จากสาวใช้ก้นครัว สู่เศรษฐีหมื่นตำลึงทอง

46.0K · จบแล้ว
มาตารดา.
28
บท
3.0K
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

โอวหยางรั่วซี นักวิจัยอาหารระดับโลก ผู้มองทุกเมนูเป็นสมการเคมี ต้องจบชีวิตลงและตื่นขึ้นในร่างสาวใช้ผอมแห้งแรงน้อยในยุคโบราณ! ไม่มีระบบวิเศษ ไม่มีพรสวรรค์ติดตัว มีเพียงมันสมองและสองมือที่จะพลิกฟื้นชีวิต จากเศษกระดูกหมูไร้ค่า นางเนรมิตเป็นซุปทองคำ... จากเนื้อสัตว์ป่าเหม็นสาบ นางเปลี่ยนเป็นเมนูรสเลิศด้วยปฏิกิริยาเคมี! อาหารของนางไม่เพียงแค่อร่อย แต่ยังรักษาโรคและเยียวยาจิตใจ ทว่าอุปสรรคชิ้นใหญ่ไม่ใช่เตาไฟ แต่เป็น เฮ่อเหลียนอี้เฉิน เถ้าแก่โรงรับจำนำปากร้าย (แถมลิ้นตายด้าน) ที่คอยจับผิดนางทุกฝีก้าว... "แม่นาง อาหารจานนี้รสชาติพอใช้ แต่ข้าให้เจ้าผ่านเพราะเห็นแก่ความแปลกใหม่หรอกนะ" หึ! ปากบอกพอใช้แต่กินจนเกลี้ยงจาน... คอยดูเถอะ ข้าจะใช้ "วิทยาศาสตร์" ปรุงรสรักให้ท่านหลงจนโงหัวไม่ขึ้น แล้วกอบโกยเงินตำลึงทองมาเป็นของข้าให้หมด!

นิยายจีนโบราณนางเอกเก่งรักหวานๆข้ามมิติเศรษฐีจีนโบราณต่างโลกนิยายย้อนยุคคนธรรมดาฟินๆ

บทนำ: สมการที่ผิดพลาดในถ้วยแกง

บทนำ: สมการที่ผิดพลาดในถ้วยแกง

กลิ่น... มันไม่ใช่กลิ่นหอมกรุ่นของทรัฟเฟิลที่ถูกฝานบางๆ ลงบนพาสต้าเส้นสด และไม่ใช่กลิ่นหอมไหม้อ่อนๆ ของสเต๊กเนื้อวากิวระดับ A5 ที่เกิดปฏิกิริยา Maillard Reaction อย่างสมบูรณ์แบบ

แต่มันคือกลิ่นเหม็นหืนของน้ำมันหมูคุณภาพต่ำ กลิ่นไหม้ของฟืนชื้นๆ และกลิ่นเปรี้ยวเน่าของผักที่เริ่มทำปฏิกิริยาออกซิเดชัน

‘โอวหยางรั่วซี’ ขมวดคิ้วทั้งที่ยังหลับตา ความทรงจำสุดท้ายคือแสงสว่างวาบจากเหตุการณ์ระเบิดในห้องแล็บวิจัยอาหารระหว่างที่เธอกำลังทดลองการสกัดสารให้ความหวานชนิดใหม่... แล้วทำไมเธอถึงมาตื่นขึ้นท่ามกลางกลิ่นที่ผิดหลักสุขาภิบาลอาหารอย่างรุนแรงขนาดนี้?

"นังตัวดี! ยังไม่รีบตื่นอีกหรือ! คิดจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงเมื่อไหร่!"

เสียงตวาดแหลมสูงดังขึ้น พร้อมกับแรงกระแทกที่สีข้าง รั่วซีสะดุ้งเฮือก ลืมตาโพลงขึ้นมาทันที

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ใช่ห้องแล็บสีขาวสะอาดตา แต่เป็นห้องครัวมืดทึบที่เต็มไปด้วยคราบเขม่าควัน ผนังดินกะเทาะร่อน และสตรีวัยกลางคนรูปร่างท้วมในชุดจีนโบราณเนื้อหยาบที่กำลังยืนทเท้าเอวถลึงตาใส่เธอ

"มองอะไร! รีบลุกขึ้นมาจุดเตาเดี๋ยวนี้ ฮูหยินรองอยากกินโจ๊กหมูสับ ถ้าเจ้าทำช้าประเดี๋ยวจะได้กินไม้เรียวแทนข้าว!"

รั่วซีก้มลงมองมือตัวเอง... มันไม่ใช่มีมือเรียวสวยที่จับแต่หลอดทดลองและมีดเชฟราคาแพง แต่มันคือมือที่หยาบกร้าน เต็มไปด้วยรอยแผลเล็กๆ และผอมแห้งจนเห็นกระดูก

ความทรงจำสายหนึ่งไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับน้ำป่า ยุคสมัยราชวงศ์ถัง... จวนสกุลหลี่... สาวใช้ก้นครัวชื่อเดียวกับเธอ... เด็กสาวกำพร้าที่ถูกโขกสับจนร่างกายทนไม่ไหวและสิ้นใจไปเมื่อครู่นี้

‘ให้ตายสิ... ทะลุมิติมาทั้งที ขอเป็นฮูหยินหรือคุณหนูผู้ร่ำรวยไม่ได้หรือไง ทำไมต้องมาเป็นแรงงานขั้นต่ำที่ขาดสารอาหารแบบนี้ด้วย’ รั่วซีบ่นในใจ พยายามยันกายลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก ท้องไส้ของเธอบิดเกร็งด้วยความหิวโหย

"เอ้านี่! ส่วนแบ่งของเจ้า รีบกินแล้วรีบทำงาน!"

ชามดินเผาบิ่นๆ ถูกกระแทกลงตรงหน้า ในนั้นมีน้ำแกงใสแจ๋วที่มีวิญญาณผักลอยฟ่องอยู่สองสามชิ้น กับข้าวสวยที่ดูแข็งกระด้างและมีสีเหลืองคล้ำ

รั่วซีมองอาหารในชามแล้ววิเคราะห์โดยสัญชาตญาณนักวิจัย "ข้าวเก่ายางน้อยที่มีความชื้นต่ำเกินไป หุงด้วยไฟแรงจนเม็ดข้าวแตก... ส่วนน้ำแกงนี่... สีขุ่นคลั่กเพราะใส่ผักลงไปต้มพร้อมน้ำเดือดจัดจนคลอโรฟิลล์ถูกทำลาย แถมยังมีกลิ่นตุๆ ของแบคทีเรียที่เริ่มเจริญเติบโต..."

นี่มันไม่ใช่ 'อาหาร' ในทางโภชนาการ... นี่มันคือ 'ขยะ' ชัดๆ!

"ข้าไม่กิน" รั่วซีตอบเสียงแหบแห้ง แต่แววตามุ่งมั่น

หญิงร่างท้วม หรือ 'แม่ครัวใหญ่หวัง' หัวเราะเยาะ "ดี! อวดดีเข้าไป! ถ้าไม่กินก็ไสหัวไปทำงาน อย่าหวังว่าข้าจะเก็บไว้ให้!"

รั่วซีไม่สนใจคำขู่นั้น เธอพยุงร่างผอมโซเดินไปที่โต๊ะเตรียมวัตถุดิบ สายตาเหลือบไปเห็นกอง 'ของเหลือทิ้ง' ที่วางกองรวมกันอยู่ในตะกร้าสานรอเอาไปเทให้สุนัขกิน มันคือ 'กระดูกคาตั๊ง' (กระดูกหน้าแข้งหมู) ที่ถูกเลาะเนื้อออกจนเกลี้ยง และ 'หัวไชเท้าเหี่ยวๆ' ที่ผิวแห้งจนย่น

ดวงตาของอดีตนักวิจัยอาหารเป็นประกายวาวโรจน์

คนยุคนี้อาจมองว่ามันเป็นขยะไร้ค่า แต่สำหรับโอวหยางรั่วซี... กระดูกคาตั๊งคือแหล่งของ คอลลาเจน และ ไขกระดูก ชั้นดีที่ให้รสหวานล้ำลึก หากรู้วิธีดึงรสชาติของมันออกมา และหัวไชเท้าเหี่ยวๆ นั่น... ความหวานของมันไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่น้ำระเหยออกไป ทำให้รสชาติเข้มข้นขึ้นต่างหาก!

"แม่ครัวหวัง..." รั่วซีเอ่ยขึ้น มุมปากยกยิ้มจางๆ "ท่านบอกว่าฮูหยินรองเบื่ออาหารใช่หรือไม่?"

"ก็ใช่น่ะสิ! รสปากฮูหยินยากจะเอาใจ ข้าทำโจ๊กไปสามรอบแล้วก็ถูกตีกลับมาหมด!"

"ถ้าเช่นนั้น... ข้าขอใช้เตาใบเล็กนั่นได้หรือไม่ ข้ามีวิธีทำให้ฮูหยินรองเจริญอาหาร... แลกกับข้าวสวยดีๆ หนึ่งถ้วยและเนื้อหมูหนึ่งชิ้นสำหรับมื้อเย็นของข้า"

แม่ครัวหวังมองเด็กสาวอย่างดูแคลน "น้ำหน้าอย่างเอ็งเนี่ยนะ? จะทำอะไรได้นอกจากต้มน้ำล้างชาม?"

"ก็ลองดูสิเจ้าคะ... อย่างไรเสีย ถ้าข้าทำพลาด ท่านก็แค่โบยข้า แต่ถ้าข้าทำสำเร็จ... ท่านจะได้รับความดีความชอบจากฮูหยินรองเต็มๆ"

ข้อเสนอนั้นหอมหวานเกินกว่าจะปฏิเสธ

รั่วซีเดินไปหยิบกระดูกหมูท่อนนั้นขึ้นมา แววตาของเธอเปลี่ยนไป... ไม่ใช่แววตาของสาวใช้ผู้หวาดกลัวอีกต่อไป แต่เป็นแววตาของ 'เชฟอัจฉริยะ' ที่กำลังจะเปลี่ยนขยะในมือให้กลายเป็นทองคำ

‘เอาล่ะ... มาดูกันหน่อยว่า วิทยาศาสตร์อาหารแห่งศตวรรษที่ 21 จะสั่นสะเทือนลิ้นคนโบราณได้แค่ไหน!’