1 ความผิดที่ไม่น่าให้อภัย
“เอาอีกแล้วนะยัยมนต์! เปิดแอร์ทิ้งไว้อีกแล้ว แกรู้ไหมว่ามันเปลืองค่าไฟฉันมากแค่ไหน ปิดเดี๋ยวนี้เลย!”
เสียงแผดสนั่นของ เพ็ญศรี ดังทะลุบานประตูห้องนอนออกมาจนถึงโถงทางเดิน ผู้เป็นแม่ยืนเท้าสะเอว หน้าอกกระเพื่อมด้วยความขัดใจ เมื่อเห็นแสงไฟจากเครื่องปรับอากาศส่องสว่างท่ามกลางความว่างเปล่า ในขณะที่ลูกสาวตัวดีหนีไปแช่น้ำสบายใจเฉิบ ความงกที่ฝังรากลึกทำให้เพ็ญศรีรู้สึกเหมือนเห็นธนบัตรใบละร้อยกำลังถูกพัดลมแอร์เป่าปลิวหายไปในอากาศ
“โธ่แม่... มนต์เพิ่งเปิดเองนะ กะว่าอาบน้ำเสร็จออกมามันก็คงเย็นพอดีแหละ” มนต์นภา รีบโผล่หน้าออกมาจากห้องน้ำพร้อมผ้าขนหนูคลุมศีรษะ เธอพยายามส่งยิ้มประจบพลางขอร้องอ้อนวอน ความเคยชินจากการใช้ชีวิตอิสระที่คอนโดทำให้เธอมักจะลืมตัวเสมอเมื่อต้องกลับมาพักที่บ้านสวนในช่วงปิดเทอม หรือแม้แต่ช่วงเสาร์อาทิตย์ที่แวะมาหาแม่
“เดี๋ยวช่วงดึกๆ มนต์ก็ปิดเองค่ะ เปิดแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงไม่เป็นไรหรอกนะแม่นะ” ลูกสาวพยายามต่อรอง แต่แล้วสายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับใบหน้าของผู้เป็นมารดา มนต์นภาชะงักกึก ความโกรธที่พุ่งพล่านของแม่ดูจะขัดกับรูปลักษณ์ในตอนนี้อย่างสิ้นเชิง จนเธอต้องกลั้นขำจนตัวสั่น
“แกหัวเราะอะไรฮะ ยัยมนต์!” เพ็ญศรีตวาดแว้ด รู้สึกเสียเซลฟ์ขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นปฏิกิริยาของลูกสาว
“แม่... แม่เอาอะไรมาทาหน้าเหรอคะ ขาวโพลนเชียว คริๆ” มนต์นภาหลุดหัวเราะระริกออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ภาพแม่ที่กำลังยืนด่าเธอด้วยใบหน้าที่พอกแป้งดินสอพองจนหนาเตอะขาววอกเหมือนผีจ้างวานมันช่างดูตลกเกินกว่าจะเกรงกลัว
“ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน!” เพ็ญศรีสะบัดหน้าหนีเพื่อแก้เขิน ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่องเข้าประเด็นสำคัญด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“พรุ่งนี้แกเตรียมตัวไปพบคุณศรีประภากับฉันด้วยนะ”
“อ้าว! ก็พรุ่งนี้มนต์ไม่ว่างนี่คะ มนต์ก็บอกคุณแม่ไปแล้วไง” มนต์นภาชะงักมือที่กำลังเช็ดผม สีหน้าขี้เล่นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที
“แม่ไปบอกเลื่อนนัดคุณศรีประภาของแม่ก่อนได้ไหมคะ?”
“ไม่เลื่อน! วันอื่นๆ ฉันก็มีธุระเหมือนกัน”
“ธุระสมาคมการกุศลอีกล่ะสิ...” มนต์นภาพึมพำในลำคอ เธอรู้ดีว่างานการกุศลของแม่มักจะหมายถึงการไปนั่งจับกลุ่มคุยฟุ้งเรื่องลูกหลานและอวดเครื่องเพชรเสียมากกว่า
“จะธุระอะไรมันก็เรื่องของฉัน!” เพ็ญศรีตวาดกลับเสียงสูงจนแป้งบนหน้าเริ่มแตกเป็นรอย
“ฉันสั่งให้แกทำอะไรก็ทำไปเถอะ ฉันสั่งให้ไปพบ... แกก็ต้องไปพบ!” สายตาที่เต็มไปด้วยอำนาจของผู้เป็นแม่จ้องเขม็งมาที่ลูกสาว บรรยากาศในห้องเย็นเฉียบขึ้นมาทันที ไม่ใช่เพราะแรงลมจากเครื่องปรับอากาศ แต่เป็นเพราะประกาศิตของเพ็ญศรีที่ไม่มีใครในบ้านกล้าขัดใจ
รุ่งเช้ามนต์นภากลับตื่นก่อนที่นาฬิกาปลุกจะแผดเสียงเสียอีก แม้ในใจจะนึกอยากดื้อดึงหรือนอนคลุมโปงประชดคำสั่งของมารดาแค่ไหน แต่สุดท้ายเธอก็จำต้องถอนหายใจยาว พยุงตัวลุกขึ้นจากที่นอนเพื่อจัดการตัวเองให้พร้อมตามความต้องการของเพ็ญศรี
มนต์นภารู้ดีว่าความเข้มงวดและความและงกจนเกินเหตุของแม่นั้น มีที่มาที่ไปที่ทำให้เธอเถียงไม่ออก
พ่อของเธอจากไปทิ้งให้โลกทั้งใบของเด็กหญิงวัยสิบขวบพังทลายลงในพริบตา ตั้งแต่วันนั้นเพ็ญศรีที่เคยเป็นเพียงแม่บ้านผู้อ่อนโยนก็ต้องสวมชุดเกราะเหล็ก กลายเป็นผู้หญิงแกร่งที่หยิบจับทุกอย่างเพื่อประคับประคองฐานะและส่งเสียให้ลูกสาวคนเดียวได้รับสิ่งที่ดีที่สุด มนต์นภาจำภาพแม่ที่นั่งทำบัญชีจนดึกดื่นภายใต้แสงไฟสลัวได้ติดตา ความกตัญญูที่มีอยู่เต็มอกจึงเป็นโซ่ตรวนเส้นเล็กๆ ที่คอยรั้งไม่ให้เธอทำตัวเกเรเกินขอบเขตนัดหมายในครั้งนี้
เมื่อลงมาด้านล่าง เธอพบเพ็ญศรีในชุดผ้าไหมสีหวานที่ดูภูมิฐาน ผิดกับมนุษย์ป้าหน้าขาวเมื่อคืนลิบลับ
“แต่งตัวให้ดูดีหน่อยสิยัยมนต์ วันนี้จะต้องไปเจอคุณศรีประภานะ ไม่ใช่ไปเดินตลาดนัด” เพ็ญศรีทักขึ้นพลางขยับแว่นสายตา มองสำรวจลูกสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ทราบแล้วค่ะแม่ มนต์ก็แต่งจัดเต็มเพื่อแม่แล้วนี่ไงคะ” มนต์นภาฝืนยิ้มขณะขยับชุดเดรสให้เข้าที่
“ว่าแต่... ทำไมต้องเป็นวันนี้คะแม่ ธุระของคุณศรีประภาสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“สำคัญสิ... สำคัญมากด้วย” เพ็ญศรีวางถ้วยกาแฟลง เสียงอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อพูดถึงเพื่อนสนิท
“แกก็รู้ว่าตอนพ่อแกเสีย แล้วบริษัทเราเกือบจะล้ม ใครที่ยื่นมือเข้ามาช่วยถ้าไม่ใช่คุณศรีประภา เราสองคนแม่ลูกเป็นหนี้บุญคุณเขาไม่รู้เท่าไหร่ ต่อให้เป็นเรื่องธุรกิจหรือเรื่องส่วนตัว ถ้าเขาร้องขอมา ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้”
มนต์นภาชะงักไปเล็กน้อย เธอรู้ดีถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองครอบครัวที่คอยเกื้อกูลกันมาตลอด แต่น้ำเสียงที่ดูจริงจังผิดปกติของแม่ในวันนี้ ทำให้เธอเริ่มสังหรณ์ใจแปลกๆ
“แม่คะ... ที่บอกว่าไปพบนี่ คงไม่ใช่ว่ามีเซอร์ไพรส์อะไรที่มนต์ไม่รู้ใช่ไหมคะ!!”
“เลิกซักไซ้แล้วรีบไปขึ้นรถได้แล้ว!” เพ็ญศรีตัดบท ลุกขึ้นเดินนำออกไปทางประตูทันที ทิ้งให้มนต์นภายืนขมวดคิ้วอยู่เบื้องหลัง
หญิงสาวเม้มริมฝีปากเบาๆ ความรู้สึกหนักอึ้งเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แผ่นหลังของแม่ที่เคยดูแข็งแกร่งเสมอมา บัดนี้ดูเหมือนจะซ่อนความลับบางอย่างไว้ภายใต้อาภรณ์หรูหรานั้น และมนต์นภาก็เดาได้ไม่ยากเลยว่า การพบกันครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่การดื่มน้ำชาระหว่างเพื่อนสนิทธรรมดาๆ เสียแล้ว
ในขณะที่รถยนต์กำลังเคลื่อนตัวไปตามท้องถนน มนต์นภาทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย ทว่าในหัวของเธอกลับฉายภาพเหตุการณ์เมื่อสองคืนก่อนซ้ำไปซ้ำมาเหมือนภาพยนตร์ที่ฉายวนไม่จบสิ้น
คืนนั้น... หลังจากระเบิดอารมณ์ใส่แฟนหนุ่มจนความสัมพันธ์ขาดสะบั้น มนต์นภาแบกเอาหัวใจที่แตกสลายไปที่ผับหรูแห่งหนึ่งตามคำชวนของ นีน่า เพื่อนสนิท เธอหวังเพียงว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะช่วยชะล้างความเจ็บปวดที่จุกอยู่ในอกออกไปได้บ้าง แต่เมื่อไปถึง ความเหงากลับยิ่งตอกย้ำเธอหนักกว่าเดิม
“เบาๆ สิยัยมนต์ ดื่มเป็นน้ำไปได้ เดี๋ยวก็ภาพตัดหรอกแก” นีน่าเอ่ยเตือนพลางส่ายหน้า แต่กระนั้นแขนของเพื่อนสาวก็ยังถูกโอบล้อมด้วยวงแขนของแฟนหนุ่มที่นั่งคลอเคลียกันอยู่ไม่ห่าง
ภาพตรงหน้ามันช่างบาดตาจนมนต์นภาต้องเบือนหน้าหนี เธอไม่ตอบคำถามเพื่อน แต่กลับคว้าแก้วทรงสูงขึ้นกระดกรวดเดียวจนน้ำสีอำพันไหลผ่านลำคอแสบร้อนราวกับจะแผดเผาความเสียใจให้มอดไหม้
“เพื่อนน้องนีน่ากลุ้มใจเรื่องอะไรเหรอครับ ถึงดื่มหนักขนาดนี้?” แฟนของนีน่าถามขึ้นด้วยความสงสัย พลางมองดูหญิงสาวที่ดูสวยสง่าแต่กลับมีแววตาหม่นแสง
“อกหักค่ะ มนต์เค้าอกหัก” นีน่าตอบแทนพลางถอนหายใจ
“ก็เลยเอาแต่ดื่ม ถามอะไรก็ไม่พูด”
“งั้นเอาอย่างนี้ เพื่อนพี่กำลังว่าง เดี๋ยวโทรให้มาดูแลก็แล้วกัน เผื่อว่าจะได้ช่วยดามใจให้เพื่อนของน้องนีน่า” ชายหนุ่มเสนอด้วยความหวังดี
“จะดีเหรอคะพี่?” นีน่าถามอย่างลังเล พลางเหล่มองเพื่อนสาวที่ตอนนี้เริ่มเอนกายพิงพนักโซฟาด้วยความมึนเมา
“เอาน่าลองดู เดี๋ยวพี่ตามให้แป๊บเดียว คนนี้หล่อ รวย การันตีคุณภาพ เผื่อเพื่อนเราจะหายเศร้า” เขากล่าวสรุปก่อนจะปลีกตัวไปกดโทรศัพท์
มนต์นภาในตอนนั้นสติเริ่มหลุดลอย เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์หนักหน่วงในผับดังก้องในหูจนอื้ออึง เธอไม่ได้สนใจว่าใครกำลังจะมา หรือชีวิตเธอหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ความคิดเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัวคืออยากจะลืม ลืมใบหน้าของคนรักเก่า ลืมความเจ็บปวด ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง
ทว่าความประมาทและอารมณ์ชั่ววูบในคืนนั้น กลับนำพาเธอไปสู่ความสัมพันธ์แบบ One Night Stand กับชายแปลกหน้าที่เธอจำใบหน้าได้เพียงรางๆ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในห้องที่มืดมิดและกลิ่นน้ำหอมบุรุษที่ลึกลับยังคงติดอยู่ที่ปลายจมูกจนถึงตอนนี้
มนต์นภาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรถตกหลุม ความคิดคำนึงถูกตัดจบลง เธอพยายามปัดความทรงจำคืนนั้นทิ้งไป พร้อมกับความวิตกกังวลที่ถาโถมเข้ามา