บท
ตั้งค่า

1 ผมจะทำลายคนที่คุณรัก

              “นานแค่ไหนแล้ว”

              “ครับ?”

              “นานแค่ไหนแล้ววีร์ที่เขาสองคนแทงข้างหลังแม่” ประโยคคำถามเคล้าเสียงสะอื้น ปรวีร์ยืนอยู่ข้างเตียงผู้ป่วยรับรู้ความเจ็บปวดทั้งมวลของมารดาราวกับใช้หัวใจดวงเดียวกัน มือหนาบีบมือเหี่ยวย่นที่สั่นระริก มืออีกข้างลูบแผ่นหลังให้คลายแรงสะอื้น

              “ผมผิดเองที่ไม่เคยบอกแม่ ผิดที่คิดว่าพวกเขาจะสนใจคำขอของผม ผมรู้ว่าพวกเขามีสัมพันธ์ลับๆ กันตอนก่อนผมไปเรียนที่อเมริกาครับ”

              ความชอกช้ำ ร้าวราน และแตกสลายระคนกันอยู่ในดวงตาของจารีย์ สตรีวัยห้าสิบเอ็ดปีที่ล้มป่วยเฉียบพลันจากอุบัติเหตุในบ้านประกอบรวมกับโรคหัวใจที่เป็นมาก่อนหน้านี้ จารีย์ประคองร่างกายอย่างแข็งแรงตลอดมา น้อยครั้งนักจะเจ็บป่วยจนต้องแอดมิดเหมือนตอนนี้ สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเพื่อนสนิทและสามีตัวร้ายที่สวมเขาให้เธออย่างเลือดเย็น

               “สิบปี! สิบปีเลยเหรอที่แม่เป็นคนโง่”

              ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าสามีจะมีสักกี่เมียน้อย เธอก็ไม่เคยว่าเพราะเจ็บจนด้านชาและปลงตกไปนานแล้ว แต่วันนี้มันเกินจะรับไหว เกินแรงกำลังทำใจกับการแทงข้างหลังอย่างเหี้ยมโหด จารีย์เคยเสียน้ำตาไม่รู้กี่ลิตรต่อกี่ลิตรกับความมักมากของปพนผู้เป็นสามี เคยขอหย่าจากกันแต่เขาก็ไม่ยอม เลยจมปลักดักดานพร้อมความรักที่เริ่มหมดไป นานวันเข้าก็ด้านชาจนไม่สนใจว่าเขาจะมีเมียอีกกี่คน

              แต่ในบรรดาผู้หญิงที่เต็มใจนอนแบให้เอาทำไมเขาต้องเลือกรสริน!

              “ผมขอโทษ ผมคิดว่าพวกเขาจะหยุด” ปรวีร์ไม่น่าหลงเชื่อคำลวงของผู้ใหญ่ตัณหากลับทั้งสองนั้นเลย

              ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน เหลือเพียงอีกสองวันปรวีร์ในวัยสิบแปดปีก็จะบินลัดฟ้าไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ในระหว่างกำลังจะไปปาร์ตี้เลี้ยงส่งปรวีร์บังเอิญได้ข้อมูลจากเพื่อนว่าบิดาของตนพาผู้หญิงเข้าโรงแรม พร้อมแนบภาพถ่ายคมชัด

              ปรวีร์รับรู้ปัญหาครอบครัวเสมอมา รู้มาตั้งแต่จำความได้ว่าบิดาไม่เคยจัดการความมักมากของตัวเองได้และเขาเกลียดนิสัยนั้น ปรวีร์ไม่เคยใส่ใจปัญหาเมียน้อยเพราะแม่ก็ด้านชาต่อปัญหานี้ไปแล้ว ทว่าภาพถ่ายใบนั้นไม่อาจทำเมินได้ สตรีที่บิดาโอบกอดขณะพาเข้าห้องพักของโรงแรมไม่ใช่หญิงวัยสาวสะพรั่งจัดจ้าน แต่เป็นรสรินเพื่อนสนิทของจารีย์

              ปรวีร์ทนอยู่เฉยไม่ได้ เขาตามไปถล่มถึงห้องพลอดรัก ด่าทอเดือดพล่านถึงการกระทำต่ำช้า ดีแค่ไหนแล้วที่ปรวีร์ไม่พาจารีย์มาด้วย แต่ข่มขู่ว่าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกฝนแก้วลูกสาวของรสริน ป่าวประกาศความระยำให้ลูกสาวตัวน้อยได้ภาคภูมิใจ รสรินในวันนั้นร้องไห้ขอโทษจนแทบก้มกราบปรวีร์ พร้อมสบถสาบานว่าจะยุติเรือบาปและขอร้องไม่ให้ปรวีร์บอกฝนแก้ว ในขณะที่ปพนรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าระหว่างเขากับรสรินจบสิ้นสัมพันธ์กันตั้งแต่วันนั้น สัญญาหนักแน่นว่าจะเลิกติดต่ออย่างเด็ดขาด

              ปรวีร์ชะล่าใจ หรือไม่ก็ทำเป็นไม่สนใจเรื่องเหล่านั้นอีก ตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งพ่อและยัยป้าทรยศคงนัดพลอดรักกันทุกครั้งที่มีโอกาส แม่ของเขาด้านชาไม่สนใจความมักมากของผู้เป็นสามีมานานแล้วก็จริง แต่ใครเลยจะไม่ใจสลายหากชู้คนนั้นคือคนที่ให้สถานะเพื่อนรัก และสัมพันธ์ลับก็อาจเป็นความลับชั่วนิจนิรันดร์หากทั้งสองระวังตัวไม่ปล่อยผีกามในกายออกมาพล่านยามอยู่ที่บ้านของจารีย์

              เย็นวานวันเกิดเหตุ รสรินมาที่บ้านของจารีย์ซึ่งนัดหมายไว้ก่อนแล้วว่าจะมาดูเครื่องเพชรที่หมายยืมใส่ไปงานการกุศล รสรินมาถึงก่อนเวลานัดในขณะที่จารีย์ยังไม่กลับจากทำธุระ ประจวบเหมาะเจาะกับที่ปพนอยู่บ้านพอดี ปรวีร์คาดว่าทั้งคู่คงคันหนักจนต้องเกาตอนนั้นให้เสร็จๆ ไป

              และการกลับบ้านของจารีย์คงเงียบดั่งลอยลงจากฟ้าพวกคนบ้ากามเลยไม่รับรู้ จารีย์ทราบจากแม่บ้านว่ารสรินมาถึงแล้วแต่ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน จารีย์คิดว่าเพื่อนคงอยู่ในสวนเพราะบริเวณนั้นเป็นมุมโปรดของรสรินยามมาบ้านหลังนี้ จารีย์จึงมุ่งไปที่ห้องนอนของตนเพื่อหยิบเครื่องเพชรจากตู้เซฟ มือที่สัมผัสลูกบิดชะงักค้างเมื่อได้สดับเสียงสวาทหฤหรรษ์ เสียงนั้นไม่ดังมากแต่หากจ่อหูแนบประตูก็ได้ยินถนัดชัดเจน

              ความรู้สึกของจารีย์เลยคำว่าหึงหวงหรือเจ็บปวดมานานแล้ว ปพนทำให้เธอกลายเป็นคนด้านชาจนเกือบไร้หัวใจ ณ ขณะนี้มีแต่ความเคืองโกรธที่เขากล้าพาเมียน้อยมาพลอดรักถึงในบ้าน แถมยังบังอาจทำเลวทรามที่ห้องนอนเธอแทนที่จะไปที่ห้องนอนของปพนเพราะเขากับเธอแยกกันนอนนานแล้ว

              จารีย์ยืนกอดอกอยู่ตรงนั้น ไม่ขัดจังหวะเสพสม อดทนรอเพื่อจะเฉ่งสามีต่อหน้าเมียน้อย จารีย์อดทนได้อย่างเป็นเลิศยืนขาแข็งอยู่ตรงนั้นนับสิบนาทีกระทั่งประตูเปิดออกมา

              ทว่าความถมึงทึงตั้งท่าด่ากราด กลายเป็นช็อกแตกสลายจนใบ้เบื้อเหมือนลิ้นโดนกระชากหาย ผู้หญิงที่จัดแต่งทรงผมพร้อมเดินนำสามีของเธอออกมาคือเพื่อนรักที่คบหากันอย่างยาวนาน จารีย์หายใจติดขัด ก้าวซวนเซถอยหลังด้วยความช็อก รู้สึกแน่นหน้าอก ปวดที่หัวใจ ทุกความเจ็บช้ำระคนกันหลากหลายจนลืมว่าเบื้องหลังนั้นคือบันได ครั้นสามีจะคว้าตัวไว้ก็ไม่ทัน

              จารีย์พลาดตกบันไดและหมดสติถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ผลการสแกนตรวจทั้งร่างกายตลอดจนสมองไม่เป็นที่น่ากังวล ซึ่งนับว่าแรงกระแทกยังปราณี แต่หัวใจยังอ่อนแอทั้งเชิงกายภาพและความรู้สึก

              ก๊อกๆ

              เสียงให้สัญญาณภายนอกห้องพักผู้ป่วยดังขึ้น จารีย์ปาดน้ำตาลวกๆ ด้วยเกรงจะเป็นญาติพี่น้องที่มาเยี่ยม นาทีนี้ยังไม่มีแก่ใจสาธยายเรื่องดราม่าคาวโลกีย์ให้ใครฟัง ทว่าร่างที่เยื้องออกมาหลังบานประตูกลับไม่ใช่คนในบรรดาเครือญาติ

              “รีย์ ฉัน...”

              “ยังมีหน้ามาที่นี่อีกเหรอ ออกไป!” บุตรชายผู้ป่วยตะเพิดไล่เยี่ยงหมูหมา จารีย์เบือนหน้าพรืดไปอีกทาง แม้แต่หน้าก็ไม่อยากมอง รสรินทำทีก้าวเข้ามาแต่ปรวีร์กระชากแขนลากออกไปนอกห้อง และพาเข้ามาตรงบันไดหนีไฟ

              “วีร์ป้าขอโทษ”

              “เก็บคำนี้ไว้ลงนรกเถอะครับ” ต่อให้ปั้นหน้าเศร้าเคล้าน้ำตาก็ไม่ก่อเกิดความสงสารในใจปรวีร์แม้แต่น้อย หากเธอไม่ใช่เพศแม่เขาคงไม่กัดฟันบีบมืออยู่อย่างนี้ ไม่กี่นาทีก่อนหน้าปรวีร์ก็เพิ่งไล่บิดาบังเกิดเกล้าไป แต่รายนั้นไม่ยอมแพ้ง่ายๆ จนเกิดมีปากเสียงกัน และเป็นเหตุให้จารีย์รู้ว่าปรวีร์ทราบสัมพันธ์ฉาวของรสรินอยู่ก่อนแล้ว

              “ให้ป้าคุยกับแม่เราหน่อยได้ไหม”

              “ไม่ใช่ตอนนี้ และไม่ใช่ชาตินี้ ทำไมครับมันคันมาก มันคุมอารมณ์ไม่อยู่เลยเหรอถึงได้เอากันในบ้านของแม่ผมน่ะ คุณเคยหวังดีกับแม่ผมจริงๆ ไหม หรือที่ทุกวันนี้ยังไปมาหาสู่กันก็เพราะอยากใกล้ชิดกับชู้”

              “ความรักมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน วีร์ไม่เคยรักใคร วีร์ไม่เข้าใจหรอก”

              “ครับ ผมไม่เข้าใจความรัก แต่อย่างน้อยก็เข้าใจว่าความซื่อสัตย์มันเป็นยังไง ฝนแก้วคงภูมิใจนะที่มีแม่ทำตัวแบบนี้”

              จากเสียงห้วนกระชากพลันเข้าสู่ความเรียบเย็นเรียกสายตาของหญิงตรงหน้าให้มองสบอย่างหาความ ใบหน้าหล่อเข้มซ่อนความนัยบางอย่างที่กระตุกหัวใจรสรินจนรู้สึกไม่ดี

               “ฝนแก้วไม่รู้เรื่องนี้ ไม่สมควรรู้”

              “ทำไมจะไม่สมควรรู้ล่ะครับ น้องก็ยี่สิบแล้วไม่ใช่เหรอ ควรได้ภาคภูมิใจกับสิ่งที่แม่เขาทำมาตลอดสิบปี ลูกผัวก็มีอยู่แล้วแต่ยังเอากับผัวชาวบ้าน แถมยังเป็นผัวของเพื่อนสนิท คุณกับแม่ผมคบหากันมาครึ่งชีวิต แต่ยังหยิบมีดมาแทงเขาได้ ผมเคยให้โอกาสคุณแล้วนะแต่คุณก็ไม่รับไว้ แถมตอนนี้ยังทำให้แม่ผมเข้าโรงพยาบาล ถ้าผมยังอยู่เฉยๆ อีกก็คงด้านชาเกินไปแล้ว”

              “วีร์จะทำอะไร”

              “ผมจะทำลายคนที่คุณรัก ไม่ใช่พ่อผมหรอกนะ แต่เป็นลูกสาวคุณต่างหาก”

              “ป้าขอร้องล่ะอย่ายุ่งกับฝนแก้ว น้องไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาไม่รู้อะไรด้วย”

              “ก็ดีสิครับ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณจะรู้สึกยังไงหากลูกสาวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมารับกรรมแทนแม่ นี่แหละครับการหักห้ามใจไม่ได้มันมีราคาที่ต้องจ่าย” ความกร้าวกระด้างในแววตา น้ำเสียงสะกดต่ำเรียบเย็นจนคนฟังขนลุกซู่ ปรวีร์ขู่เสร็จก็ทำท่าจะผละออกไป แต่รสรินรั้งแขนเสื้อสูทไว้

               “อย่าดึงฝนแก้วมาเกี่ยว อย่างน้อยน้องก็เป็นคู่หมั้นเรานะ”

              ปรวีร์ไม่ทิ้งคำพูดใดๆ มีเพียงสายตาว่างเปล่าและรอยยิ้มแสยะ แขนแกร่งสะบัดออกจากมือที่เว้าวอนก่อนเปิดประตูออกไป รสรินหมดเรี่ยวแรงพิงแผ่นหลังกับผนังสีขาวนวล ฝ่ามือยกปิดใบหน้าขณะปล่อยเสียงสะอื้นอย่างไม่อาจกลั้น

              ทุกอย่างที่พังโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง

              เธอเป็นผู้หญิงหน้าไม่อาย เป็นคนชั่วช้าไร้ความสัตย์ รสรินหาคำตอบไม่ได้ว่าความรักที่มีต่อสามีมาเนิ่นนานจืดจางลงเมื่อไร หัวใจเธอสะดุดรักปพนตั้งแต่ตอนไหน ไยรักที่มีต่อผัวเพื่อนถึงได้รุนแรงจนพังกำแพงชั่วดีในพริบตา

              ตลอดชีวิตเธอมีอวัชเป็นรักแรก เป็นสามีเพียงคนเดียว มองย้อนกลับไปในตอนนั้นชีวิตเธอก็เลี้ยวหลุดโค้งเพราะความรัก ไม่ต่างอะไรจากตอนนี้ สามสิบเอ็ดปีก่อนรสรินหนีตามชายคนรัก แตกหักกับพี่ชายซึ่งเป็นสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่

              เธอตกหลุมรักกับคู่อริของพี่ชายและสุดท้ายเมื่อไม่อาจหาทางลงรอยได้จึงพากันหนีมาตั้งตัวที่เมืองกรุง ผู้ชายที่รสรินเลือกไม่ทำให้เธอผิดหวัง เขาขยันเอาการเอางานและทำให้เธอกับลูกมีชีวิตสุขสบาย ได้เข้าสังคมไฮโซ สามีของเธอฉลาดมากความสามารถจนมีรายนามอยู่ในบอร์ดผู้บริหารของบริษัทอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง

              ชีวิตในตอนนั้นของครอบครัวรสรินอบอุ่นและเพียบพร้อม เธอเองก็พยายามทำชีวิตให้คู่ควรกับสังคมของสามี ทั้งสมัครเรียนต่อปริญญาตรี ตลอดจนฝึกหัดหลักสูตรมารยาททางสังคม ทุกอย่างเป็นไปอย่างสวยงามกระทั่งความหนักแน่นที่มีต่อสามีเริ่มเบาบาง และก้าวขาลงเรือบาปกับปพน

              นานนับสิบปีที่เธอมีสัมพันธ์ลับกับสามีเพื่อน ไม่มีใครระแคะระคายเพราะต่างระวังตัวอย่างดี เว้นก็แต่ปรวีร์ที่เคยขอร้องแกมบังคับให้ทั้งคู่เลิกยุ่งเกี่ยวกัน รสรินและปพนพยายามหยุดยั้งเรือบาปอย่างสุดความสามารถ ทว่าเพียงปีเดียวผ่านไปก็กลับมาปีนต้นงิ้วกันอีกครั้ง

              รสรินทำตามใจไร้สำนึกชั่วดีเพราะความรักผสานรวมกับความใคร่ก่อเกิดเป็นพลังเหนียวแน่น เธอไม่ได้เกลียดชังหรืออยากแย่งอะไรจากจารีย์ แม้ร่วมแบ่งปันความสุขจากสามีเพื่อนแต่รสรินยังรักและหวังดีต่อจารีย์ ผิดก็เพียงเรื่องเดียวคือแอบกินกับสามีเขา ตลอดเวลาที่ผ่านมาใช่รสรินตาบอดจนไม่รู้ว่าสิ่งที่ปพนมีก็แค่ความใคร่ เขาชอบเซ็กซ์ ส่วนเธอชอบสัมผัสลึกซึ้งทางกายเพราะให้ความรู้สึกราวกับได้รับรักตอบ

              รสรินสัมผัสได้ว่าความรักผิดที่ผิดทางครั้งนี้กำลังจะเปลี่ยนชะตาชีวิตเธออีกหน

              รสรินปล่อยความคิดล่องลอยไปกับอดีตนับตั้งแต่ช่วงวัยสาวที่หนีตามผู้ชายมาเมืองกรุง ทั้งที่เกิดมาในครอบครัวฐานะดี แต่ดันไม่รักดีคิดว่าความรักคือทั้งหมดของชีวิต เธอรักอวัชผู้ชายคนแรกที่ตกหลุมรักและพากันหนีมาอยู่กรุงเทพฯ เมื่อตอนอายุยี่สิบปี

              อยู่กินด้วยกัน สู้ชีวิตพากันผลักดันจนสามารถมีหน้ามีตาในสังคมไฮโซ แม้ไม่ร่ำรวยเท่าจารีย์แต่ก็อยู่ดีกินดีไม่ลำบาก ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณศักยภาพของอวัชผู้เป็นสามี เขาเก่ง ขยัน และเป็นคนดี พิสูจน์ให้รสรินเห็นมาทั้งชีวิตว่าเลี้ยงเธอกับลูกได้อย่างดี ทว่าคนดีพร้อมอย่างเขากลับถูกทรยศหัวใจจนได้

              ร่างสมส่วนและใบหน้าที่ยังคงความสวยแม้วัยล่วงเลยสู่เลขห้าเปิดประตูลงจากแท็กซี่ หากคนขับรถไม่สะกิดเรียก คนเหม่อลอยน้ำตาคลอเบ้าคงนั่งแช่อยู่อีกนาน รสรินคลี่ยิ้มฝืนพลางลนลานเช็ดน้ำตาเมื่อเห็นบุตรสาวเดินลงมาจากบันได แต่ก็ใช่จะพ้นสายตาฉับไวของฝนแก้ว

               “คุณแม่ร้องไห้เหรอคะ มีอะไรหรือเปล่า” เสียงใสถามอย่างห่วงใย ร้อยวันพันปีเธอเคยเห็นน้ำตาแม่เสียที่ไหน 

              “เปล่าลูก ไม่มีอะไรหรอก”

              “ไม่มีแล้วจะร้องไห้ได้ยังไงคะ หนูเป็นห่วงนะเนี่ย” ใบหน้าสวยทำงอนก่อนสวมกอดตามอารมณ์คนขี้อ้อน รสรินยิ้มได้พลางลูบเรือนผมอย่างแสนรัก

               “คือแม่คิดถึงความหลังน่ะลูก อยู่ๆ ก็คิดถึงพี่ชาย”

              “หือ? พี่ชายเหรอคะ” ฝนแก้วผละจากมารดามองสบดวงตาแดงช้ำอย่างครามครัน “หมายถึงคนที่ตายไปแล้วเหรอคะ”

               “เปล่าจ้ะ พี่ชายคนนี้ยังมีชีวิตอยู่”

              “ไหนคุณแม่บอกว่าเราไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนแล้วไงคะ”

              สีหน้ารสรินดูอึดอัด ทั้งเบือนหลบไม่สบตา ความละอายเกาะกุมกินใจอีกหน ที่บอกว่าคิดถึงพี่ชายก็ไม่ได้โกหกเสียทีเดียวในเมื่อบุคคลนี้เหมารวมอยู่ในความคิดของรสรินตั้งแต่ตอนออกจากโรงพยาบาล รสรินยิ้มอย่างคนมีบาปก่อนกระแอมเสียงอธิบาย

               “แม่โกหกน่ะ ขอโทษนะลูก มีหลายเรื่องเลยที่แม่เก็บไว้คนเดียวมาตลอด ตอนนี้ก็แก่ขึ้นทุกวัน ทิฐิมานะความหลังเก่าๆ ก็ไม่อยากถือไว้อีกแล้ว แม่อยากเจอพี่อีกครั้ง ตอนนั้นเราจากกันไม่ดีเลย แม่ไม่รู้ว่าพี่จะให้อภัยไหม หรือยังโกรธยังเกลียดกันอยู่ เราเป็นฝาแฝดกันแต่ดันทะเลาะกันจนแตกหัก ตั้งสามสิบปีแล้วที่ไม่ได้ติดต่อกันเลย แต่แม่ไม่เคยลืม ไม่เคยไม่คิดถึงเขาเลย”

              ฝนแก้วไม่เข้าใจอะไรนัก ความรู้สึกหลากหลายยังระคนกันในความคิด ต้องตกใจข้อไหนก่อนระหว่างเรื่องที่เธอยังมีญาติพี่น้อง หรือการที่แม่มีฝาแฝด กระนั้นก็เลือกพูดในสิ่งที่คิดว่าแม่อาจสบายใจ

               “หนูก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกนะ ไม่รู้ที่มาที่ไปอะไร แต่ถ้าแม่คิดถึงก็กลับไปหาสิคะ ทนทรมานมาได้ยังไงตั้งสามสิบปี หนูไม่รู้ว่าแม่กับลุงทะเลาะกันรุนแรงแค่ไหน แต่ในเมื่อแม่เองก็อยากขอโทษ เพราะฉะนั้นหนูมองว่าควรหยุดเสียเวลาได้แล้ว กลับไปคุยกับพี่ชายของคุณแม่เถอะนะคะ”

              รสรินพยักหน้าเล็กน้อย ฝนแก้วพูดถูกทุกอย่าง กำแพงทิฐิระหว่างพี่น้องถึงเวลาต้องหาทางปีนขึ้นไป “เอาเป็นว่าไว้เราหาวันหยุดไปด้วยกันนะลูก”

               “ได้สิคะ” ใบหน้าสวยยิ้มรับอย่างยินดี

               “ว่าแต่แต่งตัวสวยแบบนี้จะออกไปไหนเหรอ ปกติเวลานี้หนูไม่เคยออกนอกบ้านเลยนะ” รสรินไล่สายตามองบุตรสาวที่ถอดคราบนักศึกษาแต่งเติมความสวยจนดูโตเหมือนคนวัยทำงาน ฝนแก้วอยู่ในชุดเดรสสายเดี่ยวสีดำแนบลำตัวอวดเอวคอดกิ่ว ดวงหน้าหวานเพิ่มความมีมิติตรงเปลือกตาและลิปสติกสีกุหลาบ

              “พอดีหนูมีนัดน่ะค่ะ ไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับแล้ว ไม่ต้องห่วงนะคะ”

              “ไม่ให้ห่วงก็คงยาก เอาเป็นว่าอย่าเถลไถลนะ มีอะไรไม่ชอบมาพากลให้รีบโทร.หาแม่ทันที”

              “ตกลงค่ะ”

              ฝนแก้วมีอะไรก็มักคุยกับมารดาตรงๆ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับความไว้วางใจ แม้ความห่วงใยมีบ้างตามประสาคนเป็นแม่แต่ฝนแก้วไม่เคยถูกบังคับหรือจำกัดอิสระในชีวิต เธอเติบโตมาอย่างมีคุณภาพรายล้อมด้วยความรักและคำสั่งสอนที่คู่ควร ฝนแก้วกำลังจะเดินออกไปแต่เสียงมารดาเรียกให้หันกลับมา

              “เอ่อ ฝน...”

              “คะ?” เรียวคิ้วที่ตกแต่งอย่างธรรมชาติเลิกสูงเป็นการทวงคำถามเมื่อเห็นมารดาอ้ำอึ้งอย่างผิดปกติ

               “คือแม่อยากรู้ว่าหนูมีนัดกับใครเหรอ ใช่พี่วีร์หรือเปล่า”

              ฝนแก้วยิ้มมุมปากในเชิงหยัน พร้อมดวงตาที่เปลี่ยนไปฉับพลันก่อนตามมาด้วยคำตอบ “ทำไมคุณแม่ถึงคิดว่าเป็นเขาล่ะคะ ร้อยวันพันปีเขาอยากเจอหนูซะที่ไหน แค่หน้ายังไม่มองกันเลย ไม่ใช่พี่วีร์หรอกค่ะ ฝนมีนัดกับพี่กันต์ เห็นบอกว่าขอเจอแค่ครึ่งชั่วโมง”

              “อ๋อ งั้นก็ตามสบายจ้ะ” รสรินพยักหน้าอย่างเบาใจ ทอดสายตาอ่อนล้าตามร่างบุตรสาวกระทั่งขึ้นรถยนต์ส่วนตัวแล้วขับหายจนพ้นเขตบ้านไปแล้ว

              คำขู่และสายตาของปรวีร์วนกลับมาให้รสรินเป็นกังวล ได้แต่หวังว่าเขาคงพูดไปตามอารมณ์ชั่ววูบ อย่างน้อยปรวีร์ก็โตพอจะแยกแยะได้ อย่างน้อยรสรินก็ภาวนาให้เขาเห็นแก่ฝนแก้วที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel