บท
ตั้งค่า

3 ทัณฑ์พิศวาส

          ใช้เวลาบนท้องถนนไม่ถึงสามสิบนาทีปรวีร์ก็พาฝนแก้วมาถึงเพนต์เฮาส์ หญิงสาวพะอึดพะอมแต่สู้กลืนมันลงคอ พยายามมีสติกับสถานการณ์ตรงหน้าให้มากที่สุด ปรวีร์โอบเอวบางไว้แน่นในขณะที่หญิงสาวคอยแต่แกะออก มือไม้อ่อนเปลี้ยเพราะฤทธิ์เหล้าไม่กระเทือนแรงคนตัวโต ซ้ำยังปั้นหน้าเป็นจนฝนแก้วชักไม่ไหวจะทน

         “โอ๊ยๆ!” เสียงเข้มร้องลั่นลิฟต์เมื่อโดนคมเขี้ยวฝังที่ต้นแขน เขาปล่อยพันธนาการจากร่างเล็ก แต่เพียงเสี้ยววินาทีก็ดึงกลับมากอดใหม่เมื่อเธอพุ่งไปที่แผงหมายเลขชั้นอาคารหวังกดออกไปจากตรงนี้

          “ปล่อยนะจะกลับบ้าน”

          “ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าครบเจ็ดวันเมื่อไหร่ก็ปล่อยเมื่อนั้น”

          “ทำไมคะ จับฝนมาทำไม” ใบหน้าที่มีแต่เงาหวาดหวั่นช้อนมองคนที่กอดเธอไว้ ปรวีร์มองสบแต่ไม่ตอบอะไร เขาเงียบอีกแล้ว “ตอบสิคะ ตอบฝนมา!”

          “แม่เธอรักเธอมากไหม เพราะถ้ารักมากก็แปลว่าคิดถูกแล้วที่ฉันใช้เธอเป็นเครื่องมือ” เสียงทุ้มสะกดต่ำร่ายคำตอบที่คนฟังขมวดคิ้วไม่เข้าใจ และก่อนที่เธอจะทันได้ถามอะไรประตูอะลูมิเนียมก็เปิดออก ณ กลางห้องเพนต์เฮาส์ของปรวีร์

          ร่างสูงลากเธอออกมาพร้อมประตูลิฟต์ที่ปิดลง แม้ฝนแก้วอึ้งกับคำตอบปริศนาแต่ยังพอมีสติว่าต้องปฏิเสธการเกาะกุมของเขา จนกระทั่งปรวีร์เป็นฝ่ายถอนอ้อมกอดเมื่อถึงกลางห้องกว้างโอบล้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์คุมโทนสีขาวเทา เยื้องจากห้องนั่งเล่นไปตรงระเบียงคือสระว่ายน้ำส่วนตัวสะท้อนแสงไฟสีส้มนวล หากแต่ความหรูหรามีระดับของห้องพักถูกผลักจากความสนใจของฝนแก้วในชั่วขณะนี้

          “หมายความว่าไงคะ ใช้เป็นเครื่องมือ?”

          ปรวีร์ผละไปตรงบาร์ รินวิสกี้ใส่แก้วแล้วดื่มพรวดจนหมด ก่อนกลับมาหาคนตรงหน้าที่ดวงตาระริกไหวมีทั้งความกลัวปะปนกับความไม่เข้าใจ

         “เธอรู้ไหมว่าตอนนี้แม่ฉันอยู่โรงพยาบาล”

          “ป้ารีย์เป็นอะไรคะ” สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน

          “ตกบันไดเพราะช็อกกับสิ่งที่เห็น แม่เธอเล่นชู้กับพ่อของฉัน กล้าทำต่ำๆ ในบ้านของแม่ฉัน แม่เธอมันส่ำส่อนมากนะฝนแก้ว”

          เพียะ!

          เธอทำลงไปโดยไม่รู้ตัว ฝนแก้วมองมือของตนที่สั่นระริกก่อนพุ่งไปหาปรวีร์ “ฝนขอโทษค่ะ ฝนไม่ได้ตั้งใจ โอ๊ย!”

          ปรวีร์เพียงต้องการสลัดเธอออก ไม่ตั้งใจผลักแรงจนล้มไปกองกับพื้น กระนั้นแม้ตกใจแต่ก็ใจแข็งไม่คิดช่วย ฝนแก้วสะอื้นไห้ เกินขีดจำกัดจะฝืนทน สมองอื้ออึงจากฤทธิ์เหล้าแต่พยายามประคองตัวเองอย่างสุดความสามารถ

          “ฝนไม่เชื่อ แม่ไม่มีทางทำแบบนั้น มันอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิด” ร่างบางส่ายหน้าระรัว ยึดโซฟาเป็นหลักพยุงลุก ก่อนมุ่งหน้าไปยังลิฟต์ที่พามาส่งเมื่อครู่ เธอไม่อยู่หรอก แม้แต่นาทีเดียวก็ไม่อยากอยู่มองหน้าเขา

          “ฟังไม่เข้าใจเหรอ ก็บอกแล้วไงว่าถ้าไม่ครบเจ็ดวันไม่ให้กลับ”

          “มีสิทธิ์อะไรมาสั่ง มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยว” ฝนแก้วสะบัดแขนจากเขาพลางล้วงมือถือในกระเป๋าตั้งใจจะโทร.หาผู้ปกครอง ทว่าปรวีร์ฉวยไปจากมือพร้อมออกแรงเขวี้ยงจนโทรศัพท์เครื่องแพงนอนแอ้งแม้งหมิ่นขอบสระ ฝนแก้วอ้าปากค้างตะลึงเบือนกลับมามองคนหน้าถมึงทึงอย่างเอาเรื่อง

         “พี่มันบ้าไปแล้ว! มีสติอยู่หรือเปล่า จับฝนมาแก้แค้นงั้นเหรอ แก้แค้นบ้าบออะไร และฝนไม่เชื่อหรอกนะว่าแม่จะเป็นชู้กับคุณลุง พี่วีร์อาจเข้าใจผิด คุณลุงมีเมียน้อยตั้งมากมายแต่หนึ่งในนั้นยังไงก็ไม่ใช่แม่ฝน อีกอย่างถึงเรื่องนี้มันจริงแต่ไม่ใช่ฝนที่ต้องรับผิดชอบ”

          “ใช่สิ! ฉันจะให้เธอเป็นคนรับผิดชอบเรื่องนี้” ปรวีร์แทรกเสียงตะคอกจนร่างบางสะดุ้งโหยง สองเท้าก้าวถอยหลังเมื่อเขาก้าวคุกคาม

         ปรวีร์ไม่ขู่ฟ่อนานนักมือยาวกระชากเธอเข้าสู่อ้อมกอดจนใบหน้าเฉียดชนกัน ความร้อนฉ่าในตัวที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันปรวีร์ตอบไม่ได้ว่าเป็นเพราะความใกล้ชิด หรือฤทธิ์สุราในกระแสเลือด ฝนแก้วเสหน้าหลบวูบเมื่อริมฝีปากจ้องฉกลงมา

          เขากำลังทำอะไร คิดจะทำอะไรเธอ

          มือหนาช้อนประคองคอระหงตรึงให้นิ่งอยู่กับที่ ในนาทีที่ฝนแก้วอ้าปากพูดเขาก็ก้มครอบจูบทันที กลิ่นราสเบอร์รี่ผสมแอลกอฮอล์ละมุนกันอยู่ในรสสัมผัส ยิ่งฝนแก้วอู้อี้ประท้วง เขายิ่งกดจูบให้หนักเอาให้เธอแบ่งห้วงหายใจไม่ถูก ร่างกายที่ถูกกร่อนด้วยฤทธิ์สุราว่าอ่อนแอแล้วพอเจอสัมผัสดูดดื่มจากผู้ชายที่ใจหวั่นไหวมาด้วยตลอด ยิ่งทำเรี่ยวแรงต่อต้านถดถอย ฝนแก้วรู้ตัวดีว่าหากเขายังเอาแต่ไล่ต้อนเรียวลิ้นของเธอที่หลบหนี เพียงแค่อึดใจเดียวก็คงต้านทานไม่ไหวแล้ว

          “อื้ม หวานดีนะ” ปรวีร์ยอมถอนริมฝีปากแต่ไม่ยอมปล่อยร่างบาง “แต่ไม่ได้เรื่อง ไอ้ดารานั่นไม่สอนจูบหรือไง”

          ฝนแก้วปรือตามองเขา เม้มปากหวังกำจัดคราบน้ำลาย แต่แบบนี้ไม่สะใจเท่ากับใช้เสื้อเชิ้ตของเขาเช็ดปาก แสดงให้รู้กันไปเลยว่ารังเกียจ ซึ่งนั่นทำปรวีร์กัดฟันกรอดจนสันกรามนูนชัด

         “เขามีชื่อค่ะ ไม่ใช่ไอ้ดารา และพี่กันต์ก็สอนจูบออกจะบ่อย เพียงแต่ฝนไม่อยากจูบกับพี่ และพี่กันต์ก็เป็นจูบแรกของฝนด้วย”

          “จูบแรก แน่ใจเหรอ?”

          “แล้วมีอะไรไม่แน่ใจ” แม้ถามอย่างอวดเก่งแต่กลับรู้สึกไม่มั่นใจ ส่วนหนึ่งก็เพราะดวงตาคู่คมดุวาบ คล้ายแฝงความเยาะหยันอยู่ในทีนั่นแหละ

          “ช่างแม่งมัน จะจูบแรกหรือจูบไหนก็ไม่สำคัญ ว่าแต่เธอเคยนอนกับมันหรือยังไอ้ดารานั่นน่ะ”

          ฝนแก้วฉุนจัดใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีหวังผลักตัวเองจากอ้อมกอด เมื่อคนตัวโตไม่ขยับก็หันไปเล่นงานของต่ำที่เท้าแทน แต่ดูเหมือนเจ้ายักษ์ปักหลั่นจะรู้ทันทุกอย่าง หลบหลีกรวดเร็วจนเธอโมโห ฝนแก้วไม่ยอมแพ้เขย่งปลายเท้าเพิ่มความสูงแล้วกัดซอกคอเขาอย่างแรง แม้ปรวีร์ร้องลั่นเสียงดังเธอก็ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ กระทั่งถูกผลักออกนั่นแหละ

         ปรวีร์ตะปบต้นคอที่โดนฝังคมเขี้ยว รู้สึกเจ็บแสบเสียจนต้องดึงฝ่ามือที่เปียกชื้นออกมาดู

         “เลือด! นี่กะเอาถึงตายเลยหรือไง”

         ฝนแก้วกลืนน้ำลายหวาดหวั่น ยืนละล้าละลังด้วยกำลังชั่งใจว่าควรขอโทษดีหรือไม่ แต่เมื่อเทียบกับการกระทำหยามเกียรติ สุดท้ายวิจารณญาณก็ลงความเห็นว่าเขาสมควรโดนด้วยประการทั้งปวง ฝนแก้วดึงสติแล้วหมุนตัวไปทางลิฟต์ คนเจ็บที่กำลังเลือดขึ้นหน้าไม่มีทางปล่อยไปแน่

         มือหนาตั้งใจไม่คว้าส่วนใดของร่างกายเธอ เพราะเล็งไปที่สายเดี่ยวสีดำและออกแรงกระชากจนมันขาด ฝนแก้วตกใจยังไม่ทันได้โวยวายปรวีร์ก็กระชากสายเดี่ยวอีกข้างให้ขาดสะบั้น เรียวแขนเล็กกระชับกอดตัวเองร่นหนีจ้าละหวั่น แววตาคู่นั้นราวกับหมดสิ้นความสัมพันธ์วัยเยาว์ระหว่างเขาและเธอ ปรวีร์กำลังโกรธในระดับที่พร้อมฉีกกระชากเธอเป็นชิ้นๆ

         “พี่วีร์จะ...จะทำอะไร” เสียงสั่นถามระรัว ตามองมือหนาที่ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตอย่างรวดเร็วเพียงพริบตาเดียวก็เหลือเพียงร่างเปลือยเปล่า จากนั้นก็หันไปถอดเข็มขัด ฝนแก้วหันหลังเดินหนี เอื้อมมือหมายกดเรียกลิฟต์แต่ช้ากว่าปรวีร์ที่กระชากร่างบางเข้าหาตัว ตวัดอุ้มเดินดุ่มๆ เข้าห้องนอน

          “พี่วีร์ปล่อยนะ...ปะ ปล่อย”

          “ปล่อยแน่” กระตุกยิ้มร้ายก่อนเอ่ยต่อด้วยเสียงกระซิบพร่า “แต่ขอปล่อยในนะ”

          ฝนแก้วไม่เข้าใจความกำกวมในประโยค รู้เพียงว่าแววตาที่ผสมความแพรวพราวกับเจ้าเล่ห์ตีความไปทางลบได้อย่างเดียว ปรวีร์ปล่อยร่างนุ่มนิ่มที่ดีดดิ้นตลอดทางบนเตียงหยุ่นขนาดคิงส์ไซซ์ ก่อนปีนตามมาทาบทับ สองมือเล็กยกกันอกแกร่งที่โถมน้ำหนักไม่ออมแรง

          “หนัก ออกไปนะ พี่คิดจะทำอะไร ยังเห็นฝนเป็นน้องอยู่หรือเปล่า”

          “ฉันไม่เคยเห็นเธอเป็นน้อง” นับตั้งแต่มารดายัดเยียดสถานะคู่หมั้น หมั่นเอ่ยถึงการแต่งงานระหว่างเขากับเธอ ความรู้สึกมันก็พลอยเปลี่ยนไป

         แต่สำหรับฝนแก้วเข้าใจไปแล้วว่าเขาเกลียด เข้าใจว่าเกลียดจนไม่อยากนับถือเป็นคนรู้จัก ทั้งสายตาตลอดจนความรู้สึกของปรวีร์ไม่เหลือสายสัมพันธ์ในอดีต

         “ใจร้ายมาก ใจร้ายมากจริงๆ”

          “อย่ามาร้องไห้นะ” ปรวีร์ขู่เสียงกร้าว เขาไม่เคยชอบความอ่อนแอในตัวฝนแก้ว เกลียดน้ำตาเธอ เกลียดความปากสั่นจมูกแดง “ฟังนะฝนแก้ว ฉันรู้ว่าลูกกับแม่คนละคนกัน ฉันพยายามกัดฟันปิดหูปิดตามาตลอด ให้โอกาสแม่เธอมาตลอด แต่วันนี้ความคันของแม่เธอมันเกินอภัยจนเกือบทำแม่ฉันตาย จริงๆ เขาคงใจสลายไปแล้วที่รู้ว่าเพื่อนรักนอนกับผัวตัวเอง”

          “ฝนไม่เชื่อ”

          “เออ! ไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ” ปรวีร์ตะคอกกลับจนเธอหลับตาปี๋ สะอื้นออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ “ถึงยังไงฉันก็ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้เหยื่อบริสุทธิ์ซึ่งก็คือเธอนี่แหละ ที่จะทำให้แม่เธอเจ็บ”

          “พี่วีร์จะทำอะไร”

          “ทวงสิทธิ์ที่มันเป็นของฉันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ก็ในเมื่อแม่ยัดเยียดอยากให้เธอเป็นเมียฉันดีนัก ฉันก็จะทำให้มันเกิดขึ้นวันนี้เลย” ฝนแก้วส่ายหน้าระรัวพึมพำปฏิเสธอย่างตื่นกลัว มือหนาจับคางเรียวไว้มั่น “แต่หลังจากนี้ไปจะไม่มีการรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น เธอจะเป็นเพียงเครื่องมือแก้แค้น แค่อยากปู้ยี่ปู้ยำให้สาแก่ใจ และต่อให้แม่ฉันรู้เข้าและบังคับให้แต่งงานมันก็จะไม่มีทางเกิดขึ้น”

          “ฝนก็ไม่มีทางแต่งงานกับผู้ชายที่คิดจะข่มขืนกันหรอก” นอกจากเขาไม่รักยังรังเกียจ แสดงออกชัดเจนขนาดนี้ใครจะอยากเอาตัวเองไปทรมานในสถานะเมียแต่ง แม้ว่าทั้งหมดของใจเธอเสมอมาและตลอดไปมีแต่ผู้ชายที่ชื่อปรวีร์ก็ตาม

          ดวงตาเจือหยดน้ำสะกดมองตอบคนตรงหน้าอย่างตัดพ้อ ต่อให้รักอย่างไรก็คงไม่มีวันได้ครอบครองหัวใจ หากร่างกายนี้ต้องเป็นของใครสักคนฝนแก้วก็อยากให้ครั้งแรกแก่ปรวีร์ เปลือกตาแต้มสีปิดลงชั่ววินาทีก่อนกลั้นใจพูดมันออกไป

         “ถ้าทำแล้วความแค้นระหว่างกันมันจบ ทำแล้วเราจะเลิกแล้วต่อกัน ทำแล้วพี่จะไม่ไปเอาเรื่องแม่ฝนอีก...ถ้าพี่รับปาก ฝนจะยอม”

         “ทำไมถึงยอมง่ายจัง” ชั่ววูบที่จ้องลึกในดวงตาสีสนิมใจปรวีร์เกิดสงสาร แต่วูบต่อมาก็ปัดทิ้งไม่ใยดี

          “เพราะ...เพราะ...” คงยอมเพราะรักและไม่อยากเกลียดเขา “...เมามั้งคะ ไม่สิ พูดว่าเมาก็ไม่ถูก แค่มึนๆ นิดหน่อย แอลกอฮอล์คงมีผลกับการตัดสินใจด้วย ไม่ว่ายังไงฝนก็พูดไปแล้วว่ายอมพี่ แต่พี่มั่นใจเหรอคะว่าจะมีอะไรกับคนที่เกลียดได้ลง มันจะพะอึดพะอมเอานะ”

          “หึ! ท้าเหรอ ถ้าลืมเรื่องความรู้สึกไปให้หมดและโฟกัสแค่ร่างกายมันก็กินไม่ยากหรอก”

         ปรวีร์ไล่สายตามองคนใต้ร่าง ฝนแก้วคือผู้หญิงที่มองว่าน่ารักก็ได้ สวยเซ็กซี่ขี้เล่นก็ไม่เถียง รูปหน้าเรียวสวยทั้งผุดผาดและพริ้มเพรา สัดส่วนบนเรือนร่างเด่นชัด ทั้งเอวบางคอดกิ่ว หน้าอกได้มาตรฐานไม่เล็กเกินไปไม่ใหญ่เกินงาม กลิ่นกายก็หอมหวานราวกับนอนเล่นกลางทุ่งดอกไม้บานสะพรั่ง

         อีกหนึ่งสิ่งที่ปรวีร์ต้องยอมรับคือเธอมีเสน่ห์ทางเพศที่รุนแรง ใจเขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มองหน้าฝนแก้วแล้วเกิดอารมณ์ ความคิดเชิงสิบแปดบวกโผล่แวบในหัวเขาหลายครั้ง อย่างน้อยก็ช่วงหลังมานี้ที่ฝนแก้วเข้าสู่วัยสาวเต็มตัว และหากพูดกันอย่างสัจจริงปรวีร์อยากกินตั้งแต่กอดเธอในลิฟต์แล้ว

          ยิ่งตอนนี้ได้มองสำรวจใกล้ชิดยิ่งต้องกลืนน้ำลายอึกแล้วอึกเล่า มือหนาเริ่มทำงานโดยไล้สัมผัสแผ่วเบาบนเนินอกจนร่างเล็กสะท้านไหว ริมฝีปากร้อนลากผ่านแก้มใสแวะไปแตะแผ่วเบาตรงมุมปาก แล้วไล่ลงมาที่ต้นคอขาวลออก่อนงับดูดสร้างรอยรัก ฝนแก้วเป็นเด็กใหม่สำหรับเรื่องนี้ แม้ปากบอกสมยอมแต่มือไม้ก็อดผลักไสไม่ได้

         “ตอบพี่มาตามตรงว่าเคยได้กับมันกี่ครั้งแล้ว” ริมฝีปากกรุ่นแอลกอฮอล์เลื่อนงับใบหูแดงก่ำ พร้อมกระซิบถามเสียงดุ

          “มะ หมายถึงอะไรคะ”

          “แฟนเก่าเธอ เคยกับมันมากี่ครั้งแล้ว”

         ใบหน้าสวยส่ายไปมาไม่คิดสบตาเขาอีก “ไม่เคยค่ะ พี่กันต์ไม่เคยล่วงเกินฝน เขาเป็นสุภาพบุรษมาก แค่จูบแต่ละครั้งยังขออนุญาตเลย”

          “ว่ากระทบพี่เหรอ”

          “ก็ถ้าสำนึกได้ก็หยุดสิคะ ถ้าแม่ฝนทำอย่างที่พี่กล่าวหาจริงเราค่อยมา...”

          “ไม่!” ปรวีร์ดักเสียงฉุนโดยไม่เสียเวลาฟังให้จบ ท่อนเนื้อกึ่งกลางชายมันผงาดจนรวดร้าว ทำเขาร้อนไปทั้งร่างขนาดนี้ยังขอให้ยุติกลางทางเหรอ ตัดสินใจลากขึ้นเตียงขนาดนี้แล้ว ยังจะถามหาสำนึกอะไรอีก

         ปรวีร์ผุดลุกนั่งเพื่อดึงเดรสสีดำเป็นอิสระจากร่างอรชร ฝนแก้วผวาเฮือกรีบคว้าผ้าห่มสีชามาปกปิด

          “อะ เอาจริงเหรอคะ”

          “เอาเล่นๆ มั้ง เธอถอด ส่วนพี่ก็ถอดขนาดนี้แล้ว” ปรวีร์ชี้เข้าหาตัวเอง ก่อนถลันลงเตียงแล้วถอดกางสแลคเขวี้ยงทิ้งไปอีกทาง มีเพียงบ็อกเซอร์ตัวจิ๋วบนรูปร่างล่ำสันสมบุรุษ กล้ามเนื้อตั้งแต่แผงอกไล่มาจนถึงกล้ามท้องทุกส่วนล้วนแน่นหนั่นชวนคนมองประหวั่นใจจนเบือนหน้าหนี ร่างสูงคลานขึ้นมาบนเตียงกระชากผ้าห่มเกะกะออกจากตัวฝนแก้ว

         “พี่ไม่เคยมองฝนเป็นน้องจริงๆ เหรอ”

         “ตอนเด็กอาจจะใช่ แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว”

         ปรวีร์ไปเรียนต่อต่างประเทศตอนอายุสิบแปดปี ส่วนเธอเพียงสิบขวบแต่ความสวยเริ่มฉายแวว ซึ่งช่วงเวลาที่ห่างเหิน อยู่ไกลคนละซีกโลก ประกอบกับไม่ได้ติดต่อกันมานานนับหกปีจึงทำให้ฝนแก้วเป็นเพียงความทรงจำของปรวีร์ ส่วนความรู้สึกนั้นเปลี่ยนไปมากตั้งแต่มารดายุยงส่งเสริมให้เขาหมั้นหมายกับเธอเมื่อสองปีก่อน ปรวีร์แสร้งทำหูทวนลมเสมอมา ทว่าตัดภาพมาที่ปัจจุบันนอกจากเขาไม่ทำตามที่แม่ขอยังข้ามขั้นไปไกล

          “พี่เกลียดฝนมากไหม”

          “ไม่ใช่เรื่องที่เขาถามกันตอนมีเซ็กซ์”

          “ถ้าฝนขอเปลี่ยนใจ...”

          “ไม่! หมดโอกาสกลับลำแล้ว” เสียงเข้มแกมดุแทรกขึ้น พอเห็นร่างบางสะดุ้งก็เกิดรู้สึกผิด มือหนากอบกุมสองแก้มร้อนผ่าวตรึงเธอให้สบตากัน “ไม่ต้องกลัวนะ อารมณ์ดุก็มีบ้างแหละแต่จะพยายามอ่อนโยน มองหน้าพี่สิไม่น่ากลัวหรอก”

          ให้มองแล้วยังไงจะรับผิดชอบความรู้สึกเธอไหม ยิ่งมองยิ่งรักยิ่งหวั่นไหว และก็ยิ่งเจ็บใจมากเช่นกัน ปรวีร์เป็นคนรูปหล่อแต่ร้ายกาจ พระเจ้าประทานความสมบูรณ์แบบให้เขาทุกประการ ทั้งด้านสติปัญญาและรูปโฉมอันเป็นส่วนผสมของเชื้อสายเอเชียและฝั่งยุโรปที่มีอยู่น้อยนิด โดยได้มาจากปู่ทวดที่เป็นลูกครึ่งอังกฤษ เขาจึงมองได้ทั้งคมเข้มและหล่อละมุน ผิวขาวสะอาด สูงสง่ากว่าหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร ฝนแก้วเดาว่าตั้งแต่เด็กจนโตผู้ชายที่ชื่อปรวีร์คงไม่มีช่วงเวลาขี้ริ้วขี้เหร่ แต่บางครั้งก็น่าเสียดายที่พระเจ้าให้รูปทรัพย์สมบูรณ์แบบแก่ปรวีร์ แต่กลับหักคะแนนหัวใจ

          “พร้อมนะ?”

          ฝนแก้วหลุบตาต่ำ หากตอบว่าไม่พร้อมเขาจะปล่อยเหรอ...ก็คงไม่

         “แล้ว...แล้วฝนต้องทำยังไงบ้างคะ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel