บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1 เขาหมื่นเซียน

ตอนที่ 1

เขาหมื่นเซียน

สำนักตำหนักหมื่นเทพ เขาหมื่นเซียน

ยอดเขาสูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่าน ผู้คนเรียกขานนาม “เขาหมื่นเซียน” ดึกสงัดบรรยากาศหาได้เงียบสงบ สายลมพัดกระโชกดังครืนครั่นสนั่นทั่ว สายวิชชุแลบแปลบปลาบน่ากลัว อสนีบาตฟาดเปรี้ยงเสียงดั่งฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ห่าฝนกระหน่ำซ้ำซัดสาดเทลงมาอย่างบ้าคลั่ง

สำนักตำหนักหมื่นเทพ ในค่ำคืนนี้โกลาหลอลหม่าน พ่อบ้านคนรับใช้ต่างเร่งก่อไฟเติมฟืนต้มน้ำจนเดือดพล่าน ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำเทลงมาไม่หยุดยั้ง ร่างเลือนรางห้าสายวิ่งฝ่าสายฝนอย่างเร่งร้อน พอเท้าเหยียบย่างสัมผัสพื้นซึ่งมีหลังคาปกคลุม ทั้งห้าคนหยุดยืนแลเห็นเป็นสองบุรุษกับสตรีอีกสามนาง

บุรุษหนึ่งแต่งกายคล้ายบัณฑิต บุรุษหนึ่งแต่งกายมิดชิดรัดกุม เพียงมองผ่านคาดคะเนไม่ผิดพลาด ทั้งสองมีวิชาฝีมือติดตัวอายุราวสามสิบเศษ สตรีสามนางวัยกลางคน แต่งกายไม่คล้ายชาวยุทธ์เท่าใดนัก คนรับใช้เห็นเช่นนั้นรีบวิ่งออกมาพร้อมกับชุดใหม่ให้ทั้งหมดผลัดเปลี่ยน

“ท่านหมอทั้งสามผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วหรือไม่?”

บุรุษในชุดใหม่เพิ่งผลัดเปลี่ยน แต่ยังคงไว้ซึ่งบุคลิกภาพของบัณฑิตกล่าวถาม

“เราทั้งสามพร้อมแล้ว ไม่ทราบว่าท่านจะให้เราทั้งสามทำคลอดให้กับผู้ใด?”

หนึ่งในสตรีสามนางเอ่ยถาม

“ฮูหยินทั้งสามบังเอิญเจ็บท้องคลอดพร้อมกันมิได้นัดหมาย เราได้จัดแจงห้องหับแยกเป็นสามส่วนมิปะปน ท่านหมอทั้งสามติดตามคนของเราไป อุปกรณ์น้ำต้มล้วนเตรียมพร้อมมิตกหล่นขาดเหลือ”

บุรุษอีกผู้หนึ่งกล่าวขึ้นกับสตรีทั้งสาม

ที่แท้สตรีกลางคนทั้งสามเป็นหมอตำแย บุรุษทั้งสองลงเขาไปรับตัวมาตั้งแต่หัวค่ำ หลังจากทราบแน่ว่าสตรีภายในห้องสามนาง ต่างร้องครวญครางโอดโอยท้องแก่ อีกทั้งยังมีน้ำคร่ำไหลหลั่งมิยั้งหยุดคำนวณแน่ไม่พ้นค่ำคืนนี้ สตรีทั้งสามต้องให้กำเนิดทารกน้อยให้เชยชม

หมอตำแยทั้งสามชำนาญการทำคลอด ไม่ส่งเสียงลอดถามให้มากความ แยกย้ายก้าวเท้าตามติดผู้นำพา เบียดร่างผ่านบานประตูห้องหับเข้าไป ก่อนที่หญิงรับใช้จะปิดประตูลง

ฝนฟ้าไม่เป็นใจดั่งกลั่นแกล้งผู้คน ผ่านมาหลายวันอากาศแห้งแล้งไร้เมฆหมอก ค่ำคืนนี้ไม่มีเค้าลางว่าจะมีพายุฝนเกิดขึ้น จู่ ๆ พลันพายุพัดโหมรุนแรงกระหน่ำทั้งสี่ทิศแปดทาง หนำซ้ำฟ้ายังร้องก้องคำรามดั่งโกรธแค้น สายวิชชุสีขาวปนเหลืองแลบแปลบปลาบฉาบทั่วท้องนภาราตรีอันมืดมิด ก่อนที่สายฝนจะสาดเทลงมาโดยมิลืมหูลืมตาอย่างบ้าคลั่ง

ภายในห้องทำคลอดทั้งสาม เสียงร้องโอดโอยของสตรีดังเล็ดลอดออกมามิขาดหู ปานว่าจะขาดใจลงบัดเดี๋ยวนั้น เสียงหมอตำแยส่งเสียงกำชับเอาใจช่วย ดังสลับสับเปลี่ยนกับเสียงร้อง จนยากจำแนกเสียงคนกับเสียงฟ้าฝน

“ออกแรงเบ่งอีกที นั่นแหละใกล้แล้ว ข้าพเจ้าเห็นศีรษะเด็กแล้ว สูดลมหายใจเข้าไปลึก ๆ แล้วเบ่ง”

เสียงหมอตำแยส่งเสียง ภายนอกห้องทำคลอดบุรุษหลายคนต่างเดินไปมาไม่หยุดนิ่ง บ้างชะเง้อเงี่ยหูสดับรับฟัง ภายในห้องพลันเงียบเสียงลงชั่วขณะ แต่ภายนอกห้องเสียงหัวใจของหลายคนเต้นตูมตามดั่งกลองนับร้อยถูกตีกระหน่ำพร้อม ๆ กัน ผู้คนกระสับกระส่ายคล้ายยืนไม่ติดพื้น เดินสวนสลับกันไปมาปานพยัคฆ์ติดกับดักนายพรานปานฉะนั้น

ทันใดนั้นสายอสุนีบาตฟาดทลายเปรี้ยงลงมา จนสว่างจ้าไปทั่วท้องฟ้าอันมืดมิดยามรัตติกาล ภายในห้องที่เงียบสงบพลันดังกึกก้องด้วยเสียงร้องของทารก

“อุแว้ อุแว้ อุแว้”

เสียงร้องจ้าดังแข่งพร้อมกันทั้งสามห้อง ผู้ที่ยืนรออยู่ภายนอกตื่นเต้นยินดีจนแทบกระทำสิ่งใดไม่ถูก ผ่านไปเพียงชั่วลัดนิ้วบนฝ่ามือ เสียงภายในห้องทั้งสามพลันค่อย ๆ เงียบลงจนสงบ แต่แล้วจู่ ๆ ห้องที่ตั้งอยู่ตรงกลางเกิดเสียงร้องลั่นสนั่นจ้าขึ้นอีกครั้งครา เสียงทารกตะเบ็งเสียงแข่งกับเสียงฟ้าและพายุฝน จนฟังไม่ได้ศัพท์จับทิศทางจำแนกแยกแยะไม่ออก

ชั่วครู่ให้หลังทุกสรรพสิ่งเงียบงันลงอีกครั้ง ภายในห้องจุดเทียนไขจนสว่างไสว ภายนอกพายุพัดผ่านพ้นเลยไป สายฝนไม่มีร่วงหล่นจากฟ้าแม้แต่เม็ดเดียว ฟ้าหลังฝนย่อมสดใส อรุโณทัยไขแสงในตอนเช้าของวันนี้ สำนักตำหนักหมื่นเทพจะรีบแจ้งข่าวดีเกี่ยวกับทารกที่เพิ่งคลอดไปทั่วยุทธภพ ทารกที่เกิดมากับสายฟ้าและพายุลมฝนกระหน่ำ ปรากฏการณ์เช่นนี้คงมิใช่ลางร้ายบอกเหตุเภทภัย

บุรุษที่ยืนคอยอยู่เบื้องนอกใจจดใจจ่อว่าเมื่อใด หมอตำแยจะอุ้มทารกน้อยออกมาให้เชยชม บ้างอยากทราบว่าทารกที่กำเนิดเกิดมา เป็นทารกเพศชายหรือเพศหญิงกันแน่

ทันใดนั้นภายในห้องบังเกิดเสียงดังประหลาดขึ้น ฟังคล้ายมีคนทลายช่องหน้าต่างเข้ามาจากด้านหลัง มิรอช้าบุรุษด้านนอกหลายคน พุ่งร่างพังประตูแยกย้ายเข้าไปภายในห้องทั้งสาม เป็นเวลาเดียวกันกับเงาร่างชุดดำสามคน ทลายช่องหน้าต่างพุ่งร่างออกไปพอดี ท่าร่างช่างรวดเร็วน่ากลัวยิ่ง

“ลูกข้าพเจ้า! มีคนร้ายขโมยทารกไปแล้ว”

เสียงสตรีทั้งสามที่เพิ่งให้กำเนิดทารกร้องขึ้น พร้อมกับยกมือชี้ไปยังช่องหน้าต่างทางด้านหลังห้องที่คนร้ายใช้เป็นเส้นทางหลบหนี

บุรุษในที่นั้นพากันพุ่งร่างติดตามไปทันที เมื่อติดตามมายังเบื้องนอก เงาร่างของคนชุดดำผู้หนึ่งซึ่งเข้ามายังห้องที่ตั้งอยู่ตรงกลาง มีท่าร่างรวดเร็วดุจวิญญาณผีภูตพราย พริบตาเดียวโอบอุ้มทารกน้อยกลืนหายไปกับความมืดมิดจนไม่เห็นเงา

ชายชุดดำอีกสองคนมือข้างหนึ่งโอบอุ้มทารก มืออีกข้างที่ว่างเปล่ายกขึ้นแล้วแผ่พุ่งพลังเข้าใส่ผู้ติดตามคราวเดียวสิบกว่าฝ่ามือ

“ยี่ซือ(ศิษย์พี่รอง) ข้าพเจ้าจะไปตามซือแป๋(อาจารย์) และศิษย์พี่ทั้งสองมาช่วย พวกท่านล้อมกักพวกมันเอาไว้อย่าให้หนีได้ แล้วข้าพเจ้าจะรีบกลับมาช่วยอีกแรง”

ดรุณีวัยยี่สิบห้าปีส่งเสียงขึ้น พร้อมกับพุ่งร่างออกไปดั่งพายุพัดหอบ

เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวาย ผู้ที่ดรุณีเมื่อครู่เรียกหาเป็นศิษย์พี่รอง กับบุรุษแต่งกายคล้ายบัณฑิต และมือดีอีกหลายคน ต่างพากันแยกย้ายกักล้อมร่างชายชุดดำสองคนเอาไว้ มีเพียงชายชุดดำอีกผู้หนึ่งซึ่งหนีไปได้พร้อมกับทารกที่เพิ่งให้กำเนิดเกิดมา

จากนั้นการต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดเผ็ดร้อน ชุดดำทั้งสองแม้มือข้างหนึ่งโอบอุ้มห่อผ้า อันมีทารกน้อยเพิ่งคลอดห่อหุ้มอยู่ภายใน กระนั้นสภาวะท่าร่างกลับไม่สะดุดติดขัด ฝ่ามือข้างที่ว่างเปล่าใช้ออกติดต่อกันสิบห้าฝ่ามือ เท้าที่ก้าวย่างยิ่งไม่สับสนเสียหลักผลักหนึ่งฝ่ามือคนที่กักล้อมกระเด็นกระดอนไปหนึ่งคน ผลักสองฝ่ามือกระเด็นไปสองคน ชุดดำอีกคนกวาดเท้าในคราวเดียวเกี่ยวผู้คนล้มหงายไปถึงห้าหกคน

แต่ทว่าบุรุษในชุดบัณฑิต กับบุรุษที่ดรุณีนางนั้นเรียกหาเป็นศิษย์พี่รอง มีฝีมือรวดเร็วร้ายกาจ ไม่ตกเป็นรองสองคนชุดดำเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีสองมือที่ว่างเปล่า มิได้โอบอุ้มสิ่งใดไว้ในอ้อมแขน ดังนั้นยิ่งพลิกแพลงสำแดงท่าร่างได้มากกว่า

คนชุดดำสองคนสู้พลางถอยพลาง มีอยู่ครั้งหนึ่งเกือบถูกฝ่ามือของสองบุรุษทำร้าย คนชุดดำทั้งสองยามลนลานสับสน ห่วงตนมากกว่าห่วงทารกในอ้อมแขน ต่างโยนทารกทั้งสองลอยคว้างขึ้นกลางอากาศ แล้วประกบฝ่ามือทั้งสองเข้าปะทะกับสองบุรุษ เมื่อปะทะฝ่ามือแล้วร่างต่างแยกจาก ทารกน้อยทั้งสองหมดสภาวะร่างร่วงหล่นตกพื้นชวนหวาดเสียว ในขณะที่ทุกคนยังคงต่อสู้ติดพัน

ทันใดนั้นสตรีนางหนึ่งพุ่งร่างเข้ามา แล้วคว้าหมับรับทารกหนึ่งเอาไว้ได้ ส่วนทารกอีกคนหนึ่ง ชายชุดดำหลังจากต่อยหมัดใส่บุรุษชุดบัณฑิตแล้ว ลอยตัวขึ้นคว้าหมับรับห่อผ้าของทารกอีกคนไว้ได้หวุดหวิดหวาดเสียว แล้วพุ่งร่างหลบหนีอย่างรวดเร็ว

ฉับพลันทันใดนั้น สตรีอีกนางหนึ่งไม่ทราบว่ามาจากทิศทางใด พุ่งร่างติดตามชายชุดดำผู้ซึ่งอุ้มทารกติดมือไป คนอื่น ๆ ไม่มีเวลาใส่ใจหันไปมอง รีบลงมือจัดการชุดดำที่เหลืออีกผู้หนึ่ง ซึ่งในขณะนี้ในมือปราศจากทารกน้อย คนชุดดำแม้ฝีมือกล้าแข็งแต่คู่มือมีมากหลาย อีกทั้งหากเจ้าสำนักตำหนักหมื่นเทพปรากฏตัว อย่าหมายว่าจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้ รีบถีบเท้าพุ่งร่างถอยหลัง อาศัยความมืดกระโดดลอยตัวหนีไป

จังหวะนั้นร่างของชายชราผมขาว สวมชุดยาวพุ่งมาดั่งสายลมหอบหนึ่ง ด้านหลังติดตามด้วยดรุณีหน้าตาหมดจด ซึ่งเป็นผู้ไปตามชายชราดังกล่าว เมื่อมาถึงบุรุษสองคนกำลังพุ่งร่างติดตามไปมุ่งตรงยังริมผาฟากหนึ่ง เป็นทิศทางเดียวกับที่คนชุดดำโอบอุ้มทารกหนีไป และมีสตรีอีกหนึ่งนางพุ่งร่างติดตามไปนั้นเอง

ทั้งหมดวิ่งติดตามไปโดยมิได้นัดหมาย ริมผาชายชุดดำโอบอุ้มทารกกำลังต่อสู้กับสตรีนางนั้น เสียงสตรีนางนั้นร้องตวาดเสียงดังก้องกังวานว่า

“เจ้าคนชั่วช้า ท่านเป็นผู้ใดกันแน่? รีบส่งลูกของข้าพเจ้ามาเร็วเข้า”

ปากส่งเสียงตวาดฝ่ามือฟาดพุ่งออกแย่งชิง เท้าเตะกราดเข้าใส่ข้อเท้าคนผู้นั้น คนชุดดำคล้ายไม่แยแสสนใจ เบี่ยงตัวหลบหลีกซ้ายขวาแล้วซัดฝ่ามือเข้าใส่ร่างสตรีนางนั้นเต็มแรง

“น้องหญิงอันตรายแล้ว!”

เสียงร้องเตือนของบุรุษชุดบัณฑิต ร้องตะโกนออกบอกสตรีนางนั้นให้ระวังตัว

เสียงทึบเมื่อฝ่ามือกระทบร่าง ดั่งว่าวไร้สายปลิดปลิวตามแรงลม ร่างสตรีนางนั้นกระเด็นร่วงหล่นตกหน้าผาไป ทุกคนส่งเสียงร้องขึ้นด้วยความตระหนกตกใจ แต่หาได้ช่วยเหลือเอาไว้ได้ทัน คนชุดดำมิรอช้าพาร่างจากไปกับความมืดมิด โดยไม่ทิ้งร่องรอยหลักฐานแต่อย่างใด

บุรุษในชุดบัณฑิตสีขาว กระโจนสู่ริมผาสองมือไขว่คว้าควานหาร่าง แต่ทว่าริมผาว่างเปล่าไร้ผู้คน ผาซึ่งเต็มไปด้วยโขดหินลื่นเฉอะแฉะ สืบเนื่องจากสายฝนที่เพิ่งตกผ่านพ้นไปได้ไม่นาน อีกทั้งด้านล่างมืดมิดมองไม่เห็นสิ่งใด บุรุษชุดขาวตะโกนก้องร้องเรียกเพรียกหา ดั่งคนบ้าคลุ้มคลั่ง ทุกคนรีบเข้ามาช่วยกันค้นหา แต่ไร้ผลมิเห็นคนไม่พบร่างของสตรีนางนั้นแล้ว

ทันใดนั้นบุรุษอีกผู้หนึ่งวิ่งมาด้วยท่าร่างอันรวดเร็ว เมื่อหยุดเท้าทั้งสองลง ส่งเสียงแจ้งแก่ทุกคนว่า

“แย่แล้ว! ทุกคนรีบติดตามมาด้านนี้เร็วเข้า”

ผู้กล่าววาจาเป็นศิษย์คนโตของสำนักตำหนักหมื่นเทพ ผู้คนในที่นั้นมิรั้งรอชักช้ารีบพุ่งร่างติดตามไปทันที ยกเว้นเพียงบุรุษชุดบัณฑิตยังคงนั่งแข็งทื่อซึมเซา เมื่อทุกคนมาถึงซึ่งเป็นห้องที่ตั้งอยู่กึ่งกลาง สำหรับใช้สำหรับทำคลอดเมื่อไม่นานมานี้

ภาพที่เห็นเบื้องหน้าสร้างความตระหนกตกใจแก่เจ้าสำนักลวี้ยู่เฉียน ท่านรีบโผพุ่งเข้าไปประคองร่างบุรุษซึ่งนอนหายใจรวยรินจวนสิ้นใจ ข้าง ๆ ยังนอนอยู่ด้วยสตรีอีกนางหนึ่งสภาพไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก เจ้าสำนักตำหนักหมื่นเทพส่งเสียงวุ่นวายถามดังว่า

“เป็นฝีมือผู้ใด? เหวินอี้บอกกล่าวต่อบิดามาอย่าได้ชักช้า ภรรยาเจ้าเล่า? เป็น...เป็นฝีมือของผู้ใด?”

บนพื้นนอนอยู่ด้วยร่างของหนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี บุรุษนั้นเป็นบุตรชายเจ้าสำนักลวี้ยู่เฉียน นามลวี้เหวินอี้ ส่วนสตรีเป็นสะใภ้ท่านนามเพ่ยอิง ซึ่งเพิ่งให้กำเนิดทารกนั้นเอง ทั้งสองหายใจรวยรินใกล้สิ้นลม ศิษย์สตรีที่วิ่งติดตามมาตรงเข้าประคองสตรีนางนั้น นางเป็นศิษย์คนที่สามแห่งสำนักตำหนักหมื่นเทพ

“บิดา ข้าพเจ้าไม่เห็นใบหน้า มันแต่งชุดดำปกปิดมิดชิด ท่าร่างรวดเร็วลงมือเพียงสองฝ่ามือ ข้าพเจ้าและเพ่ยอิงคล้ายถูกภูผากดทับบดร่าง บิดาท่าน...ท่านต้องช่วยเหลือลูกข้าพเจ้ากลับมา”

เหวินอี้บุตรชายเจ้าสำนักลวี้ยู่เฉียนส่งเสียงแผ่วเบาเลือนราง ยิ่งกล่าววาจาคล้ายยิ่งห่างไกล สองตาเหม่อมองเหลือบแลภรรยารัก ศิษย์สตรีคนที่สามไม่มัวรอช้า ประคองร่างเพ่ยอิงเข้ามาใกล้ ๆ ให้สามีภรรยาสัมผัสมือเป็นครั้งสุดท้าย นางเองอดหลั่งน้ำตาด้วยความเวทนาสงสารออกมามิได้ ไม่ต่างจากศิษย์อีกสี่คนซึ่งยืนซึมเซาเศร้าโศกกระทำสิ่งใดไม่ถูก

“บิดา...ข้าพเจ้ามีสิ่งหนึ่ง...ที่”

เหวินอี้รวบรวมเรี่ยวแรงกล่าวกระซิบริมโสตบิดาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างจะสั่นกระตุกคราหนึ่ง แล้วสิ้นลมหายใจเคียงข้างเพ่ยอิงภรรยาสุดที่รักไป เจ้าสำนักลวี้ยู่เฉียนตะโกนก้องร้องลั่นสนั่นทั่วทั้งหุบเขา น้ำตาเจ้าสำนักไหลรินเป็นเส้นสาย สองมือกอดร่างไร้วิญญาณบุตรชายแนบแน่น

อรุโณทัยค่อยฉาบแสงทาบอาบพื้นสำนักตำหนักหมื่นเทพช้า ๆ เจ้าสำนักลวี้ยู่เฉียนในยามนี้ยังคงนั่งกอดศพบุตรชายไว้ไม่ไหวติง ค่ำคืนอันแสนหฤโหดของธรรมชาติและเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ข่าวดีที่จะบอกกล่าวออกไปสู่ชาวยุทธ์เกี่ยวกับการรับขวัญทารกน้อย กลับกลายเป็นข่าวร้ายทำลายขวัญชาวยุทธ์ไป

บุตรชายกับสะใภ้ของสำนักอันดับหนึ่งถูกฝ่ามือสังหารโหดเหี้ยมอำมหิต สำนักตำหนักหมื่นเทพในค่ำคืนเดียวสูญเสียสามชีวิต อีกทั้งทารกน้อยถูกช่วงชิงสูญหายไปถึงสองคน ที่ช่วยเหลือเอาไว้ได้มีเพียงทารกน้อยผู้หนึ่ง นั้นคือทาริกาอ้วนท้วนสมบูรณ์ซึ่งให้กำเนิดจากศิษย์คนที่ห้าของสำนัก นางเป็นผู้ที่รวบรวมเรี่ยวแรงคว้าแย่งร่างลูกน้อยกลับมาได้จากคนชุดดำ

กล่าวย้อนไปก่อนหน้านั้น เรื่องราวเมื่อหลายปีก่อน สำนักตำหนักหมื่นเทพเกิดเรื่องราวมากมาย สาเหตุสืบเนื่องมาจากคัมภีร์ยุทธ์สุริยันจันทรา อันเป็นที่หมายตาของบรรดาชาวยุทธ์ทั้งแผ่นดิน ภายในคัมภีร์บันทึกเคล็ดวิชาล้ำเลิศ ว่ากันว่าหากผู้ใด ได้ฝึกปรือเพียงท่าสองท่าสามารถท่องยุทธภพได้โดยไร้ผู้ต่อต้าน ดังนั้นมีหลายครั้งที่สำนักแห่งนี้ ถูกชาวยุทธ์บุกขึ้นมาหมายขโมยคัมภีร์ยุทธ์สุริยันจันทรา

มีอยู่ครั้งหนึ่งซึ่งเจ้าสำนักตำหนักหมื่นเทพลวี้ยู่เฉียน ตัดสินใจลี้กายหายตัวจากยุทธภพจนไร้ข่าวคราว ในตอนนั้นทำให้ยุทธภพสงบอยู่ช่วงหนึ่ง จวบจนกระทั่งลวี้ยู่เฉียนหวนคืนกลับสู่ยุทธภพอีกครั้ง พร้อมกับนำพาศิษย์มาด้วยจำนวนห้าคน

ครั้งนั้นลวี้ยู่เฉียนเลือกเขาหมื่นเซียนเป็นสถานที่ก่อตั้งสำนัก โดยได้รับการสนับสนุนและเห็นด้วยจากเจ้าอาวาสแห่งวัดเส้าหลิน ซึ่งท่านเป็นสหายรักกับลวี้ยู่เฉียน มีนามว่าเกี้ยบฉิกไต้ซือฉายาหลวงจีนมรรคฟ้าคุณธรรม

หลังจากเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น ค่ำคืนซึ่งเกิดเหตุการณ์สังหารบุตรชายท่าน กับสะใภ้พร้อมกับทารกน้อยที่เพิ่งให้กำเนิดเกิดมา เหตุการผ่านไปไม่นานนัก สำนักตำหนักหมื่นเทพ เกิดความวุ่นวายหลายเรื่องราว ศิษย์ในสำนักต่างแบ่งแยกไม่ลงรอย ไม่ทราบว่าเกิดเรื่องราวใดขึ้น ศิษย์คนที่สามถูกอเปหิออกจากสำนัก ศิษย์คนที่สองและศิษย์คนที่ห้าแอบร่วมมือกับฝ่ายอธรรม

เมื่อมาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้ หลังจากจัดการเรื่องราว ต่าง ๆ ในสำนักแล้ว เจ้าสำนักตำหนักหมื่นเทพลวี้ยู่เฉียนตัดสินใจที่จะอำลายุทธภพ เพื่อจบปัญหาความวุ่นวายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

ดังนั้นเจ้าสำนักตำหนักหมื่นเทพลวี้ยู่เฉียน ได้ส่งเทียบเชื้อเชิญถึงบรรดาชาวยุทธ์ทั้งหลาย ให้มาพร้อมกันในวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปด ซึ่งตรงกับเทศกาลสารทตงชิว ในเทียบเชิญเจ้าสำนักตำหนักหมื่นเทพใช้ชื่อว่า “งานอำลาบู๊ลิ้ม ทำลายคัมภีร์ยุทธ์” พอข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป วันนี้จึงมีบรรดาชาวยุทธ์จากทั่วสารทิศต่างหลั่งไหลเดินทางขึ้นเขาหมื่นเซียน อันเป็นที่ตั้งของสำนักตำหนักหมื่นเทพ

“อามิตพุทธ ในเมื่อประสกยู่เฉียนคิดจะกระทำเช่นนี้อาตมาก็จะส่งเสริม”

เกี้ยบฉิกไต้ซือเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน ยกมือข้างขวานิ้วทั้งห้าแนบชิดติดกัน พร้อมกับคล้องพวงประคำสีดำสนิทเส้นหนึ่งอยู่ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ปลายนิ้วยกจรดชิดติดปลายคาง เอ๋ยคำจำเริญไม่ขาดปาก

ด้านตรงกันข้ามยืนไว้ด้วยชายชราร่างสูงโปร่ง สวมอาภรณ์สีดำตัดขาวชุดยาวสะบัดพลิ้วไหวต้านแรงลม แต่ทว่ายืนสงบนิ่งมิเคลื่อนไหว ทั้งสองมีอายุล่วงเลยเข้าวัยเก้าสิบห้าปีแล้ว หากทว่าเกี้ยบฉิกไต้ซือดูค่อนข้างจะชรากว่าเล็กน้อยทั้งที่อายุไม่ต่างกัน แต่ดวงตาของทั้งสองกลับเจิดจ้าดุจอินทรีจับจ้องเหยื่อ

เหนือดวงตาของทั้งคู่ประดับด้วยคิ้วยาวสีขาวนวล ยามต้องลมกลับพลิ้วสะบัดท้าทายสายลมอยู่ไปมา หนวดเคราสีขาวเหนือริมฝีปากยาวย้อยลงมาถึงหน้าอก แต่กระนั้นยังมิอาจปกปิดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าเอาไว้ได้แม้น้อยนิด จะต่างกันตรงที่บนศีรษะของเกี้ยบฉิกไต้ซือไม่มีเส้นผมแม้แต่เส้นเดียว ส่วนประสกที่ถูกเรียกหาว่าประสกยู่เฉียน ล้วนปกคลุมด้วยเส้นผมสีขาวประดุจเส้นไหมเงินกลุ่มหนึ่ง ทั้งสองเป็นปรมาจารย์แห่งยุค เกี้ยบฉิกไต้ซือแห่งวัดเส้าหลิน และลวี้ยู่เฉียนเจ้าสำนักตำหนักหมื่นเทพ

"อาตมาคิดว่าผลบุญกุศลครั้งนี้ช่างใหญ่หลวงนัก ประสกยู่เฉียนคิดจะยุติเรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นในยุทธภพ อันเกิดมาจากคัมภีร์ยุทธ์สุริยันจันทรา ชาวยุทธ์ต่างแก่งแย่งช่วงชิงคัมภีร์เล่มนี้มากว่าสี่สิบปีแล้ว มิหนำซ้ำศิษย์ทั้งห้าของประสกต่างไม่เห็นแก่สำนักตน แบ่งแยกเป็นหลายฝ่ายทำร้ายกันเอง ด้านพรรคมารกลับกล้าแข็งยุทธภพลุกเป็นไฟ ฝ่ายธัมมะกลับกลายเป็นอธรรมคิดเข่นฆ่ากันเองเพียงเพื่อคัมภีร์ยุทธ์ คิดแล้วช่างน่าเศร้าใจยิ่งนัก"

“ถูกต้องแล้วท่านไต้ซือ ดังนั้นข้าพเจ้าได้ไตร่ตรองดีแล้ว จึงจะทำลายสำนักตำหนักหมื่นเทพเสีย พร้อมกับทำลายคัมภีร์เล่มนี้ไปพร้อมกับร่างของข้าพเจ้า”

ด้านหลังเป็นหน้าผาสูงชันมองไม่เห็นก้นหุบเหว เห็นเพียงหมอกสีขาวปกคลุมล่องลอยอยู่ไปมา ที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ใดสามารถลงไปถึงก้นหุบเหวแม้แต่ผู้เดียว หากผลัดตกลงไปรับรองได้ว่าร่างต้องแหลกเหลวละเอียดเป็นผุยผง ต่อให้มีเทพยดาฟ้าดินคุ้มครอง ยังต้องขาดอากาศหายใจอยู่ดี

ลานกว้างยืนไว้ด้วยชาวยุทธ์ที่มาจากทั่วทุกสารทิศ ต่างทราบข่าวว่าวันนี้เจ้าสำนักตำหนักหมื่นเทพลวี้ยู่เฉียน จะฝังร่างตนเองพร้อมคัมภีร์ยุทธ์สุดยอดวิชาลงใต้ผาเทพนิรันดร์แห่งนี้ จำเดิมนั้นเจ้าสำนักลวี้ยู่เฉียนจะทำลายสำนักและสิ่งปลูกสร้างไปด้วย แต่เกี้ยบฉิกไต้ซือได้ขอร้องเอาไว้ เพื่อเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงเรื่องราว จะได้ไม่เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีก

ดวงตะวันลอยตระหง่านส่องแสงเปล่งรัศมีอันร้อนแรงเจิดจ้า พร้อมจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้มอดไหม้ไปตรงหน้า แต่ทว่าธรรมชาติยังสร้างความสมดุล ยังมีจันทราที่ส่องแสงนวลผ่องอำพันข่มแสงสุริยันอันร้อนแรง สองสิ่งต่างสะกดและส่งเสริมกันอย่างลงตัว

เจ้าสำนักลวี้ยู่เฉียน แหงนหน้าขึ้นมองดวงตะวันที่ล่องลอยอยู่เหนือศีรษะ พร้อมกับล้วงคัมภีร์ออกมาจากอกเสื้อ ก้าวเท้าช้า ๆ เข้าหาหน้าผาอันสูงชัน แล้วฉีกคัมภีร์ในมือออกเป็นสองส่วน ส่งเสียงหัวร่ออย่างสบอารมณ์ ก่อนจะกระโดดทิ้งร่างลงสู่หุบเหวเบื้องล่างจบสิ้นทุกเรื่องราว

ร่างสองสายทะยานลิ่วดุจวิญญาณผีภูตพรายมาจากต่างทิศ พุ่งเข้าหาร่างของเจ้าสำนักตำหนักหมื่นเทพลวี้ยู่เฉียน ที่กำลังร่วงหล่นสู่ก้นหุบเหว

กระทั่งเหมันต์ สุริยันจันทราเฉกเช่นเดิม จงหยวน(ภาคกลาง)

วันเวลาผ่านไป สิบห้าปีผ่านพ้น ยุทธภพสงบปราศจากความวุ่นวาย มารอธรรมลี้กายหายหน้าไม่ปรากฏ สร้างความผาสุกสันติให้กับยุทธภพอันวุ่นวายสับสนมาช้านาน เปรียบดั่งสายน้ำไหลไม่อาจย้อนคืน เกรงแต่เพียงว่า จะมีระลอกคลื่นก่อตัวขึ้นมาสร้างความวุ่นวายอีกครั้งเท่านั้นเอง

ดินแดนจงหยวนนครหลวงลั่วหยาง ปีนี้อากาศหนาวเหน็บกว่า ทุก ๆ ปีที่ผ่านมา สายลมแห่งฤดูเหมันต์ พัดโชยเอื้อยอิ่งพากิ่งหลิวโอนเอนลู่สายลมอยู่ไปมา บางกิ่งทิ้งปลายยอดทอดใบย้อยระเรี่ยพื้นที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนดุจปุยนุ่นบางเบา บางกิ่งก้านโอบอุ้มอิ่มเอมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งสดใสวาววับสะอาดตา

ห่างออกไปเหมยฮัวสีเหลืองสดกำลังผลิดอกแบ่งบานสะพรั่งต้อนรับสายลมอันหนาวเหน็บ เสียงสายลมพัดดังหวีดหวิวเป็นระยะไม่ขาดหาย ฟังคล้ายห้วงทำนองของเครื่องดนตรีหลายสิบชิ้น ซึ่งกำลังบรรเลงเพลงขับกล่อมชวนเคลิบเคลิ้มลุ่มหลง โดยมีนักร่ายรำโยกไหวกิ่งก้านใบไปตามท่วงทำนอง กลิ่นอายของดอกเหมยฮัวผสมผสานกับสายลมอันเย็นเยียบ ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดชนิดหนึ่ง

ดวงตะวันค่อย ๆ ลาลับขอบฟ้าสีทองอ่อนจางทางทิศปัจฉิม(ตะวันตก) แสงสุดท้ายแห่งทิวาค่อย ๆ ลาจากแล้วคืบคลานห่างออกไปกระทั่งหายวับไปกับเส้นขอบฟ้า ไม่นานนักทิวเขาที่อยู่ถัดไป เหนือยอดไม้ทะมึนทางบูรพาทิศ(ตะวันออก) จันทราครึ่งเสี้ยวค่อย ๆ เผยแสงสลัวรำไรแห่งราตรีกาลคืนแรม บนนภาสกาวสุกใส ประดับดวงไฟระยิบระยับวับแวมแห่งดวงดารากลาดเกลื่อนอยู่ถ้วนทั่ว

ภายใต้แสงจันทร์คืนแรมมองออกไป แลเห็นเหล่าวิหคสกุณาหากินกลางคืนบินโฉบถลาหาเหยื่ออยู่ไปมา บ้างส่งเสียงร้องก้องระงมดังเซ็งแซ่ ไกลออกไปเสียงสุนัขป่าส่งเสียงเห่าหอนเรียกหากัน ฟังแล้วชวนวังเวงขึ้นมาจับใจ

สายลมเย็นยะเยียบพัดมาหอบหนึ่ง รู้สึกหนาวเหน็บจนแทบเสียดเข้าไปในเลือดเนื้อกระดูก ชาวบ้านต่างปิดประตูหน้าต่างดับไฟตะเกียงเข้านอนหลับใหลกันหมดแล้ว บางครั้งมีเสียงหายใจคราดครืดของสัตว์เลี้ยงในคอกของชาวบ้านดังมาทำลายบรรยากาศความเงียบสงัดยามค่ำคืน

หมู่บ้านเย้ยอรุณ

ริมต้นไม้ใหญ่ภายใต้แสงจันทร์รำไรกลับมีอาคันตุกะ สวมอาภรณ์สีดำรัดกุมคลุมหน้าผู้หนึ่ง สะพายกระบี่ยืนสงบนิ่งมิเคลื่อนไหว หาได้ใส่ใจบรรยากาศรอบข้างและสรรพสิ่งรอบกาย หรือเกรงกลัวต่อความหนาวเหน็บไม่ ลักษณะท่าทางเหมือนกำลังรอคอยผู้คน ดูองคาพยพแข็งแรงกำยำร่างสูงราวเจ็ดเชี๊ยะไม่สามารถคาดเดาอายุอานามได้ แสงจันทร์สลัวสาดแสงส่องกระทบด้ามกระบี่สีเงินยวงวาววับเป็นประกาย แต่ที่สามารถคาดเดาได้อาจมิใช่คนดีกระไรนัก ไม่เช่นนั้นคงไม่มายืนทำลับ ๆ ล่อ ๆ ยามค่ำคืน

หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่าเย้ยอรุณ ตั้งอยู่บนที่ราบกลางหุบเขาสลับซับซ้อนห่างไกลผู้คน ด้วยแถบนี้มีภูเขาเรียงรายติดกันอยู่หลายลูก ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเทือกเขาซงซาน ประกอบไปด้วยยอดเขาน้อยใหญ่จำนวนเจ็ดสิบสองยอด

กลุ่มเขาเส้าซื่อมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสามสิบหกยอด อีกสามสิบหกยอดคือกลุ่มเขาไท่ซื่อ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนห้ายอดเขาศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ ตั้งอยู่ในอำเภอเติงเฟิงเมืองเจิ้งโจวมณฑลเหอหนาน อยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองเจิ้งโจวและเมืองลั่วหยาง

บนยอดเขาสูงลูกหนึ่งในจำนวนหลายลูก เป็นที่ตั้งของวัดเสี้ยวลิ้มยี่(วัดป่าบนเขาเส้าซื่อ) หรือเรียกว่าวัดเส้าหลินนั้นเอง และยังมีอีกหลายสำนักยังมิได้กล่าวถึง ล้วนมีความเป็นมาอันใหญ่หลวง

เมื่อหลายวันก่อนมีคนถูกฆ่าตายในหมู่บ้านเย้ยอรุณแห่งนี้ติดต่อกันหลายคน จนทำให้ชาวบ้านร้านถิ่นไม่กล้าออกไปไหนมาไหนในเวลาค่ำคืน พอมืดค่ำต่างรีบร้อนเร่งนำสัตว์เลี้ยงเก็บเข้าคอก รับประทานข้าวเย็นแล้วปิดประตูหน้าต่างเข้านอนกันแต่หัวค่ำ สองวันมานี้ยังมีคนแปลกหน้าแต่งกายต่างกันสามกลุ่มเข้ามาในหมู่บ้านอีกด้วย

กลุ่มแรกประกอบไปด้วยบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ แต่งกายด้วยชุดรัดกุมสะพายห่อผ้าพกพาอาวุธ มีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นสี่คน เข้ามาอาศัยในบ้านร้างหลังหนึ่งทางทิศอุดร(เหนือ) ของหมู่บ้าน กลุ่มถัดมาเป็นสองบุรุษกับอีกหนึ่งสตรีพกพาอาวุธเฉกเช่นเดียวกัน กลุ่มนี้พักอยู่ที่ศาลเจ้าทางทิศทักษิณ(ใต้) ของหมู่บ้าน กลุ่มที่เข้ามาหลังสุดมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้นสามคน เป็นบุรุษหนึ่งและสตรีอีกสองนาง พักอยู่เชิงเขาทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน

ทั้งสามกลุ่มหลังจากเข้ามาในหมู่บ้าน ต่างเก็บตัวซ่อนกายไม่เป็นที่เปิดเผยต่อผู้คน คล้ายกำลังติดตามผู้คนหรือสืบสาวเรื่องราวใดอยู่กระนั้น ทั้งหมดกอปรด้วยสามสำนักใหญ่ฝ่ายธัมมะ อันได้แก่พรรคไผ่หลิวซึ่งเป็นสำนักใหญ่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองลั่วหยาง สำนักหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวตั้งอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่งทางทิศตะวันตก และสำนักเมฆฟ้าพิรุณตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก

หมู่บ้านเย้ยอรุณเงียบสงบไร้เรื่องราวมาหลายชั่วอายุคน ชาวบ้านต่างอาศัยอยู่ด้วยความสงบเนื่องด้วยอยู่ห่างไกลผู้คน อาจเรียกว่าไม่เคยข้องแวะกับเรื่องราวของยุทธภพเลยนับว่าได้

หมู่ตึกกระเรียนฟ้า

เมื่อครึ่งเดือนก่อนมีบุรุษหนุ่มเยาว์วัยลึกลับปรากฏตัวขึ้น และมีชาวยุทธ์ถูกฆ่าตายภายในหมู่ตึกกระเรียนฟ้าซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ใกล้กับนครหลวงลั่วหยาง หมู่ตึกกระเรียนฟ้าเป็นที่พำนักของขันทีหลิวซุ่นกงกงมหาเสนาบดีแห่งราชสำนัก ในหมู่ตึกกระเรียนฟ้าล้วนชุมนุมไปด้วยมือดีมากมายจากทั่วสารทิศ ทั้งจากที่เชื้อเชิญมาจากมณฑลต่าง ๆ จากนอกด่านและจากถู่ฟาน(ทิเบต)

หลิวซุ่นกงกงฝึกวิชาเก้ากระเรียนเบิกฟ้า ร่ำลือกันว่าร้ายกาจดุดัน ยามลงมือคล้ายดั่งฝูงนกกระเรียนกางปีกฉีกเล็บละลานครอบคลุมเต็มท้องฟ้า ยากหลุดรอดจากการลงมือจู่โจม แม้ว่าฝึกยังไม่บรรลุถึงขั้นที่เก้า แต่ที่ผ่านมายังไม่มีผู้ใดทราบแน่ ถึงพลังฝีมืออันแท้จริง นั้นเป็นเพียงคำร่ำลือ

ครั้งนั้นหมู่ตึกกระเรียนฟ้าได้ส่งเทียบเชื้อเชิญเจ้าสำนักต่าง ๆ และบรรดาชาวยุทธ์ มาร่วมงานอวยพรท่านหลิวกงกงที่มีอายุครบรอบหกสิบปี ในวันนั้นมีชาวยุทธ์มากมายเข้าร่วมอวยพรให้กับเจ้าหมู่ตึกกระเรียนฟ้า

ที่พอจำได้มีหลวงจีนต้าทงไต้ซือแห่งวัดเส้าหลิน ท่านนำศิษย์ในสำนักมาร่วมอวยพร มู่ชิวป้าเจ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวเดินทางมาพร้อมกับมือดีร่วมสิบคน เฉิงปู้กงหัวหน้าพรรคไผ่หลิวนำศิษย์และคนในพรรคมาร่วมอวยพรเป็นจำนวนมาก ยังมีเหิงปี้ไป่เจ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณนำพาศิษย์มาอวยพรคับคั่ง นอกจากนั้นมีชาวยุทธ์อีกหลายสำนักต่างหลั่งไหลมาอวยพรท่านหลิวกงกงให้มีอายุมั่นขวัญยืนกันอย่างเนืองแน่น

แต่แล้วปรากฏบุรุษหนุ่มวัยเยาว์ไม่ได้เทียบเชิญปรากฏกายขึ้น โดยมิมีผู้ใดกระจ่างแจ้งว่าเป็นคนของสำนักใด และในคืนนั้นเองในหมู่ตึกกระเรียนฟ้ามีคนถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมรวมทั้งสิ้นถึงเจ็ดคนด้วยกัน เป็นคนของสี่สำนักใหญ่สี่คน และคนของหมู่ตึกกระเรียนฟ้าสามคน แต่ละคนที่ถูกฆ่าตายล้วนเป็นมือดี ในสามสิบกระบวนท่ายากทำร้ายได้ แต่ถูกสังหารตายอนาถภายใต้ฝ่ามือเดียว

สภาพศพไร้ร่องรอยบาดแผล แต่อวัยวะภายในแหลกเหลว คาดว่าผู้ลงมือต้องมีพลังฝีมือสูงเยี่ยมเป็นที่น่าตระหนก หลิวกงกงและมือดีในหมู่ตึกกระเรียนฟ้า รวมทั้งเจ้าสำนักต่าง ๆ พร้อมทั้งบรรดาชาวยุทธ์ที่มาร่วมงานต่างออกค้นหาคนร้ายแต่ไร้ร่องรอยหลักฐาน

ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ บุคคลที่หายไปคือบุรุษหนุ่มวัยเยาว์ลึกลับ ทุกฝ่ายจึงลงความเห็นว่าบุรุษหนุ่มวัยเยาว์ผู้นั้น มันต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าคนของหมู่ตึกกระเรียนฟ้า กับสี่สำนักใหญ่อย่างแน่นอน

การฆ่าคนถือว่าเป็นความผิดอุกฤษฏ์ยากให้อภัย กฎของชาวยุทธ์มีไว้ว่าท่านฆ่าหนึ่งชีวิตต้องชดใช้หนึ่งชีวิต ดังนั้นหลิวซุ่นกงกงและเจ้าสำนักต่าง ๆ จึงร่วมมือกันติดตามเสาะหาตัวคนร้าย โดยเฉพาะบุรุษหนุ่มวัยเยาว์ผู้นั้นคือผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งในเวลานี้

หมู่บ้านเย้ยอรุณ

หลังจากนั้นมีคนพบร่องรอยของบุรุษหนุ่มผู้นั้นแถบหมู่บ้านเย้ยอรุณแล้วหายไป จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันมานี้เกิดมีคนตายในหมู่บ้านแห่งนี้ แต่ไม่ชัดเจนว่าเป็นคนของสำนักใด ลักษณะเฉกเช่นเดียวกันคือไม่มีร่องรอยบาดแผลแต่อวัยวะภายในแหลกละเอียด ดังนั้นหลิวกงกงจึงให้คนส่งข่าวถึงสำนักน้อยใหญ่ เพื่อร่วมมือกันจับตัวคนร้าย คืนนี้สามสำนักใหญ่จึงแยกย้ายกันอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ในหมู่บ้านเย้ยอรุณแห่งนี้ แต่หลายคืนมาแล้วยังไม่ปรากฏบุคคลที่น่าสงสัย

บรรยากาศยิ่งมายิ่งวังเวง เสียงสุนัขป่ายังคงเห่าหอนมิขาดหาย นกแสกตัวหนึ่งส่งเสียงร้องแสบแก้วหูแล้วบินโฉบเฉี่ยวผ่านไป ยามสามแล้ว(ประมาณเที่ยงคืน) ทันใดนั้นเงาร่างสายหนึ่งพุ่งทะยานดุจเกาทัณฑ์หลุดจากแหล่ง มุ่งมายังตำแหน่งที่ชายชุดดำยืนอยู่เมื่อตอนหัวค่ำ ดูจากลักษณะท่าร่างที่สาดมาคิดว่าวิชาตัวเบามิใช่ชั่ว เมื่อบรรลุถึงห่างไม่ถึงสี่วาสะกิดปลายเท้าคราหนึ่งพลิ้วร่างลงตรงหน้าชายชุดดำด้วยท่วงท่าสง่าสวยงาม

“ไม่เจอะเจอกันครึ่งปี คิดไม่ถึงวิชาตัวเบาและกำลังภายในของเจ้าจะรุดหน้าไปมากมายถึงเพียงนี้ คาดว่าผู้ที่ถ่ายทอดวิชาให้กับเจ้าคงสำเร็จไปอีกขั้นเช่นกันสินะ?”

ชายชุดดำคลุมหน้าแต่งกายรัดกุม กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มหนักกังวาน แฝงพลังลึกลับประเภทหนึ่ง ประกายสายตาที่ลอดผ่านช่องผ้าคลุมหน้าออกมาเจิดจ้าบ่งบอกว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ เมื่อพิศดูใกล้ ๆ กลางหลังสะพายกระบี่ยาวประมาณสองเชี๊ยะสิบนิ้ว ด้ามกระบี่สีเงินวาววับส่องประกายในยามค่ำคืน

“ขอบคุณอาวุโส กล่าวชมข้าพเจ้ามากไปแล้ว ผู้ที่อาวุโสกล่าวถึงท่านสบายดี มิผิดท่านสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง พร้อมกับเคี่ยวกรำข้าพเจ้าให้ฝึกปรืออย่างหนักหน่วง ช่วงนี้ท่านมีงานสำคัญรัดตัว เลยให้ข้าพเจ้ามาพบกับอาวุโสแทน ท่านฝากคำพูดมาแต่เพียงว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปตามแผนการ อาวุโสท่านสบายดีหรือไม่?”

บุคคลผู้ที่มาอยู่ในชุดรัดกุมสีดำปกปิดใบหน้าอำพรางเช่นเดียวกัน กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงสดใส ฟังคล้ายเป็นเสียงของอิสตรี แต่บุคลิกภาพคล่องแคล่วห้าวหาญเยี่ยงบุรุษ

“เจ้าลงเขามาพบเรามีสิ่งใดผิดสังเกต หรือมีผู้ใดติดตามมาบ้างหรือไม่? คืนนี้เราเห็นคนแปลกหน้าหลายคนอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ เจ้าต้องระมัดระวังตัวให้มากอย่าได้ผิดพลาดแม้แต่น้อย”

ชายชุดดำถามกลับพร้อมกับกำชับ หลังจากชุดดำคนหลังตอบคำถามเรียบร้อยแล้ว ดูท่าทางชายชุดดำที่ยืนอยู่ก่อนเกรงจะมีใครติดตามมา ชุดดำอีกคนรีบตอบกลับไปว่า

“ข้าพเจ้าสำรวจดูแล้วก่อนมาพบอาวุโส นอกจากทางทิศเหนือของหมู่บ้านมีคนของพรรคไผ่หลิวรวมสี่คน อีกสี่คนของสำนักเมฆฟ้าพิรุณทางทิศใต้ และทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านมีคนของหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวรวมสามคนแล้ว ยังไม่เห็นมีสิ่งใดผิดสังเกต อาวุโสท่านพบเห็นสิ่งใดนอกเหนือจากนี้หรือไม่?”

ขณะที่ทั้งสองจะกล่าววาจาใดต่อ ไกลออกไปฝั่งตรงกันข้ามพลันมีเสียงชายเสื้อปะทะลมดังใกล้เข้ามา ชุดดำทั้งสองรีบถลันวูบเข้าหลังต้นไม้ ชั่วพริบตาเดียวเงาร่างเบาบางสองสายทะยานพุ่งผ่านตำแหน่งที่ทั้งสองซ่อนกายอยู่ด้วยความเร็วปานสายฟ้า สังเกตจากเงาหลังคนหน้าเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าคล้ายชนเผ่าอายุราวสามสิบปีเศษ อีกคนเป็นสตรีแต่งกายเฉกเช่นเดียวกัน รูปร่างอ้อนแอ้นอายุราวสิบสี่สิบห้าปี ผิวขาวดุจหยวกแม้เป็นเวลาค่ำคืนยังดูออกว่าเป็นหญิงงามล่มเมืองนางหนึ่ง

ทั้งสองมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ท่าทางมีพิรุธชวนสงสัย ดูจากวิชาตัวเบานับว่าร้ายกาจไม่ธรรมดา แม้นว่าอายุยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวก็ตาม

“รีบตาม!”

ชายชุดดำสะพายกระบี่กล่าวพลางพุ่งร่างล่วงหน้าไปวาเศษ ดูจากวิชาตัวเบายอดเยี่ยมสูงส่งกว่าสองคนก่อนหน้านั้น คิดว่าในใต้หล้าคงหาผู้เปรียบได้ยากนัก

“อาวุโสท่านล่วงหน้าไปก่อนสักหลายก้าว”

ชุดดำอีกคนกล่าวจบสะกิดเท้าคราหนึ่ง พุ่งกายไล่ไม่ห่างจากชายชุดดำที่สะพายกระบี่นำหน้าไปไม่มากนัก ดูจากอายุยังเยาว์แต่วิชาตัวเบาช่างร้ายกาจยอดเยี่ยม คนทั้งหมดเป็นใครกัน

ชุดดำสองคนติดตามชายหญิงคู่นั้นมาประมาณสามลี้ ถึงป่าทึบแถบหนึ่งเห็นทั้งสองชะลอฝีเท้าพร้อมทิ้งร่างลงไปยังดงป่าทึบนั้น ชุดดำสองคนที่ติดตามมารีบชะงักฝีเท้ากระโดดคราหนึ่งแนบร่างแนบชิดกับต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่หนาแน่น

ห่างไปไม่ถึงสิบวาชายหญิงคู่นั้นกำลังสนทนากันอย่างแผ่วเบา ทั้งสองยืนอยู่ระหว่างต้นไม้ใหญ่สองต้น ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ผนวกกับเป็นคืนแรมจึงมองเห็นทั้งคู่ไม่ถนัดชัดเจนนัก สองชุดดำพยายามเงี่ยหูสดับรับฟังถ้อยคำที่ทั้งคู่สนทนากัน

“กอกอ(พี่ชาย) ครานี้ข้าพเจ้าลงจากผาเป็นครั้งแรก นึกไม่ถึงว่าออกท่องยุทธภพครั้งแรกช่างน่าตื่นเต้นยิ่งนัก ในเมืองหลวงกลับมีสถานที่น่าเที่ยวแถมผู้คนมากมาย”

ดรุณีนางนั้นเอ่ยขึ้นพร้อมกับแสดงอาการตื่นเต้นยินดีอย่างออกนอกหน้า นางอยู่ในชุดเช่นชาวเผ่าสีแดงสด บนศีรษะโพกด้วยผ้าสีดำสลับด้วยสีม่วงเข้มอันมีเครื่องประดับที่ทำจากโลหะจำพวกแร่เงินและดีบุก เวลาเคลื่อนไหวมีเสียง กริก กริก เป็นจังหวะ

“ม่วยม่วย(น้องสาว) เจ้าได้รับคำสั่งให้ติดตามพี่ชายลงจากผาครั้งแรก เจ้าเกือบก่อเรื่องราวแล้วทราบหรือไม่? เกรงว่างานที่ได้รับมอบหมายยังไม่ทันสำเร็จ กลับจะมีปัญหาใหญ่หลวงตามมา”

ผู้ที่เรียกตนเองว่าพี่ชายกล่าวตำหนิดรุณีนางนั้น แต่น้ำเสียงยังแฝงไปด้วยความเอ็นดู บุรุษผู้นั้นอยู่ในชุดชาวเผ่าสีดำแกมม่วง บนศีรษะโพกผ้าสีเดียวกัน แต่ในความสลัวจึงไม่เห็นหน้าตาของทั้งสองว่าเป็นเช่นไร

ทั้งคู่เป็นเฮียม่วย(พี่ชายน้องสาว) กัน ตั้งแต่เล็กทั้งสองอาศัยอยู่บนผาเร้นลับตัดขาดโลกภายนอก ผู้ที่ทั้งสองเรียกหาเป็นเจ้าผาคือผู้นำพาทั้งคู่มายังผาแห่งนี้ และเลี้ยงดูพร้อมกับถ่ายทอดวิชาให้ ปีนี้บุรุษผู้พี่อายุย่างเข้ายี่สิบเจ็ดปี ส่วนดรุณีผู้น้องนั้นอายุย่างเข้าสิบห้าปี

ตั้งแต่จำความได้นางอาศัยอยู่บนผาแห่งนี้แล้ว พี่ชายของนางเพียงบอกกับนางว่าที่บ้านของเราถูกโจรบุกปล้น บิดามารดาล้วนถูกโจรฆ่าตายหมด แม้แต่ตัวพี่ชายและนางเองโจรโฉดยังไม่คิดละเว้น โชคดีที่ท่านเจ้าผาผ่านไปประสบพบเข้า เห็นแก่มนุษยธรรมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ท่านได้ลงมือฆ่าพวกโจรเหล่านั้นจนหมดสิ้น หลังจากนั้นได้นำทั้งคู่มายังผาเร้นลับแห่งนี้

ตอนนั้นพี่ชายของนางมีอายุเพียงสิบสองขวบปี นางเองยังคงเป็นทารกแบเบาะจำความไม่ได้ พี่ชายและท่านเจ้าผาบอกเรื่องราวเกี่ยวกับนางเช่นนั้น นางย่อมถือว่าเป็นเช่นนั้นหานำพากับชาติกำเนิดของตัวเองไม่

“ครั้งนี้เจ้าก่อเหตุเภทภัยใหญ่หลวงแล้วรู้หรือไม่? มีคนพบเราสองคนเฮียม่วยแถมเจ้ายังลงไม้ลงมือต่อแม่ชีนิรนามนางนั้นอีก หากทว่าพี่ชายติดตามเจ้าไปไม่ทัน จะมีหน้ากลับไปพบท่านเจ้าผาได้เช่นไร? ท่านสั่งห้ามไม่ให้เราทั้งสองแสดงวิชาฝ่ามือประจำสำนัก เกรงว่าจะเป็นที่สงสัยของผู้คน แต่เจ้ากลับซุกซนใช้วิชาวายุกรีดนภาออกไป”

บุรุษผู้เป็นพี่ชายกล่าววาจากับดรุณีนางนั้นยืดยาวอย่างตำหนิ เนื่องจากก่อนลงจากเขาท่านเจ้าผาของทั้งสองได้สั่งกำชับเอาไว้ว่า ถ้าไม่จำเป็นห้ามใช้วิชาประจำสำนักออกไปเด็ดขาด เพื่อมิให้เป็นที่สังเกตของบรรดาชาวยุทธ์

“นึกไม่ถึงว่าแม่ชีนางนั้นช่างมีฝีมือร้ายกาจนัก นางลงมือเพียงไม่กี่กระบวนท่า ทำเอาข้าพเจ้าย่ำแย่ นางแทบเอาชีวิตน้อย ๆ ของข้าพเจ้าไป ยังนับว่าโชคดีที่พี่ชายตามไปทันและขัดขวางนางไว้ได้พอดี แต่ข้าพเจ้าเห็นนางทำร้ายคนไม่มีทางสู้ นางเป็นผู้ทรงศีลไม่อยู่ในศีลในธรรม ข้าพเจ้าเข้าช่วยเหลือด้วยกุศลเจตนาอันดี พี่ชายจะโทษข้าพเจ้านับว่าไม่ถูกนัก”

ดรุณีนางนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ยอมอ่อนข้อ บุรุษผู้เป็นพี่ชายจึงกล่าววาจาต่อทันทีว่า

“ผาของเราอยู่ในที่เร้นลับบนหุบเขาสูง นานมากแล้วที่คนของผาจะได้รับอนุญาตจากท่านเจ้าผาให้ลงจากเขา ท่านเจ้าผาเองหลังจากค้นพบกับผาแห่งนี้ และนำเราเฮียม่วยมาเลี้ยงดูท่านไม่เคยลงจากผาแม้คราเดียว ทั้งสั่งห้ามเด็ดขาดมิให้ผู้ใดลงจากผาก่อนได้รับอนุญาต ที่ผ่านมาไม่มีผู้ใดกล้าย่างเท้าก้าวออกจากผาแม้แต่ผู้เดียว แม้นใครขัดคำสั่งมีแต่ต้องตายสถานเดียว สิบห้าปีมานี้ท่านเร้นกายไม่ลงจากผา ได้แต่เก็บตัวฝึกปรือสุดยอดวิชา หากทว่าท่านลงจากผาอีกครั้ง ในยุทธภพนี้คงเสาะหาคู่มือทัดเทียมท่านได้ยากนัก”

บุรุษผู้นั้นหยุดใช้ความคิดเล็กน้อย แล้วกล่าวสืบต่อว่า

“แม่ชีนางนั้นเป็นผู้ใดกัน? พลังฝีมือยอดเยี่ยมสูงส่ง พี่ชายเองตอนประกระบวนท่ากับนางยังเป็นรองอยู่หลายช่วงตัวทีเดียว โชคดีที่เจ้าใช้เข็มโปรยบุปผาร่วงข่มขวัญนาง หากนางล่วงรู้ว่าอาวุธลับที่เจ้าใช้ เจ้าฝึกยังไม่ถึงสามในสิบส่วน นางคงถล่มเราเฮียม่วยเสียละเอียดไม่เหลือกระดูกแทนที่จะล่าถอยไป ครั้งนี้พี่ชายกลับขึ้นผาจะต้องรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ท่านเจ้าผาได้รับทราบอย่างละเอียด แต่เอาเถิดทุกเรื่องราวพี่ชายจะออกหน้าแทนเจ้าเอง”

ได้ยินพี่ชายของนางกล่าววาจาเช่นนั้น นางจึงอ่อนเสียงลงหันมาคว้าแขนพี่ชายพร้อมกล่าวว่า

“เฟิ่นไป่ชิงยอมรับผิดต่อไปจะไม่ก่อเรื่องราวอีก ครั้งนี้ถือว่าเป็นบทเรียนจากนี้ข้าพเจ้าจะระมัดระวังตัวไว้ให้มาก พี่ชายอย่าได้ตำหนิข้าพเจ้าแล้ว ว่าแต่เราจะเดินทางกลับผากันค่ำคืนนี้เลยหรือไม่?”

ที่แท้ดรุณีนางนั้นมีชื่อว่าเฟิ่นไป่ชิง บุรุษผู้เป็นพี่ชายของนางชื่อเฟิ่นมู่เหอ

“พี่ชายรับคำสั่งท่านเจ้าผาให้เสาะหาคนผู้หนึ่ง? ซึ่งเป็นคนคุ้นเคยกับท่านครั้งที่ท่านผาดโผนอยู่ในยุทธภพ แต่ยังไม่พบตัวกลับมาเกิดเรื่องราวเสียก่อน แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงพี่ชายได้ทำเครื่องหมายนัดแนะเอาไว้แล้ว ค่ำคืนนี้เจ้ากับพี่ชายเสาะหาที่พักในหมู่บ้านแห่งนี้พักผ่อนหลับนอนเอาแรงไว้ พรุ่งนี้เช้าค่อยออกไปทำธุระให้เสร็จสิ้น แล้วค่อยเดินทางกลับผา”

สองอาคันตุกะชุดดำซุ่มแอบฟังคำสนทนาของทั้งสองอยู่เนิ่นนาน พลันริมโสตแว่วได้ยินเสียงคนกลุ่มหนึ่งมุ่งตรงมายังตำแหน่งที่ทั้งสองยืนอยู่ ชุดดำทั้งสองหันมาสบตากันวูบหนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะกระทำประการใดต่อไป เมื่อหันกลับไปยังตำแหน่งซึ่งสองเฮียม่วยแซ่เฟิ่นยืนอยู่ กลับไม่เห็นคนทั้งสองแม้แต่เงา ไม่รู้ว่าทั้งสองใช้วิชาท่าร่างใด ในชั่วพริบตากลับหายตัวไปอย่างลึกลับ คนชุดดำซึ่งสะพายกระบี่ รีบกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบากับชุดดำอีกคนว่า

“มีคนมุ่งตรงมาทางนี้ไม่น้อยกว่าสิบคน สองคนนั้นหายตัวไปแล้ว เจ้าอย่ามัวชักช้ารีบกลับขึ้นเขาไป แล้วรายงานเรื่องราวให้ท่านเจ้าสำนักของเจ้าได้รับทราบ ฝากคำพูดของเราไปว่าทุกเรื่องราวยังคงดำเนินไปตามแผน หากมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงเราจะส่งข่าวกลับไป ส่วนคนแซ่เฟิ่นทั้งสองเราจะติดตามร่องรอยเอง เจ้ากับเราแยกทางกันตรงนี้ ระมัดระวังตัวด้วย”

กล่าวจบชุดดำทั้งสองต่างทะยานดุจศรหลุดจากแหล่งจากไป ชายชุดดำที่สะพายกระบี่เมื่อตอนหัวค่ำมุ่งตรงสู่นครหลวงลั่วหยาง ส่วนชุดดำอีกคนไม่แน่นักว่าไปทิศทางใด ดูจากเงาหลังคล้ายคลึงคนผู้หนึ่งซึ่งปรากฏกายในงานเลี้ยงอวยพรหลิวกงกงในหมู่ตึกกระเรียนฟ้า

คนทั้งสองจากไปฝุ่นยังไม่ทันจางหาย คนกลุ่มใหญ่ทยอยมาถึงตำแหน่งที่คนทั้งสองเพิ่งผละไป ทั้งหมดมาด้วยกันสิบคนแยกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นบุรุษต่างวัยมีด้วยกันสี่คน คนนำหน้าวัยหกสิบเศษมีนามว่าเฉิงปู้กงเป็นหัวหน้าพรรคไผ่หลิว อีกสามคนเป็นบุรุษอายุไล่เลี่ยกันซึ่งเป็นศิษย์

กลุ่มถัดมามีด้วยกันสามคนคือสำนักเมฆฟ้าพิรุณ คนนำหน้าคือเจ้าสำนักนามเหิงปี้ไป่วัยเจ็ดสิบเศษ ติดตามมาด้วยศิษย์เอกสองคน แบ่งเป็นหนึ่งบุรุษกับหนึ่งสตรีอายุยังอ่อนวัยหนุ่มสาว

กลุ่มสุดท้ายมีด้วยกันทั้งสิ้นสามคนคือหุบเขาผาพยัคฆ์ขาว คนนำหน้าเป็นเจ้าหุบเขานามมู่ชิวป้าอายุราวเจ็ดสิบปี ศิษย์สตรีสองนางทั้งสองมีอายุไล่เลี่ยกัน รูปร่างอ่อนแอ้นบอบบางอยู่ในชุดนักบู๊สีขาวดั่งหิมะ เค้าโครงรูปหน้างดงามผิวขาวผุดผ่อง เมื่อทั้งหมดมาถึงต่างแยกย้ายกันสำรวจทั่วบริเวณ แต่ไร้วี่แววของผู้คน

“ท่านเหิง พบเห็นสิ่งใดผิดปกติบ้างหรือไม่?”

เจ้าหุบเขาผาพยัคฆ์ขาวเอ่ยถามขึ้น หลังจากทั้งหมดมารวมกันใต้ต้นไม้ใหญ่

“คิดว่าคนเหล่านั้นคงจากไปได้ไม่นาน ก่อนหน้าพวกเรามาไม่มากนัก ดูจากร่องรอยมีตรงนี้สองคน และห่างไปตรงโน้นอีกสองคน ดูท่าว่าจะเป็นคนละกลุ่มกัน”

เหิงปี้ไป่เจ้าสำนักเมฆฟ้าพิรุณชี้แจงตามเหตุผล หลังจากเดินสำรวจจนทั่วบริเวณแล้ว เฉิงปู้กงหัวหน้าพรรคไผ่หลิวกล่าวขึ้นด้วยความผิดหวังบ้างว่า

“ข้าพเจ้าเองล้วนมีความคิดเห็นตรงกับท่านเหิง แต่คิดไม่ออกว่าเป็นคนของฝ่ายใด? ดูแล้วการมาครั้งนี้ของเราท่านคงคว้าน้ำเหลวอีกเช่นเคย”

เฉิงปู้กงยกมือหยาบหนาขึ้นลูบเครายาวห้าแฉกพลางใช้ความคิด ทั้งหมดติดตามร่องรอยคนร้ายมาหลายวัน แต่ยังไม่ได้เบาะแสอันใด ดังนั้นจึงปรึกษากันว่าจะทำเช่นไรต่อไป ทั้งหมดสนทนากันได้ครู่ใหญ่จึงมีความเห็นสรุปตรงกันว่า ให้ทั้งหมดแยกย้ายกันกลับสำนักของแต่ละคนก่อนแล้วค่อยรวมตัวกันอีกที พร้อมกันนั้นได้จัดเตรียมคนมาคอยสอดส่องหาข่าวในแถบนี้ด้วย

เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมอบหมายให้อวี้หว่อ ซึ่งเป็นศิษย์คนรองของพรรคไผ่หลิวรับหน้าที่ไปรายงานต่อท่านหลิวกงกงยังหมู่ตึกกระเรียนฟ้า และหนานตี้ศิษย์คนโตของสำนักเมฆฟ้าพิรุณ รับหน้าที่เดินทางไปรายงานต่อเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน จากนั้นทั้งหมดจึงออกเดินทางออกจากที่นั่น

เมื่อทั้งหมดทยอยเดินทางออกจากบริเวณนั้นไปได้ไม่นาน ถัดไปไม่ไกลนักบนกิ่งไม้ใหญ่ที่มีใบหนาทึบปกคลุม เฟิ่นมู่เหอและเฟิ่นไป่ชิงทั้งสองทิ้งตัวลงจากต้นไม้ใหญ่ ความจริงทั้งสองมิได้จากไปไหนไกล เพียงแต่อาศัยจังหวะที่คนชุดดำสองคนหันไปสบตากันจนลืมปิดกั้นลมหายใจ เพียงชั่วพริบตาทั้งสองล่วงรู้ว่ามีคนซุ่มดูอยู่ พลิ้วกายขึ้นซ่อนกายบนต้นไม้ใหญ่ พร้อมกับใช้วิชากำลังภายในบังคับปิดกั้นลมหายใจ ซ่อนตัวอยู่รอจนกว่าทั้งหมดจากไปจึงลงจากที่ซ่อนตัว

ทั้งสองเป็นคนของเผ่าใด และสถานที่เร้นลับที่กล่าวถึงตั้งอยู่ที่ใด ทำไมสิบห้าปีที่ผ่านมานี้ บรรดาชาวยุทธ์ถึงไม่ระแคะระคายถึงความคงอยู่ของผาลี้ลับแห่งนี้ การปรากฏตัวขึ้นของเฮียม่วยแซ่เฟิ่นทั้งสอง มีจุดประสงค์อันใดแอบแฝงหรือไม่ แล้วคนที่ทั้งสองกำลังเสาะหาเล่า เขาเป็นบุคคลชนชั้นใดกันแน่ มีความสัมพันธ์อันใดกับคนของผาลี้ลับแห่งนี้

หยกเหินลม/ชล ชโลทร

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel