บท
ตั้งค่า

บทที่ 8 บ้านฉันเป็นคนสุภาพ!!

บทที่ 8 บ้านฉันเป็นคนสุภาพ!!

“ซูเหม่ยอิง... ซูเหม่ยอิงกลับมาแล้ว!!”

รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของหลินเยว่ซิน พลันจางหายไปในเสี้ยววินาที หญิงชาวบ้านกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ก่อนจะตะโกนแจ้งข่าวร้ายต่อด้วยเสียงอันดัง

“นางพาผู้ชายฉกรรจ์ของตระกูลหลัวมาด้วยกลุ่มใหญ่! ประกาศกร้าวกลางหมู่บ้านว่า จะมาลากตัวหลินเยว่ซินไปอยู่เมืองอำเภอแทนหลินเยว่หลัน!!”

ความเงียบสงัดอันน่าขนลุก พลันตกลงมาปกคลุมห้องโถงบ้านกัวในทันที

หลินจื้อหยวนหน้าซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวต่ออดีตภรรยาที่ฝังรากลึก กัวซิ่วหรงค่อยๆ หันขวับมามองใบหน้าของเด็กสาวที่ตนเพิ่งรับปากจะให้ที่พักพิงเมื่อครู่ ส่วนหลินเยว่ซินนั้น เธอกำตะเกียบไม้ในมือแน่นจนแทบหักเป็นสองท่อน

มารดาใจร้ายเพิ่งจะทอดทิ้งพวกเธอจากไปได้ไม่ถึงครึ่งวัน เหตุใดจู่ๆ ถึงได้เปลี่ยนใจ วกกลับมาทวงตัวเธอคืนเช่นนี้? หรือว่าหลินเยว่หลันจะทำเรื่องขัดใจจนตระกูลหลัวไม่ยอมรับ? และพวกเขายังคงยืนกรานดึงดันที่จะต้องการบุตรสาวคนโต ซึ่งงดงามและมีชื่อเสียงว่าหัวอ่อนกว่า เพื่อนำไปเป็นหุ่นเชิดผลิตทายาท เหมือนดั่งเช่นที่เคยเกิดขึ้นในชาติก่อน?!

บรรยากาศภายนอกตัวบ้าน แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์จมดิ่งลับหายไปหลังเหลี่ยมเขาชิงหลงโดยสมบูรณ์ ความมืดมิดอันหนาวเหน็บค่อยๆ คลี่ม่านสีดำทะมึนลงมาปกคลุมเหนือหมู่บ้าน

หลินเยว่ซินสูดลมหายใจเข้าลึก ค่อยๆ วางตะเกียบในมือลงบนโต๊ะอย่างเชื่องช้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนหยัดเต็มความสูง ริมฝีปากอวบอิ่มของเธอยกโค้งขึ้น เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบและเย้ยหยันที่สุด

ในชาติก่อน เธอเคยถูกคนพวกนั้นลากตัวไปลงนรกอย่างง่ายดาย เพียงเพราะครอบครัวหลินอ่อนแอ และไม่มีใครมีกำลังพอที่จะยืนขวางประตูต้านทานพวกมันไว้ได้

แต่ในชาตินี้... บริบทมันเปลี่ยนไปแล้ว! เธอหันขวับไปมองกัวซิ่วหรง ซึ่งบัดนี้กำลังเอื้อมมือไปปลดกระบอกปืนล่าสัตว์ลงมาจากบ่าอย่างช้าๆหญิงพรานแห่งเขาชิงหลง เช็กลูกกระสุนในรังเพลิงด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่ง เยือกเย็น และดุดันราวกับมัจจุราช ก่อนจะเอ่ยถามหญิงส่งข่าวด้วยประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียว

“พวกมัน... มากี่คน”

น้ำเสียงของกัวซิ่วหรงสงบนิ่งเสียจนหญิงที่วิ่งมาส่งข่าวต้องกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก

“หะ...ห้าคน”

“มีอาวุธหรือไม่”

“ไม่เห็นปืน แต่มีผู้ชายร่างใหญ่ตามมาสามคน คนหนึ่งบอกว่าเป็นน้องชายของรองหัวหน้าสหกรณ์หลัว”

กัวซิ่วหรงพยักหน้ารับ คล้ายอีกฝ่ายไม่ได้พาคนมาชิงตัวเด็กสาว หากเพียงนำเนื้อหมูมาขอชำแหละถึงหน้าบ้าน พรานหญิงดันลูกกระสุนเข้ารังเพลิงด้วยท่วงท่าทะมัดทะแมง แกรก... ก่อนพาดปืนกลับขึ้นบ่า

“แค่ห้าคน”

กัวเอ้อร์เฉิงซึ่งยืนอยู่ใกล้ประตูถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก

“ดีจริง! นึกว่าจะมากันเยอะเสียอีก”

หลินจื้อหยวนหันขวับไปมองเขาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“ห้าคนยังเรียกว่าน้อยหรือ?”

กัวเอ้อร์เฉิงพิจารณาคำถามนั้นอย่างจริงจัง

“ถ้าแม่ผมอารมณ์ดี ห้าคนก็นับว่าน้อยครับ”

“แล้วถ้าอารมณ์ไม่ดีเล่า!!”

“ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่เลยครับ”

“…”

หลินจื้อหยวนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า บ้านที่ตนเพิ่งตกลงปลงใจแต่งเข้ามานั้น เป็นครอบครัวนายพรานหรือรังโจรกันแน่ ด้านนอก เสียงคนโต้เถียงเริ่มดังใกล้เข้ามาทุกที

แสงสุดท้ายของวันจมหายไป ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านเปลี่ยนจากสีทองเป็นสีม่วงคล้ำ ลมเย็นเยียบพัดผ่านแนวข้าวโพดแห้งจนใบเสียดสีกันดังซ่า คล้ายคนจำนวนมากกำลังกระซิบเตือนถึงพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

ไม่นาน ประตูรั้วบ้านกัวก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ซูเหม่ยอิงเดินนำหน้าเข้ามาเป็นคนแรก เสื้อคลุมสีน้ำเงินตัวใหม่ของหล่อนยับเล็กน้อยจากการเดินทางอย่างรีบร้อน ใบหน้าซึ่งแต้มแป้งไว้อย่างประณีตเมื่อตอนบ่าย บัดนี้เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและหยิ่งผยอง

ด้านหลังมีชายวัยกลางคนร่างท้วมในชุดเสื้อกั๊กสีเทาเดินตามมา เขาคือหลัวเฉิงไห่ น้องชายของหลัวเหวยตง นอกจากนั้นยังมีชายฉกรรจ์อีกสามคนติดตามมาด้วยท่าทางคุกคาม

หลินเยว่หลันเดินรั้งท้ายสุด ใบหน้าของเด็กสาวซีดเผือด สองมือกำชายเสื้อแน่น ดวงตาแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เมื่อเห็นพี่สาวนั่งอยู่ในบ้านกัว หล่อนก็เม้มริมฝีปากแน่นทันที

หลินเยว่ซินมองน้องสาวเพียงแวบเดียวก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด ตระกูลหลัว ไม่พอใจคนที่ซูเหม่ยอิงพากลับไป

ในชาติก่อน หลัวจิ้นอันเคยสารภาพว่า เขาเลือกเธอเพราะรูปถ่ายเพียงใบเดียว รูปนั้นถ่ายเมื่อหลินเยว่ซินอายุสิบเจ็ดปี เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ยืนอยู่ใต้ต้นท้อ ใบหน้างดงามหมดจดคล้ายคลึงหลินจื้อหยวนถึงเจ็ดส่วน หลัวจิ้นอันไม่ได้ต้องการบุตรสาวของซูเหม่ยอิงคนใดก็ได้ เขาต้องการ 'เธอ' มาตั้งแต่ต้น

ดังนั้น ต่อให้หลินเยว่หลันรีบชิงตัดหน้า แย่งชะตาไปก่อน ตระกูลหลัวก็ยังบีบให้ย้อนกลับมาทวงเจ้าของชะตาเดิมอยู่ดี

“เยว่ซิน!!” ซูเหม่ยอิงก้าวอาดๆ เข้ามาในห้องโถง “ไปเก็บของ แล้วกลับไปกับแม่เดี๋ยวนี้”

ไม่มีคำอธิบายใดๆ ไม่มีแม้แต่คำขอโทษ ราวกับเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้เป็นคนลากกระเป๋าจากไปพร้อมบุตรสาวอีกคน และป่าวประกาศว่าต่อจากนี้ต่างคนต่างอยู่ หลินเยว่ซินวางตะเกียบในมือลงช้าๆ

“กลับไปที่ไหนคะ??”

“บ้านตระกูลหลัวอย่างไรเล่า!”

“แม่พาน้องไปแล้วนี่คะ”

คำถามที่แทงตรงจุดทำเอาใบหน้าของหลินเยว่หลันยิ่งซีดเผือดลงกว่าเดิม

ซูเหม่ยอิงขมวดคิ้วมุ่น

“น้องสาวของแกยังเด็ก เข้าไปอยู่ในเมืองย่อมไม่คุ้นเคย แม่คิดดูให้ดีแล้ว แกเป็นพี่สาว ควรจะไปช่วยดูแลน้อง”

เหตุผลนั้นช่างฟังดูงดงาม... งดงามเสียจนเกือบทำให้คนลืมไปเลยว่า เมื่อตอนบ่ายหล่อนเพิ่งประกาศกร้าวว่าบ้านหลัวรับเด็กไปอุปการะได้เพียง 'คนเดียว' หลินเยว่ซินจ้องมองใบหน้ามารดา

ในชาติก่อน เธอเคยเฝ้ารอคอยให้ผู้หญิงคนนี้มาเยี่ยมอยู่หลายปี ทุกครั้งที่ประตูบ้านเปิด เธอเคยคาดหวังว่าจะเห็นมารดาเดินเข้ามา ถามไถ่เพียงสักคำว่าเธอใช้ชีวิตสุขสบายดีหรือไม่

แต่ซูเหม่ยอิง ไม่เคยถาม ยามที่หล่อนมาเยี่ยม ก็มักจะพูดถึงแต่เรื่องเงิน ตำแหน่งของสามีใหม่ หรือผลประโยชน์ที่ตระกูลหลัวต้องการเรียกร้องจากเธอ

กระทั่งในวันที่เยว่ซินแท้งลูกคนแรก ผู้เป็นแม่ยังคงจับมือบุตรสาวแล้วปลอบประโลมด้วยคำพูดที่ว่า

'ไม่เป็นไรหรอก แกยังสาวอยู่ มีลูกใหม่ได้สบาย'

ไม่มีใครถามว่าร่างกายของเธอเจ็บปวดเพียงใด ไม่มีใครสนใจว่าเหตุใดเธอจึงร่วงตกลงมาจากบันได คนพวกนั้นสนใจเพียงแค่ว่า 'มดลูก' ของเธอยังใช้งานผลิตทายาทให้พวกเขาได้อยู่หรือไม่ ก็เท่านั้น

“ฉันไม่ไปค่ะ!!”

คำตอบปฏิเสธที่เรียบง่าย ทว่าเด็ดขาด ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกลงทันตา

ซูเหม่ยอิงถลึงตาใส่

“แกว่าอย่างไรนะ!”

“ฉันบอกว่า ฉันเลือกที่จะอยู่กับพ่อแล้วค่ะ”

“ตอนนั้นแม่ยังไม่ได้คิดให้รอบคอบ!”

“แต่ฉันคิดรอบคอบดีแล้วค่ะ” หลินเยว่ซินมองสบตาสตรีตรงหน้าอย่างไม่ลดละ

“ฉันจะอยู่กับพ่อ”

หลัวเฉิงไห่ที่ยืนกอดอกอยู่ด้านหลังแค่นหัวเราะเยาะ

“เด็กบ้านนอกนี่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย พี่สะใภ้ของผมใจดีถึงขนาดต้องย้อนกลับมารับ เธอยังกล้าทำตัวเรื่องมาก เล่นตัวอยู่อีกหรือ”

เขากวาดสายตามองไปรอบๆ บ้านกัวอย่างเหยียดหยาม ผนังดินแตกร้าว โต๊ะไม้เนื้อหยาบที่ไม่เข้าชุด หนังสัตว์กลิ่นสาบที่แขวนตากอยู่บนผนัง และสมาชิกบ้านกัวที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ ล้วนทำให้ความดูแคลนในดวงตาของเขาฉายชัดยิ่งขึ้น

“บ้านหลัวมีข้าวขาวให้กินทุกมื้อ มีไฟฟ้า มีจักรยานขี่ และอีกไม่นานก็อาจจะซื้อวิทยุเครื่องใหม่ เธอทนซุกหัวอยู่ที่นี่แล้วจะได้อะไร? กินเนื้อป่าเหม็นสาบ แล้วโตไปแต่งงานกับไอ้พวกนายพรานหรือ”

กัวเอ้อร์เฉิงก้มมองเนื้อหมูตุ๋นในชามของตนเอง ก่อนจะกระซิบถามพี่ชายเบาๆ

“เนื้อบ้านเรา... มีกลิ่นสาบหรือพี่?”

กัวต้าหย่งส่ายหน้า ตอบอย่างจริงจัง

“ไม่มี พ่อหลินทำอาหารอร่อยล้ำเลิศ”

“งั้นตาแก่นี่ก็กำลังโกหก”

“อืม!!”

สองพี่น้องสรุปความกันเสร็จสรรพ โดยไม่สนใจไยดีเลยว่าตัวแทนจากตระกูลหลัวกำลังยืนหน้าดำหน้าแดงอยู่ตรงหน้า หลัวเฉิงไห่หูผึ่งได้ยินเต็มสองก้นหอย เขาโกรธจนหน้าเขียวปัด

“ไอ้พวกเด็กเวร…”

“นี่บ้านฉัน!!”

กัวซิ่วหรงเอ่ยแทรกขึ้นมาเสียงเรียบ น้ำเสียงของพรานหญิงไม่ได้ดุดันหรือตะเบ็งดัง แต่มันกลับมีอำนาจกดทับ จนทำให้คำด่าที่กำลังจะพ่นออกจากปากของอีกฝ่ายต้องกลืนหายกลับลงคอไป หญิงพรานยืนพิงกรอบประตู มือข้างหนึ่งจับสายสะพายปืนบนบ่าอย่างหลวมๆ ใบหน้าคมสวยอาบไล้ด้วยเงาไฟจากตะเกียง ดวงตาเรียวยาวสงบนิ่งจนคนมองคาดเดาไม่ออกว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่

“ถ้าจะเปิดปากพูดกับคนบ้านฉัน ก็ช่วยเรียบเรียงคำพูดให้มันดีๆ หน่อย”

กัวซิ่วหรงเคาะนิ้วชี้กับท้ายปืนเบาๆ เป็นจังหวะเนิบช้า ทว่าหนักแน่น แผ่รังสีความกร่างแบบคนจริงที่แฝงความข่มขู่ไว้มิดชิด

“คนบ้านฉันล้วนพูดจาสุภาพเรียบร้อย อ่อนโยนกันทุกคน พวกเราหูบอบบาง ไม่ค่อยชอบฟังคำพูดระคายหู หรือเสียงหมาเห่าหอนแถวนี้สักเท่าไร”

กัวเอ้อร์เฉิงที่เพิ่งจะต่อปากต่อคำด่ากราดอีกฝ่ายไปเมื่อครู่ รีบพยักหน้าหงึกหงักสนับสนุนมารดาด้วยสีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับผ้าขาว หลัวเฉิงไห่หน้าม้านชะงักไปชั่วอึดใจ แววตาเยือกเย็นและคำด่ากระทบชิ่งของพรานหญิง ทำให้เขารู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง ทว่าทิฐิของคนเมืองและอำนาจบารมีของตระกูลหลัวที่หนุนหลังอยู่ ทำให้เขาฝืนยืดอกขึ้น แค่นหัวเราะหยันออกมาอย่างไม่สะทกสะท้าน

“คนบ้านคุณอย่างนั้นหรือ?”

เขาชี้มือไปที่เยว่ซิน

“เด็กคนนี้นามสกุลหลิน เป็นลูกสาวของพี่สะใภ้ผม ไปเกี่ยวอะไรกับบ้านกัวของคุณไม่ทราบ”

“ตอนนี้ยังไม่เกี่ยว...”

กัวซิ่วหรงตอบหน้าตาย

“...”

“แต่อีกเดี๋ยว... ก็เกี่ยวแล้ว”

หลินจื้อหยวนซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง ถึงกับไอค่อกแค่กออกมาเบาๆ

“ซ…ซิ่วหรง...”

พรานหญิงหันขวับไปหาเขาทันที สีหน้าที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งเมื่อครู่ พลันอ่อนละมุนลงเล็กน้อย

“คุณไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ฉันรับปากแล้ว ว่าตอนนี้ฉันจะยังไม่ตีใคร”

กัวเอ้อร์เฉิงพึมพำลอดไรฟัน

“คำว่า ‘ยัง’ นี่แหละครับ ที่ฟังดูน่ากลัวที่สุด”

กัวต้าหย่งพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรุนแรง หลินจื้อหยวนไม่ได้รู้สึกสบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อยนิด ซูเหม่ยอิงขี้เกียจต่อปากต่อคำกับกัวซิ่วหรง หล่อนเดินจ้ำอ้าวตรงเข้าไปหมายจะคว้าแขนบุตรสาว

“เลิกดื้อดึง แล้วตามแม่กลับไปเดี๋ยวนี้!”

หลินเยว่ซินก้าวถอยหลังหนีโดยสัญชาตญาณ ทันทีที่ปลายนิ้วของมารดาสัมผัสโดนข้อมือ ภาพความทรงจำอันโหดร้ายในชาติก่อนก็แล่นริ้วกลับมาโจมตี...มือของแม่สามีที่บีบต้นแขนเธอจนเขียวช้ำ... เชือกเส้นหนาที่มัดรัดข้อมือจนเลือดห้อ ประตูเหล็กบานหนักที่ถูกกระชากปิดลง... และเสียงของหลัวจิ้นอัน ที่กระซิบข้างหูว่าอย่าดิ้นรน เพราะทุกสิ่งที่เขาทำ ก็เพื่อตัวเธอเองทั้งนั้น...

ลมหายใจของหลินเยว่ซินสะดุดกึก ร่างกายแข็งเกร็งราวกับถูกแช่แข็ง ปลายนิ้วเย็นเฉียบไร้สีเลือด ทว่าก่อนที่ซูเหม่ยอิงจะทันได้ออกแรงกระชาก มือเรียวยาวทว่าแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กของใครอีกคน ก็ยื่นมาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของผู้เป็นแม่ไว้แน่น! กัวซิ่วหรงไม่ได้ออกแรงบีบมากนัก อย่างน้อย หล่อนก็คิดเช่นนั้น แต่ใบหน้าของซูเหม่ยอิงกลับบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเจ็บปวดทันที

“โอ๊ย! ปล่อยฉันนะ! นังผู้หญิงแรงควาย!!” กัวซิ่งหรงยกยิ้มมุมปากราวกับพอใจมากที่ถูกเรียกว่ามีแรงเยอะ!!!

“เธอนั่นแหละที่ต้องเป็นฝ่ายปล่อย” พรานหญิงกดเสียงต่ำ

“ลูกสาวของฉัน ฉันจะพาไปไหนก็ได้!”

“เมื่อตอนบ่าย เธอเลือกเด็กอีกคนไปแล้ว”

“แต่ฉันเป็นแม่แท้ๆ ของพวกเขา!”

“เป็นแม่แท้ๆ ก็ต้องรู้จักหัดฟังบ้าง ว่าลูกต้องการอะไร”

ซูเหม่ยอิงพยายามออกแรงสะบัดมือหนี แต่ข้อมือของหล่อนกลับถูกบีบตรึงไว้แน่นราวกับถูกคีมเหล็กล็อกตาย

“กัวซิ่วหรง! นี่มันเป็นเรื่องในครอบครัวฉัน แกอย่ายุ่ง!”

“แกเป็นคนบุกเข้ามาในบ้านฉันเอง!!”

กัวซิ่วหรงก้มมองมือตนเองที่ยังคงกำข้อมืออีกฝ่ายไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตภรรยาของชายที่ตนรัก และเอ่ยตอบด้วยเหตุผลหน้าตาย อันเป็นสไตล์เฉพาะตัวของหล่อน

“ในเมื่อแกพาเรื่องเข้ามาหาฉันในบริเวณบ้านของฉัน... เรื่องนี้ มันก็ตกมาอยู่ในมือฉันแล้ว!!! ”

*****

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel