่ะ” เสียงหวานๆ ของซูเหยากล่าวขอบคุณลูกค้าพร้อมกับถามลูกค้าคนต่อไปทันที
ชายอ้วนเขาไม่ได้ไปไหนไกลจากแถวที่ยืนอยู่เลยสักนิดเพราะตอนนี้เขาได้หาที่วางห่อของกินในมือ พร้อมกับหยิบซาลาเปาขึ้นมากัดเป็นคำแรก
“อร่อย นี่มันอร่อยเกินไปแล้ว” ชายอ้วนพูดขึ้นมาอย่างเสียงดังหลังจากที่เขาได้กัดซาลาเปาคำแรกลงไป โดยที่มุมปากของเขายังมีความมันจากการกัดไส้ซาลาเปาที่อัดแน่นอยู่เลย
“โอ้ไส้แน่นมาก มีเห็ดหอมและต้อนหอมด้วย อืม ราคานี้คุ้มแสนคุ้ม” ชายอ้วนพูดชมในสิ่งที่ตนกินเข้าไปออกมา หลังจากนั้นเขาก็มองไปที่เจ้าขนมจีบตรงหน้าว่ามันควรกินยังไง
“คุณลุงครับ ลุงต้องจิ้มกับซอสเปรี้ยวสีดำแบบนี้รับรองมันอร่อยมาก” มู่เฟยตัวน้อยเมื่อเห็นคุณลุงที่พูดชมเขากำลังมองขนมจีบอยู่ เขาก็เลยเดินเข้ามาบอกกับลุงด้วยความหวังดี
ชายอ้วนเมื่อได้ยินที่เด็กน้อยหน้าตาน่าเอ็นดูพูดแบบนี้ เขาก็เลยลองทำตาม หลังจากจิ้มซอสที่ว่าแล้ว เขาก็เอาสิ่งนี้เข้าปากคำโต และหลังจากที่ฟันของเขากัดกระทบเข้ากับขนมจีบ
เขาก็ได้รับรู้ถึงความชุ่มฉ่ำของน้ำที่หมักอยู่กับเนื้อที่ถูกแป้งบางได้ห่อหุ้มเอาไว้ เขาหลับตาค่อยๆ เคี้ยวสิ่งที่อยู่ในปากอย่างช้าๆ
“อร่อยมาก พ่อค้าน้อยไว้ลุงจะมาอุดหนุนหนูทุกวันเลยนะ” ชายอ้วนพูดกับมู่เฟย พร้อมกับยิ้มออกมาด้วยความชอบใจ และหลังจากที่เขากินซาลาเปากับขนมจีบเข้าไปอย่างละลูก ตอนนี้น้ำเต้าหูก็เริ่มอุ่นๆ ทำให้เขาดื่มมันได้ง่ายขึ้น
“โอ้ยเจ้าน้ำขาวนี่ก็อร่อยเหมือนกัน คนบ้านนี้ช่างน่าอิจฉาเสียจริง เอาละพรุ่งนี้ผมจะมาอุดหนุนใหม่นะครับ ลุงไปก่อนนะ” ชายอ้วนเมื่อเขาได้กินสิ่งที่พอใจครบแล้ว เขาก็บอกลากับคนบ้านซูและเจ้าตัวน้อยมู่เฟย
ผู้คนที่ตอนแรกต่างลังเลในราคา ตอนนี้ก็ได้เลิกลังเลกันแล้วและก็หันมาสั่งอาหารเช้าตามชายอ้วนนั้นกันทุกคน
สมาชิกครอบครัวซูต่างก็ช่วยกันหยิบสินค้าที่ลูกค้าต้องการทันที จนลูกค้าคนสุดท้ายจากไป
ซูหลงก็เดินไปปิดประตู้หน้าบ้าน หลังจากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันคนละไม้ละมือล้างของเก็บของให้เรียบร้อย
ตอนนี้เหล่าสมาชิกทุกคนภายในบ้านได้มานั่งมองกองเงินที่อยู่ต่อหน้าพวกเขาในวันนี้กันแล้ว ด้วยความทึ่งกับการขายของที่ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง
“วันนี้แค่ช่วงเวลาเช้ายังไม่ถึงชั่วโมงเราขายได้เงินยี่สิบเอ็ดหยวนค่ะ” ซูเหยาเมื่อเธอนับเงินแล้วจึงพูดออกมาให้กับทุกคนได้ฟัง
คนในบ้านเมื่อได้ยินสิ่งที่ซูเหยาพูดเขาก็ตกใจออกมา ‘นี่มันเป็นรายได้ที่ได้มากกว่าแรงงานขั้นต่ำในเมืองตอนนี้เสียอีก ซูเหยาของพวกเขาช่างเก่งกาจเสียจริง’ พวกเขาต่างก็คิดเหมือนๆ กัน
