5 โปรดช่วยฉันที
พลอยนภัสวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะราวกับมันเป็นของร้อน เธอผุดลุกขึ้นเดินวนเวียนไปมาอยู่ในห้องแคบๆ ท่าทางกระสับกระส่ายเหมือนคนกำลังแบกโลกไว้ทั้งใบ มือบางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง นิ้วเรียวสั่นเทาขณะกดเบอร์ติดต่อของโมเดลลิ่งที่คุ้นเคย แต่แล้วเธอก็ชะงักและกดลบทิ้งครั้งแล้วครั้งเล่า
เธอบอกตัวเองว่าจะไม่กลับไปเดินบนเส้นทางนั้นอีก... เส้นทางที่เธอเลือกก้าวเข้าไปในวันที่ใจสลายจากการเลิกรากับปรเมศวร์ ประจวบเหมาะกับที่มารดาป่วยหนักจนต้องใช้เงินจำนวนมาก เพื่อนสนิทจึงชักชวนเธอเข้าสู่โลกของพริตตี้ในงานมอเตอร์โชว์ ความสวยสะดุดตาทำให้งานหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย จนกระทั่งเหตุการณ์ในคืนนั้น...
คืนที่โมเดลลิ่งรับงานปาร์ตี้กลุ่มนักธุรกิจโดยไม่บอกรายละเอียด เธอถูกล่อลวงให้ไปในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยชายแก่หื่นกาม โชคดีที่เพื่อนของเธอสังเกตเห็นความผิดปกติและบุกเข้าไปช่วยไว้ได้ทันก่อนที่ฝันร้ายจะเกิดขึ้นจริง ตั้งแต่วันนั้น พลอยนภัสจึงตัดขาดจากวงการนี้อย่างสิ้นเชิงและปฏิญาณกับตัวเองว่าจะไม่มีวันกลับไปหามันอีก ทว่าในวินาทีนี้... ความเดือดร้อนของครอบครัวกำลังบีบคั้นจนเธอเริ่มหมดทางเลือก หญิงสาวลุกเดินไปมาหน้าตาเคร่งเครียด
“เธอจะโทรหาใครอีกเหรอ?” เสียงทุ้มถามขึ้นเรียบๆ แต่กลับกดดันอยู่ในที
“ฉัน... ฉันแค่อยากจะให้ป้าช่วยไปเจรจากับทางโรงพยาบาลดูอีกครั้งค่ะ” พลอยนภัสตอบโดยไม่หันมามองเขา น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“เผื่อเขาจะยอมผ่อนผัน ตอนนี้ฉันหาเงินก้อนไม่ทันจริงๆ”
“เขาไม่ยอมเจรจาหรอกพลอย เรื่องเงินค่ารักษาพยาบาลไม่ใช่เรื่องที่จะมารอกันได้” ปรเมศวร์หักพวงมาลัยเข้าจอดข้างทาง ก่อนจะหันมาสบตาเธอตรงๆ
“รับข้อเสนอของฉันเถอะ เรื่องทุกอย่างจะได้จบลงเสียที” พลอยนภัสเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เธอหันไปสบตากับเขา แววตาที่เคยหวั่นไหวบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“ฉันถามตรงๆ นะคะคุณเมศวร์... ถ้าฉันรับเงินก้อนนี้มา แล้ววันข้างหน้าฉันยังไม่มีคืนให้คุณ ฉันต้อง... นอนกับคุณเพื่อชดใช้หนี้หรือเปล่า? ถ้าข้อเสนอของคุณมันรวมถึงเรื่องนั้น ฉันขอไม่รับ” ปรเมศวร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดยิ้มหยันที่มุมปาก
“ถ้าฉันต้องการแค่นั้น ฉันใช้เงินที่มีไปซื้อกินเอาไม่ง่ายกว่าเหรอพลอย? ฉันไม่จำเป็นต้องลำบากวางแผนอะไรให้วุ่นวายขนาดนี้... แต่ที่ฉันทำ เพราะอยากให้เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมต่างหาก”
“ฉันกลับไปเหมือนเดิมไม่ได้หรอกค่ะ!” พลอยนภัสโต้กลับทันควัน แววตาไหวระริกด้วยความขมขื่น
“ฉันรักคนที่มีภรรยาแล้วไม่ได้ มันผิดศีลธรรม” คำพูดตัดรอนนั่นทำให้กรามของปรเมศวร์บดเข้าหากันจนเป็นสันนูน เขาพยายามสะกดอารมณ์กรุ่นโกรธไว้ลึกที่สุด
“เอาเป็นว่าตอนนี้เธอรับเงินฉันไปก่อนเถอะ ส่วนเรื่องอื่น... ฉันจะไม่เร่งรัดเธอ” พูดจบเขาก็หยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาทันที
“เปิด QR Code สิ ฉันจะโอนให้” เด็กสาวนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีกำลังตีรันฟันแทงกับภาพของแม่ที่นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล สุดท้ายเธอก็ต้องยอมพ่ายแพ้ต่อความจริงอันโหดร้าย พลอยนภัสถอนหายใจยาวก่อนจะสแกนรับเงินจากเขาด้วยมือที่สั่นเทา
ตึ๊ง! เสียงแจ้งเตือนเงินเข้าดังขึ้น ยอดเงินจำนวน 200,000 บาท ปรากฏบนหน้าจอจนเธอต้องเบิกตากว้าง
“มันมากเกินไปค่ะ ฉันใช้ไม่ถึงขนาดนี้ ฉันจะโอนคืนให้...”
“เก็บไว้เถอะ” เขาพูดขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“แม่เธอยังต้องอยู่ในโรงพยาบาลอีกนาน เดี๋ยวก็มีค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ ตามมาอีก และถ้าไม่พอก็ให้บอกฉัน แล้วก็อย่าไปคิดทำอะไรโง่ๆ แบบนั้นอีก” พลอยนภัสก้มหน้านิ่ง ความรู้สึกขอบคุณปนเปไปกับความสมเพชตัวเอง
“ขอบคุณค่ะ”
“ว่าแต่วันนี้ จะให้ฉันไปส่งที่บ้านหรือเปล่า?” เด็กสาวนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายอมรับชะตากรรม อย่างน้อยตอนนี้เธอก็มีเงินไปต่อลมหายใจให้แม่แล้ว
“ค่ะ แต่ฉันขอขึ้นไปจัดกระเป๋าเตรียมของใช้ไปค้างที่โรงพยาบาลแป๊บนึงนะคะ”
“ไปสิ... เดี๋ยวผมรออยู่ที่นี่”
ปรเมศวร์มองตามร่างบางที่เดินกึ่งวิ่งเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงครู่หนึ่ง แผนการดึงเธอกลับมาสู่วงจรชีวิตของเขาเริ่มต้นขึ้นแล้ว แม้จะต้องใช้ ‘เงิน’ ซื้อโอกาส หรือถูกเธอมองว่าเลวแค่ไหน เขาก็จะไม่มีวันปล่อยให้เธอดิ้นหลุดมือไปเป็นครั้งที่สอง
ภายในห้องพักของเธอ พลอยนภัสพยายามตั้งสมาธิเพื่อเก็บกระเป๋า เธอไม่อยากคิดเกี่ยวกับเรื่องของปรเมศวร์อีกต่อไป ตอนนี้เธอมีเรื่องมากมายที่จะต้องให้คิด เรื่องเกี่ยวกับการรักษาของมารดา แต่เมื่อเธอรูดซิปปิดกระเป๋าใบใหญ่เสร็จ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“สวัสดีค่ะ” พลอยนภัสรับสาย ขณะที่ลากกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ออกไปยังโถงทางเดิน
“เสี่ยมีข่าว คิดว่าหนูคงอยากฟัง” เสี่ยชัชนั่นเอง หญิงสาวยืดตัวขึ้น แล้วทิ้งกระเป๋าเสื้อผ้าไว้ตรงประตู
“หนูมีเรื่องหลายอย่างที่จะทำตอนนี้ คงไม่มีเวลาฟังหรอกค่ะ” คำพูดนี้ทำให้เสี่ยเลือดขึ้นหน้าพลอยนภัสปฏิเสธความรักความหวังดีจากเขา สรรพนามที่คุยกันก็เลยเปลี่ยนไปทันที
“มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเพชรน้องชายของหนูนะ”
“ทำไมหรือคะเกิดอะไรขึ้นกับเพชร”
“เพชรถูกจับคดีมียาบ้าไว้ในครอบครอง”
“เสี่ยคิดว่าน้องชายของหนูถูกยัดข้อหา”
“ถ้าหนูยอมรับข้อเสนอของเสี่ย เสี่ยก็ยินดีช่วยเคลียร์ให้”
“เสี่ยหมายความว่ายังไงคะ”
“ถ้าหนูยังจำข้อตกลงของเราได้... เสี่ยก็คงไม่ต้องเสียเวลาพูดซ้ำหรอกนะ”
น้ำเสียงแหบพร่าของเสี่ยชัชแฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ขณะที่เขายิ้มหยันที่มุมปาก แววตาหื่นกระหายฉายชัดว่าคราวนี้เขาหมายหัวจะครอบครองเหยื่อสาวอย่างเธอให้ได้ พลอยนภัสถือโทรศัพท์แนบหูด้วยมือที่สั่นเทา
ไม่จริง!!!...น้องชายของเธอไม่มีทางไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องสกปรกพวกนั้น เพชรไม่ใช่เด็กเกเร เขาเป็นเด็กดีที่เรียบร้อยเสียจนค่อนไปทางเซ่อซ่าด้วยซ้ำ ไม่มีทางที่คนอย่างเขาจะพาตัวเองไปตกอยู่ในเงื้อมมือของคนอย่างเสี่ยชัชได้... เว้นเสียแต่ว่านี่จะเป็นหลุมพรางที่ถูกขุดไว้รอเธออยู่แล้ว!
“หนูเชื่อว่าเพชรไม่ทำอย่างนั้นแน่นอนค่ะ..ต้องมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ ๆ” เธอพูดอย่างอ่อนแรง ยกมือขึ้นกอดอกเหมือนกับจะสู้กับความเยือกเย็นที่แล่นเข้ามาจับหัวใจ
“หนูจะรู้ได้ยังไง เมื่อหนูไม่ได้อยู่กับเจ้าเพชรตลอดเวลา”
“พวกตำรวจจับได้ว่าเขาโยนของกลางทิ้ง และวิ่งหนีจากที่เกิดเหตุ”
“ไม่ใช่แน่ ๆ ค่ะ...เพชรไม่ทำแบบนั้น...” แล้วน้ำเสียงของเธอก็ขาดห้วง ขณะที่ภาพของเพชรน้องชายได้หวนกลับมาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งนำของขวัญวันเกิดมาให้เธอ เมื่อช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา หลังจากที่โรงเรียนเลิกแล้ว เธอยังมองเห็นกระดาษสีขาวกับโบว์ไหมสีสวย ที่ทิ้งไว้บนหัวเตียง
“หนูจะไปคุยกับตำรวจเจ้าของคดีเองค่ะ” พลอยนภัสกัดริมฝีปากล่าง
“อันที่จริงโทษก็ไม่ได้หนัก เพราะเป็นเยาวชน ก็คงจะมีการลงโทษอย่างเบาที่สุด แต่เพชรจะต้องมีประวัติและเสียอนาคตแน่ ๆ ถ้าหนูต้องการให้เสี่ยช่วยก็โทรบอกละกัน”
“พลอย..ใครโทรมาอีก” เสียงถอนหายใจของพลอยนภัส ทำให้ปรเมศวร์อดห่วงไม่ได้จึงขึ้นมาตามเธอ
“มีเรื่องอะไรอีก บอกฉันมา..พลอย!!!” เด็กสาวกลืนน้ำลาย เมื่อรู้สึกเหมือนว่าหัวใจของเธอแทบจะเต้นออกมานอกอก เห็นได้ชัดว่าไม่มีทางที่น้องชายเธอจะทำอย่างที่เสี่ยชัชว่ามาเลย
“คุณเมศวร์คะ เพชรน้องชายฉันถูกจับคดีครอบครองยาเสพติด...”
“อะไรกัน ..เป็นไปได้ยังไง”
“มันเป็นไปแล้ว และฉันก็ไม่อยากเชื่อเลย!”
“เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปที่สถานีตำรวจเอง ใจเย็น ๆ ก่อนนะ” เด็กสาวยังคงส่ายหน้า มันไม่เป็นความจริง เธอไม่มีวันเชื่อจนกว่าจะได้พูดคุยกับน้องชายของเธอ
“คุณช่วยกรุณาพาฉันไปเดี๋ยวนี้เลย”
“เธอไม่ต้องกังวลไป เพราะถึงอย่างไรตำรวจจะต้องสอบปากคำของเขาก่อน” พลอยนภัสหลับตาแล้วสูดหายใจเข้าลึก ๆ หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความรู้สึกเจ็บปวด
“คุณช่วยพาฉันไปหาน้องชายด้วยนะคะ คุณเมศวร์!!!” พลอยนภัสบอกอย่างร้อนรนราวกับคนเสียสติ
“ฉันรู้….ฉันรู้ ฉันรู้ว่าเธออยากจะช่วยน้องชาย...แต่เธอต้องตั้งสติ แล้วก็แล้วก็ใจเย็น ๆ ก่อน วันนี้เธอเจอเรื่องปวดหัวพร้อมกันตั้งสองเรื่อง รับรองฉันจะช่วยเธอเอง”
เมื่อรถไปจอดที่หน้าสถานีตำรวจ เขายื่นมือมาให้เพื่อรับเธอลงจากรถ หญิงสาวไม่อยากรับแต่ก็ปฏิเสธเขาไม่ได้ เธอไม่อยากเสียเวลาต่อต้านเขาในตอนนี้ หญิงสาวอึกอักที่จะจับมือเขา รู้สึกถึงนิ้วของเขาที่สัมผัสมา
“มือเธอเย็นเฉียบเลย” ปรเมศวร์พูด ขณะที่เธอก้าวไปยืนที่ริมทางเท้า
“ฉันตื่นเต้นน่ะ” เธอสารภาพ ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล ตอนนี้มันเริ่มมืดแล้ว สีหน้าของเขาดุดัน
“เธอคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเพชรใช่ไหม”
“ค่ะ ฉันแน่ใจว่าเพชรไม่ได้ทำ แต่ฉันกลัวแทนเขา ถ้าหากตำรวจจะดำเนินคดีด้วยที่เขาต้องจำนนต่อหลักฐาน” หญิงสาวส่ายหน้า
“ฉันหวังว่าเรื่องนี้คงจะไม่เกิดขึ้นจริงนะคะ”
“แต่มันเกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้เราไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ภายในโรงพักปรเมศวร์ได้รับความเคารพจากพนักงานในสถานีตำรวจทุกคน ตั้งแต่นายสิบที่นั่งโต๊ะเสมียนด้านหน้า ไปจนถึงสารวัตรทำความเคารพยิ้มแย้มต้อนรับปรเมศวร์กันเป็นแถว และหลังจากสิบนาทีในการต้อนรับอันอบอุ่นแล้ว สารวัตรกับปรเมศวร์ก็ปลีกตัวออกไปพูดคุยกันตามลำพัง ระหว่างนั้นพลอยนภัสรอคนทั้งคู่อย่างกระวนกระวาย ภาวนาให้ปรเมศวร์คุยกับสารวัตรเพื่อให้เธอเข้าไปพบน้องชายได้ตอนนี้ ในที่สุดปรเมศวร์ก็ออกมาเรียกเธอ
