บทที่1
เยี่ยนเว่ยฉือผู้เป็นหมอชันสูตรศพ นางไม่เคยคิดเลยแม้แต่ในฝันว่า วันหนึ่งตนจะถูกส่งไปสืบสายพันธุ์ [ให้บุรุษมีทายาท]
ใช่แล้ว หาใช่อื่นใดไม่ ก็เพื่อสืบสายพันธุ์!
เพื่อฝากสายเลือดสุดท้ายไว้ให้แก่ซ่างกวนซี ไท่จื่อที่ถูกปลดแห่งแคว้นจิ่วหลี ผู้ใกล้สิ้นลมหายใจ
เดิมทีนางคือหมอชันสูตรศพแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเจ็ด เพิ่งทะลุมิติมาได้เพียงหนึ่งชั่วยามก่อนเท่านั้น
ดวงวิญญาณยังผสานกับร่างใหม่นี้ไม่ทันสมบูรณ์ ก็ถูกจับสวมชุดเจ้าสาวผ้าหยาบ ๆ แล้วหามส่งเข้าคุกหลวงเสียแล้ว
“เชิญเถิดพ่ะย่ะค่ะ ไท่จื่อกำลังคอยท่านอยู่ภายใน!”
เสียงขันทีแหบแหลมแฝงเย้ยหยันดังอยู่ข้างหู
เยี่ยนเว่ยฉือเงยหน้ามองห้องขังเบื้องหน้า ก็เห็นในคุกกว้างนั้นมีเพียงเงาร่างชุดขาวผู้หนึ่ง ขดตัวอยู่บนกองหญ้าแห้ง
เขานั่นหรือ คือโอรสของฮองเฮาองค์ก่อน ไท่จื่อผู้ถูกปลด ซ่างกวนซี?
ยังไม่ทันให้นางคิดให้ถี่ถ้วน ก็รู้สึกแรงผลักมหาศาลมาจากด้านหลัง
เปรี้ยง!
นางถูกผลักกระเด็นเข้าไปในคุกทันที
ก๊องแก๊ง! ฉับ!
ประตูห้องขังถูกลงกลอนจากด้านนอก ขันทียืนอยู่หน้าคุก เอ่ยขึ้นเสียงเรียบว่า
“เจ้าเหลือเวลาเพียงสองชั่วยาม จะอยู่หรือตาย ก็แล้วแต่เจ้าจะสามารถฝากเชื้อสายของไท่จื่อไว้ได้หรือไม่”
เยี่ยนเว่ยฉือยืนอยู่ ณ ที่ห่างจากซ่างกวนซีมากที่สุด มองบุรุษเบื้องหน้าซึ่งลมหายใจรวยรินอย่างประหม่าเล็กน้อยในสีหน้า
ใกล้จะสิ้นใจปานนี้แล้ว ยังจะทำเรื่องเช่นนั้นได้อีกหรือ?
“ยังไม่เข้ามารับใช้อีกหรือ?”
ซ่างกวนซีพลันเปล่งเสียงแหบพร่าขึ้น ทำเอาเยี่ยนเว่ยฉือสะดุ้งหายใจติดขัด
เพียงเห็นเขาค่อย ๆ พลิกกายหันหน้ามาทางนาง
ยามนี้ซ่างกวนซีผมเผ้ายุ่งเหยิง หนวดเครารกครึ้ม บนใบหน้าหาเค้าเดิมที่เลื่องลือว่าเป็นบุรุษรูปงามอันดับหนึ่งของแคว้นจิ่วหลีไม่เจอแม้แต่น้อย
มีเพียงดวงตาคู่นั้นเท่านั้น ที่ยังคงส่องแสงเจิดจ้าจนน่าหวั่นใจ
ซ่างกวนซีจ้องเยี่ยนเว่ยฉือ เอ่ยเสียงเย็นเฉียบว่า
“แม้ตัวข้าอัปยศตกต่ำถึงเพียงนี้ ก็ยังไม่ถึงคราให้หญิงหนึ่งมาดูแคลน”
ซ่างกวนซีสะบัดมือใหญ่ทีหนึ่ง เยี่ยนเว่ยฉือก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงอันรุนแรง สายตาพร่าไปครู่เดียว ร่างของนางก็ถูกดูดเข้าไปหาเขา
ปัง!
เสียงกระแทกดังสนั่น เยี่ยนเว่ยฉือร่วงลงตรงอ้อมอกของซ่างกวนซี กลิ่นคาวเลือดคลุ้งเข้าจมูก ทำเอาใบหน้านางเปลี่ยนสีในบัดดล
นางยันฝ่ามือลงบนบ่าของซ่างกวนซี พยายามนั่งตัวตรง พลางถามด้วยเสียงขุ่น
“ท่านคิดจะทำอะไร?”
สองมือของซ่างกวนซีรัดเอวของนางไว้ หัวเราะเยาะเบา ๆ
“เจ้าเล่าคิดว่ามาทำอะไรที่นี่?”
เยี่ยนเว่ยฉือไม่ได้คิดเลอะเทอะ เพียงเอ่ยต่ออย่างจริงจังว่า
“ตัวท่านมีบาดแผลมากมายเช่นนี้ กลับยังให้ข้าทับอยู่ด้านบน เช่นนี้ไม่เท่ากับไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ?”
เพียงคำเดียว กลับทำให้ซ่างกวนซีถึงกับนิ่งไป
เขานึกว่าหญิงสาวตรงหน้าจะโกรธเคืองอากัปกิริยาหยาบคายของตน ที่ไหนได้ นางกลับเอ่ยด้วยวาจาเจือความห่วงใยก่อนเลยเช่นนี้
เยี่ยนเว่ยฉือรู้สึกว่าฝ่ามือของตนสัมผัสความเหนียวเหนอะ จึงรีบยกมือขึ้นดู แล้วก็เป็นดังคาด
ตำแหน่งที่นางกดลงไปเมื่อครู่นี้พอดีกับบาดแผลของซ่างกวนซี ฝ่ามือจึงเต็มไปด้วยโลหิตสด ๆ
หัวใจนางกระตุกวูบ โดยสัญชาตญาณรีบฉีกสาบเสื้อของซ่างกวนซีออก ตรวจดูบริเวณเหนือกระดูกไหปลาร้า
ตรงนั้นมีรูบาดแผลลึกมองไม่เห็นก้นอยู่สองรู
ม่านตาของเยี่ยนเว่ยฉือหดตัวแน่น เอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตน
“ตะขอกระดูกไหปลาร้า? พวกมันถึงกับใช้โทษทรมานเช่นนี้กับท่าน?”
ซ่างกวนซีมองหญิงสาวที่กำลังคร่อมอยู่บนร่างตน จ้องแน่นลงไปที่หน้าอกตนเอง ก็พลอยรู้สึกกระอักกระอ่วนโดยไม่รู้ตัว
เขายื้อเสื้อคลุมคืนมาปิดอย่างแรง พูดเสียงไม่สบอารมณ์
“มองอะไรนักหนา!”
เยี่ยนเว่ยฉือชะงักเล็กน้อย ก่อนหลุดหัวเราะเบา ๆ
“โธ่ เมื่อครู่ใครกันเล่าเป็นคนดึงข้ามา? ตอนนี้ถึงได้มาทำอาย ช้าไปสักหน่อยหรือไม่?”
“เจ้า…” ซ่างกวนซีอยากด่านางเข้าให้
ทว่าเมื่อนึกถึงว่าตนก็เป็นคนใกล้ตายอยู่แล้ว ยังจะคิดโกรธให้เปลืองแรงไปใยเล่า
เยี่ยนเว่ยฉือปรายตามองซ่างกวนซีตั้งแต่หัวจรดเท้า เห็นเขาไม่พูดไม่จา นางจึงเอ่ยขึ้นเองอย่างยียวนว่า
“ว่ากันด้วยกำลังภายใน ข้าสู้ท่านไม่ได้ แต่ ณ ยามนี้ว่ากันด้วยกำลังกาย ท่านต่างหากที่สู้ข้าไม่ได้ เช่นไรดีเล่าไท่จื่อ ท่านจะทานไหวหรือไม่กัน?”
นางเลิกคิ้วเย้ยหยัน ทำเอาซ่างกวนซีขบกรามแน่น
“ลงจากตัวข้าเสียดี ๆ เดี๋ยวนี้เลย!”
เยี่ยนเว่ยฉือหาได้สะทกสะท้านไม่ แค่นหัวเราะ
“จะให้ลงอย่างนั้นหรือ? วันนี้ข้าหากเอาเชื้อสายของท่านกลับไปไม่ได้ก็มีแต่ตายสถานเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ แทนที่ข้าจะต้องตาย ให้ท่านเป็นฝ่ายตายแทนไม่ดีกว่าหรือ? วางใจเถอะ ข้าชำนาญเรื่องนี้นัก ย่อมทำให้ท่านถึงสวรรค์จนแทบตายเป็นแน่!”
