บทนำ 1
บทนำ 1
ปลายฤดูใบไม้ร่วง รัชศกหย่งผิงปีที่สิบสอง เมฆฝนสีหม่นกดต่ำเหนือเมืองหลินโจวมาตั้งแต่ยามเซิน ลมจากแม่น้ำพัดลอดแนวกำแพงเมือง เขย่ากิ่งไห่ถังจนใบแห้งปลิวเกลื่อนตรอกหิน เมื่อแสงสุดท้ายจมหาย เสียงฝนเม็ดแรกก็ตกกระทบหลังคากระเบื้องของจวนสกุลไป๋ ประหนึ่งมีผู้โปรยเม็ดถั่วนับพันลงมาจากฟ้า
ภายในเรือนชิงอวี้ โคมแปดเหลี่ยมใต้ชายคาแกว่งไปตามแรงลม แสงสีเหลืองสั่นไหวอยู่หลังม่านฝน ทว่าความเคลื่อนไหวเหล่านั้นยังไม่อาจกลบเสียงร้องของทารกซึ่งดังแว่วมาจากห้องด้านใน
เสียงนั้นแหบเล็กลงทุกขณะ
“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ คุณหนูน้อยคงหิวแล้ว”
ชิงหลัวอุ้มร่างเล็กในผ้าห่อตัวสีแดงหม่น ยืนรออยู่หลังฉากกั้นด้วยสีหน้าร้อนรน เด็กน้อยเพิ่งลืมตาดูโลกได้สามเดือน ใบหน้าเท่าฝ่ามือแดงก่ำเพราะร้องไห้มานาน กำปั้นเล็กกำชายผ้าแน่น ริมฝีปากอ้าไล่หาน้ำนมตามสัญชาตญาณ
สตรีซึ่งนั่งอยู่หน้าคันฉ่องกลับไม่หันมามอง
เจิ้งซีเยวี่ยสวมอาภรณ์ตัวในสีขาว ผมดำยาวสยายลงกลางแผ่นหลัง ใบหน้าที่เคยอิ่มเอิบยามแรกแต่งเข้าจวนไป๋ เวลานี้ซีดเซียวจนแทบไม่มีสีเลือด ใต้ดวงตาปรากฏรอยคล้ำลึก ริมฝีปากแห้งแตก ทว่ามือข้างหนึ่งยังคงกำปิ่นหยกไว้แน่น ราวกับวัตถุชิ้นนั้นเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยยึดสติของนางไม่ให้แตกสลาย
บนโต๊ะเครื่องแป้งมีถ้วยยาสีครามวางอยู่ กลิ่นหวานไหม้ลอยปะปนกับกลิ่นฝนและควันตะเกียง ตะกอนสีคล้ำเกาะเป็นวงอยู่ข้างถ้วย ยาถูกยกเข้ามาตั้งแต่หนึ่งเค่อก่อน แต่ซีเยวี่ยเพียงจิบไปครึ่งหนึ่งแล้วปล่อยให้เย็นชืด
นางจ้องเงาของตนในคันฉ่อง หากแต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นภาพบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ระเบียงตะวันตกเมื่อสองวันก่อน ข้างกายเขามีหญิงสาวในอาภรณ์สีจันทร์ มือของคนทั้งคู่เกือบแตะกันยามรับส่งม้วนกระดาษ
ภาพนั้นติดอยู่ในหัว ไม่ว่านางจะหลับตาหรือลืมตาก็ยังเห็นชัด
“เขากลับมาหรือยัง” ซีเยวี่ยถาม เสียงแหบพร่าราวกับผ่านการร่ำไห้มาทั้งคืน
ชิงหลัวชะงัก ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “บ่าวให้คนเฝ้าประตูหน้าไว้แล้วเจ้าค่ะ คุณชายใหญ่ยังไม่กลับจากร้านผ้า”
“โกหก”
ปิ่นหยกถูกกระแทกลงบนโต๊ะดังกรอบ เส้นร้าวแล่นจากหัวปิ่นไปถึงปลายแหลม ชิงหลัวสะดุ้ง เด็กในอ้อมแขนพลอยร้องดังขึ้นอีกครั้ง
ซีเยวี่ยหันขวับ “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ เขาไม่ได้อยู่ร้านผ้า เขาไปหาชวี่อิงเหนียง!”
“ฮูหยินน้อย คุณชายใหญ่ไปตรวจคลังตะวันออกจริง ๆ เจ้าค่ะ พ่อบ้านเป็นผู้มารายงานเอง ส่วนคุณหนูชวี่”
“หุบปาก!”
ถ้วยยาบนโต๊ะถูกแขนเสื้อกวาดตกพื้น เครื่องลายครามแตกกระจาย น้ำยาสีน้ำตาลเข้มไหลซึมไปตามร่องอิฐ กลิ่นหวานไหม้พลันเข้มขึ้นจนชิงหลัวรู้สึกวิงเวียน นางรีบถอยครึ่งก้าวเพื่อไม่ให้เศษกระเบื้องบาดเท้าคุณหนูน้อย
ซีเยวี่ยหอบหายใจ มือทั้งสองสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ความคิดประหนึ่งฝูงแมลงปีกแข็งบินชนอยู่ในกะโหลก ทุกครั้งที่พยายามบอกตนว่าไป๋เหิงจื้ออาจกำลังทำงาน เสียงหนึ่งกลับตะโกนซ้ำว่าบุรุษผู้นั้นเบื่อหน่ายนางแล้ว เขารอเพียงวันที่จะผลักนางออกจากจวน แล้วพาสตรีอ่อนโยนผู้นั้นเข้ามาแทนที่
“อุ้มนางออกไป”
ชิงหลัวมองทารกในอ้อมแขน ก่อนมองนายหญิง “แต่คุณหนูน้อยยังไม่ได้กินนมตั้งแต่ยามอู่ แม่นมหลิวก็”
“ข้าบอกให้อุ้มออกไป!”
เสียงตวาดทำให้เด็กน้อยสะดุ้งสุดตัว แล้วเสียงร้องกลับเงียบลงอย่างน่ากลัว ริมฝีปากเล็กสั่นระริก ดวงตาซึ่งมีน้ำตาคลอเบิกมองไปยังทิศที่มารดานั่งอยู่ ราวกับยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดอ้อมแขนซึ่งควรอบอุ่นที่สุดจึงผลักไสตนครั้งแล้วครั้งเล่า
ชิงหลัวกัดริมฝีปาก กลั้นน้ำตาไว้พลางก้มศีรษะ “เจ้าค่ะ”
นางกำลังจะหมุนตัว เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังมาจากระเบียงด้านนอก บ่าวหน้าประตูยังไม่ทันขาน ร่างสูงในอาภรณ์สีดำก็ยกม่านก้าวเข้ามา กลิ่นฝนเย็นติดมากับเสื้อคลุม บนบ่ากว้างมีหยดน้ำเกาะพราว
ไป๋เหิงจื้อหยุดอยู่ตรงธรณีประตู
สายตาของเขาเคลื่อนผ่านเศษถ้วยยา มาหยุดที่เด็กน้อยซึ่งร้องจนหมดแรงอยู่ในอ้อมแขนชิงหลัว แล้วจึงมองภรรยาผู้ยืนตัวสั่นข้างโต๊ะเครื่องแป้ง
ความเงียบเพียงชั่วอึดใจกลับหนักยิ่งกว่าสายฝนภายนอก
“พาคุณหนูน้อยไปหาแม่นม” เขาเอ่ย
ชิงหลัวลังเล นางปรายตามองซีเยวี่ย เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่กล่าวสิ่งใดจึงรีบอุ้มเด็กออกไป เสียงร้องค่อย ๆ ห่างจากห้อง กระทั่งเหลือเพียงเสียงฝนกระทบหน้าต่าง
ซีเยวี่ยมองสามีไม่วางตา “ท่านไปที่ใดมา”
“คลังตะวันออก”
“ผู้ใดอยู่กับท่าน”
เหิงจื้อปลดเสื้อคลุมส่งให้บ่าวชายซึ่งตามมาด้านหลัง สีหน้าของเขาเรียบนิ่ง หากแต่ปลายนิ้วที่กุมสายรัดเสื้อแน่นขึ้นเล็กน้อย “พ่อบ้านเฉา หลงจู๊ซุน และคนงานอีกสิบกว่าคน”
“ไม่มีชวี่อิงเหนียงหรือ”
“ไม่มี”
คำตอบกระชับควรทำให้ความสงสัยลดลง ทว่าในอกของซีเยวี่ยกลับร้อนราวมีผู้เทน้ำมันลงบนถ่านแดง ยิ่งเขาสงบนิ่ง นางยิ่งรู้สึกว่าตนกำลังถูกหลอก ยิ่งเขาปฏิเสธ นางยิ่งเห็นภาพหญิงสาวในอาภรณ์สีจันทร์ยืนเคียงข้างเขาชัดขึ้น
นางก้าวเข้าไปคว้าแขนเสื้อเขา “เช่นนั้นเหตุใดเมื่อสองวันก่อนนางจึงอยู่กับท่านที่ระเบียงตะวันตก เหตุใดจึงส่งจดหมายให้กัน เหตุใดคนของนางจึงเข้าออกจวนนี้ได้ตามใจ!”
