บทที่ 6
อีเมลถูกส่งถึงเขาในเวลาสี่โมงยี่สิบนาที เลขาของเขาบอกอ้อมแอ้มว่าหัวหน้าแผนกคนหนึ่งส่งใบประเมิณมาช้าเธอเลยส่งเลตนิดหน่อย เขาพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงนุ่ม
“ไม่เป็นไรครับ ผมบอกเวลาเผื่อไว้แล้ว”
“ค่ะ ส่วนเรื่องเรียกประชุมหัวหน้าแผนกต่างประเทศ บอสจะให้เรียกเมื่อไหร่คะที่เลื่อนรอบที่แล้วน่ะค่ะ”
“ก็เป็นสักวันมะรืนก็แล้วกัน มีต้องนัดลูกค้าตรวจปรู๊ฟงานก่อนผลิตด้วยใช่ไหมครับ? คุณนัดหรือยัง ลูกค้าสะดวกวันไหน”
“ให้คุณฉัตรเป็นคนนัดค่ะ เพราะเราต้องเข้าพบลูกค้าพร้อมกันค่ะ เขาอยากเจอทางท่านรองตรัยด้วย เพราะอยากจะผลิตทั้งในและนอกประเทศค่ะ อาจจะทำคนละแบบเรื่องแพ็กเกจ”
“ถ้าตัดได้ลูกค้าเจ้านี้ ผมจะมีโบนัสให้”
เขามองหน้าเธอ วลาลีเม้มปากนิดหนึ่งแล้วยิ้มให้เขาอย่างลังเล
“ขอบคุณมากค่ะ”
“คุณเป็นคนวิ่งเรื่องออกแบบ แล้วก็ช่วยประสานงานกับเซลล์และโรงงาน ถ้าลูกค้าสรุปว่างานผ่านและสั่งเราผลิต งานชิ้นนี้จะเป็นรายงานในส่วนการพิจารณาขึ้นเงินเดือนครับ”
“มันเป็นงานของลีอยู่แล้วน่ะค่ะ ลีก็ต้องทำเต็มที่ ขอบคุณนะคะ”
รอยยิ้มของวลาลีกว้างมากยิ่งขึ้น นัยน์ตาหลังกรอบแว่นนั้นเป็นประกายระยับ ผมของเธอยังคงยุ่งเล็กน้อยจากฝีมือของเขา...เธอจะรู้ไหมนะ ว่าเขาแอบฝากรอยจูบไว้สองสามรอยตรงหลังของเธอ
เพียงคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาไม่ถึงชั่วโมง อะไรบางอย่างของบอสหนุ่ม ก็ลุกตั้งคึกคักขึ้นมาอย่างห้ามไม่ไหว
“วันนี้คุณเอารถมาหรือเปล่า?”
จู่ๆ เขาก็ถามขึ้นแบบนั้น วลาลีขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วตอบออกไปโดยอัตโนมัติ
“เอามาค่ะ”
“รถผมส่งเข้าศูนย์”
เขาเอ่ยขึ้นมาลอยๆ แล้วก็มองนาฬิกาที่ข้อมือตนเอง
“เสร็จก็พรุ่งนี้...คุณลีไปส่งผมได้ไหมครับ?”
“คะ?”
มองเขาอย่างงงๆ บอสหนุ่มยิ้มเล็กน้อยที่มุมปากให้เธอ นัยน์ตาเขาอ้อนวอน...เหมือนเวลาที่เขาขอ...เธอ เล่นเอาวลาลีใจอ่อนยวบ ตอบกลับไปอย่างเผลอๆ
“ได้สิคะ”
“อีกยี่สิบนาทีเลิกงาน เรากลับพร้อมกันนะครับ”
ชยางกูรเอ่ยดังนั้น แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานของตนต่อ
อะไรของเขากันนะ?
แก้มของเธอเริ่มแดงก่ำ เขาให้เธอไปส่งแบบนี้ มันจะมีอะไรอีกหรือเปล่า?
เมื่อกี้ก็...
อยู่กับเขาแบบงงๆ มึนๆ ทีไร เขาจะต้อง ทำ มันทุกทีสิน่า
“แวะตรงฟู้ดสตรีทข้างหน้าหน่อยสิครับ”
เขาสะกิดเธอ เมื่อรถแล่นไปใกล้จะถึงจุดหมายที่เขาบอก คอนโดของเขาอยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศมากนักและอยู่ไม่ไกลจากคอนโดของเธอเช่นกัน เธอรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เพราะบางทีก็สั่งของออนไลน์ให้กับเจ้านาย ส่งถึงคอนโดเขา
“ได้ค่ะ”
เลี้ยวรถเข้าไปอย่างรวดเร็ว ตลอดทางเขาชวนเธอคุยเรื่องงาน มันทำให้วลาลีคลายหายเกร็ง เลิกคิดวนเวียนเรื่องต่ำกว่าท้องน้อยไปได้พักหนึ่งเลยทีเดียว
แปลกใจนิดหน่อยที่เขาให้มาส่ง แต่...เขาคงไม่ชวนเธอขึ้นคอนโดเขาหรอกน่า แล้วถ้าเขาชวนล่ะ? คงไม่หรอก เขาคุยเรื่องงานมาตลอดทางไม่คุยเรื่องอื่นเลยสักนิด
คิดวุ่นวายไปเอง?
หรือเปล่า?
มันซ้ำอีกรอบแล้วนะยัยลี แถมเบลอไปหมดตอนเขาทำ เขาจะต้องเป็นคนยังไงนะ นึกจะจับจะจูบจะทำก็ทำ ไม่มีเกริ่นนำถามอะไรเลย แล้วเธอต้องเป็นคนยังไงหนอ เขาจะจับจะจูบก็ยอมเคลิ้มตามเขาไปทุกท่วงท่า ไม่มีอิดออดเลย
แก้มร้อนวูบอย่างไม่ได้ตั้งใจเมื่อดันไปคิดถึง...เรื่องบนโซฟา เรื่องแบบนี้ไม่ต้องบนเตียงก็ได้เหรอ? เธอก็พึ่งรู้ตอนที่ได้ลองทำกับเขานี่แหละ
“คุณชอบกินไอศกรีมไหม?”
เจ้านายของเธอถาม เมื่อรถจอดสนิท วลาลีหันมองหน้าเขาแล้วพยักหน้า
“ชอบค่ะ”
“ราเม็งร้านนั้น มีไอศกรีมโฮมเมดอร่อยมาก”
เขาว่า เขาและเธอยังไม่ลงจากรถตอนนี้ วลาลีเห็นที่นี่บ่อย แต่ไม่เคยแวะเข้ามาสักที ราคาอาหารย่านนี้ค่อนข้างมีราคาสูงสักหน่อย มนุษย์เงินเดือนอย่างเธอแม้จะมีเงินเดือนพอสมควรไม่ถึงกับต้องปากกัดตีนถีบ แต่วลาลีมีภาระคือผ่อนคอนโดของเธอ เดือนละสองหมื่น และเงินที่กู้มาเรียนปริญญาโท เธอเลยจำกัดปริมาณการใช้เงินของตัวเอง อนุญาตให้ตัวเองตามใจปากได้เดือนละสองหน ไปเที่ยวต่างจังหวัดผ่อนคลายได้ปีละไม่เกินสามครั้ง ของบำรุงบำเรอตัวเองไม่เกินเดือนละหมื่น จัดสรรเงินอย่างรอบคอบ การเป็นเลขาผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแพ็กเกจจิ้งติดอันดับต้นๆ ของประเทศ ทำให้เธอมีเงินเดือนสูงพอสมควร วลาลีเลือกที่จะประหยัดอดออม รถก็ซื้อมือสองสภาพดีมาใช้เป็นรถคันแรก ทุ่มเทเงินไปกับที่อยู่อาศัยและความมั่นคงในอนาคต มากกว่าของฟุ่มเฟือยใดๆ
“บอสจะซื้อไปรับประทานที่คอนโดหรือคะ”
“จะลงไปกินตอนนี้แหละ คุณลงไปด้วยกันสิ เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”
“ขอบคุณค่ะ”
พนมมือไหว้เขาตามความเคยชิน เขาพยักหน้ารับไหว้เธอ แล้วชวนเธอลงจากรถ เขาถอดเสื้อสูทออกคลุมเบาะรถของเธอไว้ เหลือเพียงเสื้อเชิ้ต เขาปลดเนกไทลงต่ำ และปลดกระดุมลงต่ำด้วย จนเกือบจะเห็นแผงอกกว้างนั่น วลาลีแอบมองแล้วลอบกลืนน้ำลาย...เขาเซ็กซี่มาก แล้วต้องเบิกตากว้างนิดๆ เมื่อเห็นรอยเล็บของตัวเองที่หน้าอกของเขา!
อุ๊ย...ฉันเผลอไปข่วนบอสตอนไหนกันนะ
เหมือนจะคิดได้ เธอเลยก้มสำรวจตัวเอง โล่งใจที่ไม่มีร่องรอยอะไร วลาลีเม้มปาก แล้วมองคนใกล้ตัวที่เดินก้าวแบบรอเธอให้เดินไปด้วยกันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เขาบอก
ร้านนี้ตกแต่งไว้อย่างมีสไตล์ พบว่าไม่ได้มีเพียงราเม็งอย่างเดียว มันมีสเปเชียลซ่อนไว้ สำหรับลูกค้าพิเศษและบอส ของเธอก็คือลูกค้าพิเศษเขาจึงถูกเชฟพาเข้าไปในห้องลับ
“โอมากาเสะเลยเหรอคะ”
วลาลีทำตาปริบๆ มองบอสของเธออย่างตื่นๆ อาหารมื้อนี้ต้องหลักพันขึ้นแน่นอน หลายพันด้วย
“ครับ ติดอะไรหรือเปล่า? มีแพ้อาหารไหมครับ”
“ไม่แพ้อะไรหรอกค่ะ แต่ว่ามัน...”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ เพราะว่าผมขอให้คุณมาส่ง ถือว่าเป็นค่าจ้างขับรถมาส่งผมก็แล้วกัน” เขาพูดแบบนี้เธอก็จะไม่เกรงใจล่ะนะ
“มีสาเก มาจากญี่ปุ่นด้วยครับ รับด้วยไหมครับ”
เชฟถาม ชยางกูรพยักหน้า แล้วหันมาถามเธอ
“ดื่มกับผมสักนิดไหม?”
“พรุ่งนี้ต้องทำงานนะคะ บอส...”
เธอปรามเขา ชยางกูรหัวเราะเบาๆ แล้วบอกให้กับทางเชฟให้เริ่มเสิร์ฟอาหารมื้อพิเศษได้เลย
“นิดหน่อยไม่เมาหรอกครับ ผมไม่ใช่คนคออ่อน”
“เอ...แต่ลีเคยเห็นบอสเมานะคะ”
พูดไปแบบลืมคิด ก็หนนั้นแหละที่เธอเห็นเขาเมา มันเลยเกิดเรื่องนั้นขึ้น
ชยางกูรก็เหมือนจะรู้ตัวเหมือนกันว่า เขาทำเป็นเมา ให้เธอเห็นตอนไหน เขายิ้ม เป็นยิ้มแสนเจิดจ้าที่ทำให้เธอตาพร่าไปวูบ เขามีเสน่ห์อะไรแบบนี้กัน บอสของเธอมีเขี้ยวด้วย...ตาของเขาอ่อนแสงลง มองเธอแบบนั้นทำให้วลาลีแทบละลายกองเป็นของเหลว
“หนนั้นมีเหตุนิดหน่อยครับเลยดื่มเยอะไปนิดหน่อย”
“อ้อ...”
วลาลีกลืนน้ำลาย หันหน้ากลับไปทางเชฟที่เริ่มทำอาหารเสิร์ฟ และบรรยายเกี่ยวกับอาหารที่ทำไปด้วย ในแบบของเชฟ โอมากาเสะ
เธอไม่ยอมซักเขาต่อ อย่างที่เขาอยากให้ซัก ชยางกูรค่อยรินเติมสาเกให้เธอทีละนิดละหน่อย ไม่ยอมให้แก้วพร่อง อาหารรสชาติอร่อย เชฟช่างคุย วลาลีฟังเพลินกินเพลินไปเลย เธอว้าว มากกับปลาทูน่าครีบเหลืองและอูนิรสชาติดี หน้าตาของเธอทำให้ชยางกูรยกชิ้นของตัวเองให้เธอ บอกเธอว่าอิ่มแล้วยกให้ วลาลีถึงกับหันมาทำตาวิ้งใส่เขา มันเป็นสีหน้าที่น่ารักมาก...แบบที่เขาไม่เคยเห็น
เขาและเธอส่วนมากจะพบกันในเวลางาน แทบไม่เคยมีเวลาอื่น ความสนิทสนมมีพอประมาณ แต่ด้วยบุคลิกของเขา มันทำให้วลาลีไม่ได้สนิทกับเขามากมายในเรื่องส่วนตัว ไม่เหมือนชยันตรัยพี่ชายเขากับเลขาคู่ใจอย่างมยุรฉัตร
“เดี๋ยวผมขับรถเองครับ”
ชยางกูรว่าเมื่อออกมาจากร้านแล้ว วลาลีเดินเซน้อยๆ ใครจะไปคิดว่าสาเกจะทำให้แข้งขาพันกันได้ขนาดนี้ เธอกินเข้าไปกี่ขวดกันนะ?
“เอ่อ...ขอโทษนะคะ” เธอเงยหน้ามองเขาแล้วยิ้มตาเยิ้มใส่เจ้านายหนุ่ม
“ลีไม่ได้เมานะคะ พอขับรถไหวอยู่ค่ะ”
“อย่าดีกว่า ถึงจะแค่ไม่กี่แยก ผมขับเองไม่เสี่ยง”
“บอสดื่มไปตั้งหลายขวด ไม่เมาเลยหรือคะ?”
“นิดหน่อยครับ พอแค่เลือดลมกำลังไหลเวียนดี”
เขาหันมายิ้มนิดๆ ให้เธอแล้วจับแขนเธอให้สอดเข้าไปในแขนเขา บอกว่าให้จับเขาไว้เป็นหลัก วลาลีจับมันไว้ อุ่นวาบเข้าไปในหัวใจกับสัมผัสแบบนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาที่ทำงานด้วยกัน เธอเคยแต่ชื่นชมเขา มองเขาเหมือนกระต่ายหมายจันทร์ ไม่เคยคิดเกินเลยไปกว่าเลขาเจ้านาย...
“แล้ววันนั้นทำไม บอสถึงเมาได้”
เสียงหวานบ่นงึมงำ คนเมามักจะไม่โกหก เรื่องอะไรในใจมักจะพูดออกมา ชยางกูรก้มลงมองคนที่เกาะแขนเขาอยู่พลางยิ้มน้อยๆ แล้วเอ่ยออกมาเสียงนุ่ม
“มีเรื่องในใจ ก็เลยเมา”
“แล้วเข้าห้องผิดเป็นห้องลี”
เธอเงยหน้าขึ้นมาเป็นจังหวะที่เขายังคงก้มมองเธอมองเธอ ด้วยสายตาอ่อนโยน แล้วยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก สายตาสบกัน...คู่หนึ่งกำลังเผยความลับในใจ อีกคู่หนึ่งเยิ้มหวานไปด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์
“ครับ”
“เข้าไปแล้วทำไมไม่ออกมาล่ะ”
เสียงของเธอฟังดูเข้มขึ้น เหมือนกำลังหงุดหงิดโมโห ชยางกูรหัวเราะ งื้อ เธอเมาแน่ๆ เขาหัวเราะ บอสหัวเราะได้น่ารักมาก หล่อมาก หล่อจนใจเหลว
“ของแบบนี้เข้าแล้วออกมายากครับ ถึงรถแล้ว ขอกุญแจผมหน่อย เดี๋ยวผมขับเอง”
“เอ้า...แล้วลีจะกลับยังไง”
เธอถามเขา ชยางกูรเปิดประตูรถให้เธอ และรุนหลังให้เธอขึ้นไปนั่ง วลาลีพอได้นั่งก็โลกหมุนจนต้องเอนหลับไปกับเบาะหลัง เธอรู้ว่าเขาขึ้นมานั่งแล้ว จึงเอ่ยขึ้นมาทั้งหลับตาพริ้ม
“ถ้าถึงคอนโดบอสแล้ว เรียกรถให้ลีหน่อยนะคะ รถลีขอฝากไว้ที่คอนโดบอส พรุ่งนี้บอสก็ค่อยขับมาตอนเช้า”
เขาไม่ได้ตอบอะไรเธอ คนเมาหลับตาพริ้มเพราะเวียนหัว นานหนหรอกเธอจะปล่อยให้ตัวเองอยู่ในภาวะนี้ สาเกพาเธอเมาแบบไม่รู้ตัวจริงๆ
ชยางกูรรับหน้าที่คนขับ วันนี้เขาไม่ได้เมา...แต่คนเมาคือวลาลี และวันนี้เขาจะไม่ไปส่งเธอที่ห้องหรอก เขามีที่นอนให้เธอแล้ว
