บทที่ 4 ขอนัดCEOคนสวย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เชิญค่ะ” เสียงหวานส่งเสียงเป็นเชิงอนุญาตให้ใครก็ตามที่เคาะประตูห้องทำงานของเธอเดินเข้ามาได้ แต่เจ้าตัวยังคงจดจ่ออยู่กับหน้าจอแล็ปท๊อปไม่ยอมเลื่อนสายตามามองคนที่เดินเข้ามา
“พี่เชอคะ มีคนส่งดอกไม้มาให้ค่ะ”
“...?” ดอกไม้เหรอ ใครกันที่ส่งมาให้เธอ จะว่าเป็นวันเกิดก็ไม่น่าจะใช่เพราะวันเกิดเธอผ่านมาหลายเดือนแล้ว ตอนนี้เริ่มอยากรู้ขึ้นมาสะแล้วสิว่าใครกันที่ทำเซอร์ไพรส์น่ารักๆแบบนี้ให้เธอ เชอรีนยอมหยุดสิ่งที่ทำอยู่แล้วลุกจากเก้าอี้เดินอ้อมโต๊ะทำงานเพื่อไปรับช่อดอกไม้ที่ลูกน้องในทีมนำมาให้
“ขอบใจจ้ะ” รอจนประตูห้องทำงานถูกปิดแล้วจึงเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานเหมือนเดิม
เชอรีนมองสำรวจช่อดอกไม้ในมือและพบว่าดอกไม้ที่ถูกจัดช่ออย่างสวยงามนี้คือดอกคาร์เนชั่นสีชมพูและมีการ์ดใบเล็กๆซ่อนอยู่ในนั้น
“คืนนี้ผมไปรับที่คอนโดนะครับ ส่วนเรื่องจะพาไปไหนเดี๋ยวผมจะบอกเชออีกที ไม่ต้องแต่งตัวสวยมากนะครับเพราะคุณสวยที่สุดสำหรับผมอยู่แล้ว XOXO เบเนดิกต์”
อ่านข้อความบนการ์ดจบเชอรีนก็ไม่สามารถบังคับมุมปากของเธอไม่ให้ยกยิ้มกว้างออกมาได้เลย เธอรู้ว่าเบเนดิกต์เป็นผู้ชายโรแมนติกในระดับหนึ่ง ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่า ระดับการสร้างความโรแมนติกของเขาจะเพิ่มขึ้นยกกำลังสองเลย ร้ายกาจ
นึกย้อนถึงวันที่เขาเดินเข้ามาขอจีบเธอครั้งแรก ตอนนั้นหยอดไม่เก่งขนาดนี้แต่ก็ทำเอาเธอระทวยไม่น้อยเหมือนกันนะ และตอนนี้ก็ยังระทวยให้เขาเหมือนเดิมแค่เธอเก็บอาการเขินของตัวเองเก่งขึ้นเท่านั้น เบเนดิกต์เลยมองไม่ออกว่าเธอชอบหรือไม่ชอบมากแค่ไหนที่เขาหยอดความหวานให้เธอบ่อยๆแบบนี้
แน่นอนว่าเชอรีนรู้สึกชอบมากกว่าไม่ชอบ เธอไม่เคยเบื่อเลยสักครั้งที่ได้ฟังคำพูดหวานๆจากเบเนดิกต์
“จะพาเชอไปไหนคะเบน?”
ก้มลงไปพูดกับดอกคาร์เนชั่นแล้วจูบลงบนการ์ดใบนั้น เชอรีนยอมรับว่าตอนนี้เธออยากรู้มาก ว่าเบเนดิกต์เตรียมอะไรเอาไว้ แต่เธอเลือกที่จะไม่ส่งข้อความไปถามหรือโทรไปหาเขา เพราะเธอรู้จักนิสัยของชายหนุ่มดีถ้าเรื่องไหนที่เบเนดิกต์อยากให้รู้เขาก็จะบอกออกมาเลย แต่ถ้าเรื่องไหนที่เขายังไม่อยากให้รู้หรืออยากเก็บไว้ทำเซอร์ไพรส์ ต่อให้เธอไปคะยั้นคะยอถามก็จะไม่ได้คำตอบจากเขาอยู่ดี
เพราะฉะนั้นตอนนี้รีบเคลียร์งานให้เสร็จจะได้รีบกลับคอนโดไปอาบน้ำแต่งตัวสวยๆรอเขามารับดีกว่า
@มหาวิทยาลัยโรเซนต์เบิร์ก
“วันนี้ไปไงมาไง ถึงได้มาหาพี่ถึงที่นี่ได้” เบเนดิกต์พูดขึ้นพร้อมอ้าแขนออกกว้างเพื่อกอดน้องสาวและเอียงใบหน้าด้านข้างให้มาริสาหอมแก้มเขาได้ถนัดขึ้นก่อนจะหอมแก้มเธอกลับคืน เรื่องกอดและหอมแก้มทักทายเป็นธรรมเนียมปกติของครอบครัวนี้อยู่แล้ว เพราะเป็นลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ค ทำให้การทักทายคนในครอบครัวจะใช้วิธีเหมือนฝรั่งเป็นส่วนใหญ่
“ริสาอยู่บ้านเบื่อๆน่ะคะก็เลยอยากออกมาเปลี่ยนบรรยากาศข้างนอกบ้าง” พยักหน้าตอบรับคำพูดของน้องสาวแสนสวยพร้อมยกแขนขึ้นโอบเอวพาเดินตรงไปที่ RBU café ตอนแรกก็ว่าจะนั่งคุยในห้องทำงานแต่คิดไปคิดมาพาน้องมาหาเครื่องดื่มและนั่งกินอะไรจุบจิบที่คาเฟ่นี้ดีกว่า
“ก็เลยมาหาพี่ที่มหา’ลัย?” สงสัยจะเหงาจริง เบเนดิกต์คิดเพราะปกติแล้วน้องสาวคนเล็กของเขาติดสามีอย่างกับอะไรดี และถ้าไม่เหงาจริงๆคงไม่มาหาเขาถึงที่ทำงานแน่ มหา’ลัยก็คือที่ทำงานของเบเนดิกต์นั่นแหละ วันๆอยู่แต่ที่นี่ ถ้าคิดจะตามตัวเขาก็ไม่ใช่เรื่องยากเพราะเบเนดิกต์ไม่ค่อยชอบออกไปไหน
“ใช่ค่ะ ตอนแรกริสาจะไปหาเอ็มเจแต่รายนั้นอยู่บริษัทที่ไหนล่ะ เห็นว่าควงสาวไปดูเฟอร์นิเจอร์ที่ไหนนี่แหละ” พอพูดถึงพี่ชายคนกลางแล้วอดน้อยใจไม่ได้ พอน้องคิดถึง อยากไปหาบ้างก็ไม่เคยอยู่ให้ได้เจอกันเลยชอบออกไปเที่ยวกับสาวๆอยู่เรื่อย
“ควงสาว? คงไม่ใช่เอบีเกลแน่”
เบเนดิกต์พูดพร้อมปล่อยเสียงหัวเราะเบาๆออกมา ถ้ามาริสาพูดว่าควงสาวนั้นแปลว่าแฝดคนน้องของเขากำลังควงผู้หญิงที่เป็นคู่นอนชั่วคราวแต่ไม่ใช่หญิงสาวที่เป็น ว่าที่คู่หมั้นของเอ็มเจ ‘เอบีเกล’
“ตามนั้นเลยค่ะเบน เฮ้อ เมื่อไหร่เอ็มเจจะยอมรับหัวใจตัวเองสักทีก็ไม่รู้นะคะ เอ็มเจชอบทำตัวใจร้ายกับพี่เกลตลอดทั้งที่ตัวเองชอบเขาจะตาย”
“เอ็มเจเป็นแบบนี้แหละ เก่งทุกอย่างยกเว้นเรื่องยอมรับหัวใจของตัวเอง” เป็นเรื่องที่เบเนดิกต์กับมาริสาแอบห่วงอยู่ไม่น้อยเลย แต่เพราะพี่ชายคนกลางของเธอเป็นคนที่ค่อนข้างรั้น พูดด้วยยาก แถมยังเอาแต่ใจตัวเองเก่งมากที่สุดด้วย แล้วที่บอกว่าห่วงคือมาริสาหมายถึงเป็นห่วงว่าที่พี่สะใภ้ของเธอนะ
เอบีเกลเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก อ่อนโยนแถมยังอดทนกับนิสัยใจร้ายของพี่ชายเธอเก่งมาก ถ้าพี่ชายของเธอยอมเปิดใจรับความรู้สึกของตัวเองสักนิดนะป่านนี้มีความสุขหวานชื่นไปแล้ว
“พรุ่งนี้วันครอบครัวนะคะ เบนจะพาพี่เชอรีนไปด้วยไหม” พักเรื่องเอ็มเจไว้ก่อนแล้วชวนพี่ชายคนโตคุยเรื่องวันครอบครัวแทน ทุกวันสิ้นเดือนจะเป็นวันที่ลูกๆทั้งสามคนจะต้องไปร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเที่ยงกับคุณและคุณนายโรเซนต์เบิร์ก
มิรันดา มารดาของพวกเขาเป็นคนคิดเรื่องวันครอบครัวนี้ขึ้นมา เหตุผลก็เพราะ ลูกๆหลังจากโตกันแล้วก็พากันออกมาพักแยกส่วนตัวข้างนอก ไม่ยอมโผล่หัวมาให้เจอเลย ส่วนมาริสาก็แต่งงานก่อนพี่ๆ และย้ายออกไปอยู่บ้านของสามีเมื่อปีที่แล้ว ถ้าคุณแม่ไม่ทำแบบนี้ปีๆหนึ่งก็แทบจะไม่ได้เจอหน้าลูกๆเลย
“วันครอบครัววนมาถึงไวจังนะ” พอพูดถึงวันนี้ทีไรเขาก็อดคิดถึงผู้หญิงคนหนึ่งไม่ได้เลยจริงๆ ความจริงแล้วเขาก็คิดถึงเธออยู่ทุกวันนั้นแหละ ‘เชอรีน’ ตอนนี้ก็คิดถึงอยู่
“พี่อยากพาเขาไปด้วยทุกเดือนอยู่แล้วแหละ แต่ก็อย่างที่ริสารู้ เชอรีนใจแข็งจะตายไป” เบเนดิกต์พูดเหมือนคนปลงตก เมื่อความพยายามในการตามง้อแฟนเก่าของเขายังไม่มีวี่แววจะประสบความสำเร็จเลยน่ะสิ แต่เขาจะไม่ท้อ ตื้อเท่านั้นที่ครองโลกคำนี้ยังใช้ได้เสมอและเขามั่นใจว่าเขาจะทำให้เชอรีนใจอ่อนได้แน่เพียงแค่ต้องใช้เวลาสักหน่อย
ถึงต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตเขาก็จะทำเพราะความสุขของเขาคือการได้มีเชอรีน ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไร ขอแค่เธอมีพื้นที่เล็กๆให้เขาได้อยู่เคียงข้างเธอ เท่านั้นก็พอ
“สู้ๆนะคะเบน พี่เชอรีนคือคนที่เบนคู่ควรค่ะ อะไรที่ยากๆแบบนี้แหละจะมีค่ามาก ริสาขอให้พี่เชอรีนใจอ่อนและยอมเปิดใจรับรักเบนอีกครั้งนะคะ ขอให้วันนั้นมาถึงเร็วๆนะริสาอยากเห็นพี่ชายทั้งสองคนของริสามีความสุขและสมหวังเรื่องความรักสักที”
“ขอบใจนะน้องรัก มัวแต่มาห่วงพวกพี่แล้วเรากับณภัทร์ล่ะ เป็นยังไงบ้างช่วงนี้พี่ไม่เห็นไปไหนมาไหนด้วยกันเลย”
“...คือคุณภัทร์งานยุ่งมากๆเลยค่ะเบน ช่วงนี้ก็เลยไม่ค่อยได้ออกไปไหนด้วยกัน”
“งั้นเหรอ อืม” เบเนดิกต์ไม่ถามอะไรต่อเพราะเขาจับสังเกตอะไรบางอย่างจากดวงตาของน้องสาวได้
ลูกนัยน์สั่นระริกแบบนั้น มาริสามีเรื่องอะไรปิดบังอยู่แน่ๆหรือไม่ก็มีเรื่องที่กำลังไม่สบายใจแต่ไม่กล้าเล่าให้ฟัง นิสัยของน้องคนเล็กเป็นแบบไหนเบเนดิกต์รู้ดี ถ้าเรื่องนั้นยังไม่ถึงขีดสุดความอดทนของมาริสา พี่ชายอย่างเขาหรือเอ็มเจจะไม่มีทางได้รู้จนกว่ามาริสาจะเป็นคนระบายมันออกมาเอง
เบเนดิกต์พอจะสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์ของน้องสาวกับน้องเขยมีบางอย่างผิดปกติไป ในฐานะพี่ชายเขายอมรับเลยว่าอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่เขาไม่สามารถเข้าไปยุ่งเรื่องครอบครัวของน้องสาวได้เช่นกัน มาริสาโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาต้องปล่อยให้น้องใช้ชีวิตของตัวเอง แต่ถ้าวันใดที่น้องเจ็บเขากับเอ็มเจสาบานเลยว่าพี่ชายอย่างเขาจะไม่ยอมอยู่เฉยๆแน่
“ณภัทร์งานยุ่งขนาดนั้นแล้วพรุ่งนี้จะสะดวกมาทานมื้อเที่ยงที่บ้านใหญ่หรือเปล่า” บ้านใหญ่เป็นคำที่ลูกๆใช้เรียก คฤหาสน์โรเซนต์เบิร์ก ที่อาเธอร์กับมิรันดาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน คฤหาสน์หลังใหญ่โตแต่อยู่กันสองคนสามีภรรยาเพราะลูกออกไปอยู่ข้างนอกกันหมด
“ริสาจะลองชวนคุณภัทร์ดูค่ะ แต่คิดว่าน่าจะไม่ติดอะไร”
“ถ้าณภัทร์มาได้ก็ดีนะ พี่คิดว่าคุณแม่ต้องคิดถึงลูกเขยคนนี้มากแน่ๆ เพราะไม่ได้เจอหน้ากันมาหลายเดือนแล้ว”
ครั้งล่าสุดที่เบเนดิกต์เห็นหน้าน้องเขยในวันครอบครัวก็หน้าจะหลังจากที่มาริสาแต่งงานไปได้สองหรือสามเดือนนี่แหละ แล้วหลังจากนั้นณภัทร์ก็ไม่เคยมาร่วมรับประทานมื้อเที่ยงวันครอบครัวอีกเลย
“มันจะยุ่งอะไรขนาดนั้น!”
เป็นคำพูดที่เบเนดิกต์จะได้ยินเอ็มเจพูดประจำในวันที่เอ็มเจมาแล้วไม่เจอหน้าน้องเขยของตัวเอง
“...”
มาริสาทำเพียงยิ้มตอบกลับพี่ชายไปขณะที่ในใจของตัวเองก็ยังหาความมั่นใจจากตรงไหนไม่ได้เลย มาริสาไม่มั่นใจเลยว่าเธอจะชวนณภัทร์มาวันครอบครัวได้ ทุกครั้งที่ชวนก็มักจะได้รับคำปฏิเสธจากเขาตลอดและถ้าเธอตื้อเขามากๆมันจะไปจบลงที่เธอกับสามีทะเลาะกัน และมาริสาก็ต้องเป็นฝ่ายดูแลหัวใจของตัวเอง
“ริสา...ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ อย่าลืมนะว่าพี่กับเอ็มเจจะอยู่ตรงนี้เสมอ”
ก็อย่างที่บอกนั้นแหละว่าเขาเป็นพี่ชายมันอดห่วงน้องสาวไม่ได้ ไม่ใช่แค่น้องสาว เอ็มเจเขาก็ห่วงเหมือนกันแต่ทุกคนมีชีวิตเป็นของตัวเอง ต่างคนต้องเดินไปตามทางของตัวเองแต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คำว่าพี่น้องจะยังเหนียวแน่นเสมอและเขาพร้อมจะไปอยู่ตรงนั้นไม่ว่าน้องทั้งสองคนจะร้องขอหรือไม่
