บทที่ 4 เรื่องสนุกของฮ่องเต้
นางยกถาดชาเข้ามาถวาย ก่อนนั่งคุกเข่าอยู่ใกล้ๆ เจ้าแผ่นดินมองถาดชา ก่อนยกกาขึ้นมาเทน้ำชาที่ไร้ความร้อนลงถ้วย ฮ่องเต้มองจางลี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม นางจึงเอ่ยว่า
“หม่อมฉันขออภัยที่ไม่มีน้ำชาร้อน เหตุเพราะฟืนในครัวเปียกชื้น”
“เปียกชื้นเช่นนั้นหรือ” ฮ่องเต้ปรายตาไปทางบิดาของนางก่อนฟังนางพูดต่อ
“ปกติแล้วบิดาจะส่งฟืนมาให้ทุกสามวัน แต่วันนี้เกิดเหตุล่าช้าด้วยเหตุใดไม่ทราบ จึงไม่ได้นำมาให้เพคะ”
เสนาบดีหันมองบุตรสาว เรื่องฟืนเขาไม่เคยรับปาก แทบจะไม่สนใจไยดีด้วยซ้ำ เขามองโอรสสวรรค์อย่างเกรงๆ แล้วรีบหันไปดุบ่าวข้างตัวแทน
“พวกเจ้าทำงานยังไง ยังไม่รีบไปขนฟืนมาเติมอีก”
“ท่านพ่อเจ้าคะ เรื่องเตาอุ่นที่ท่านพ่อรับปาก ลูกไม่รีบนะเจ้าคะ”
นอกจากฟืนแล้วยังมีเตาอุ่นอีก เจ้าแผ่นดินหันมองไปด้านหลัง เรือนเก่าผุคงทำให้แผ่นกระดาษบางลง ยากจะต่อกรกับลมหนาว
บิดาจวนนี้เลี้ยงดูบุตรเช่นไร คนหนึ่งให้ทุกอย่างพร้อมสรรพ แต่อีกคนกลับเลี้ยงดูแย่กว่าบ่าวในเรือนเสียอีก
แม้ขนสัตว์ที่สวมใส่จะนุ่ม แต่ดูจากสภาพก็รู้ว่าใช้มาหลายปี มีรอยซ่อมแซมด้วยด้ายโดยรอบ
“เราต้องการความเป็นส่วนตัว” เพราะมาเยี่ยงสามัญชนเขาจึงทำตัวเช่นบิดา ไม่ได้ถือตัว พอเห็นเจ้าของจวนที่ไม่อยากไปก็เอ่ยเสียงดุ
“ท่านเริ่มแก่จนเลอะเลือนไม่ฟังเราที่พูดแล้วหรือ ถ้าเช่นนั้นเราคงต้องให้ท่านพักรักษาตัวสักระยะหนึ่งดีไหม”
เสนาบดีหลี่มองเจ้าแผ่นดิน กลัวแต่ว่าจะพักยาวเสียมากกว่า จึงรีบก้มแล้วออกไป บัดนี้เรือนนี้มีเพียงนางกับฮ่องเต้
ดวงตามังกรมองสตรีที่คุกเข่าแล้วเอ่ย
“เลิกเล่นได้แล้ว เงยหน้าขึ้นมา”
ฮ่องเต้องค์นี้ฉลาดมาก นางเล่นละครตบตาคนอื่นได้ เขาก็จับได้แต่แรก นางจึงเงยหน้ายิ้มให้เขา โดยปราศจากใบหน้าซีดเซียวก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
จางลี่ลุกขึ้นแล้วเผชิญหน้ากับมังกร
“เรื่องคำทำนาย”
นางยิ้มตอบกลับ “เป็นจริงเพคะ อีกสองเดือนจะมีพระราชสาส์นจากเผ่าเกอร์ฉู่ ส่งบรรณาการสตรีนางหนึ่งมาให้พระองค์”
สตรีผู้นี้มีนามว่าม่านหลัวเฟย นางมีใบหน้างดงามเหนือสตรีอื่นในแผ่นดิน ทำให้แผ่นดินสะเทือน บัลลังก์สั่นคลอน จนเป็นเหตุให้เขาต้องจบชีวิต แต่สิ่งที่นางต้องการไม่ใช่อำนาจหรือสตรีข้างกายเขา แต่เป็นอีกคนต่างหาก
และถึงแม้ว่าเขาจะตายหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับนาง ตอนนี้นางขอแค่ราชโองการหนึ่งฉบับเท่านั้น
ฮ่องเต้หยางตงเฉียงนั้นเดิมทีก็มีฮองเฮากับเขา แต่เพราะถูกอำนาจกดดันทำให้ฮองเฮาถูกเนรเทศไปตำหนักเย็นจนสิ้นพระชนม์ ทำให้พระองค์เสียพระทัยมาก จากนั้นเป็นต้นมาเก้าอี้หงส์ก็ร้อนเป็นไฟ วังหลังต่างแย่งชิงเพื่อครอบครองมัน
โดยเฉพาะกุ้ยเฟย มารดาขององค์รัชทายาท สตรีนางนั้นโหดเหี้ยม วางแผนลอบฆ่าบุตรมังกรไม่เหลือ ตอนนี้ในวังหลวงเหลือองค์ชายเพียงสองคนเท่านั้น คือ องค์รัชทายาท และท่านอ๋องอดีตคู่หมั้นนางเท่านั้น
น้าหลานกำลังสู้ศึกครั้งนี้อย่างเมามัน ในขณะที่มังกรกลับนั่งดูงิ้วอย่างสนุก
มังกรขี้ระแวงไม่ได้เชื่อทั้งหมดจึงถามต่อ “เหตุใดเจ้ามาอยู่เรือนนี้”
“ดีมากก็ใช่ว่าดี หม่อมฉันเพียงมองเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า พวกเขาก็หาว่าหม่อมฉันเป็นปีศาจ หม่อมฉันเอ่ยทักความตาย พวกเขาก็หาว่าหม่อมฉันเป็นมัจจุราช”
หลายวันก่อนท่านอ๋องเสี่ยวเย่ทูลขอสมรสพระราชทาน ต่อมาก็ขอเปลี่ยนตัวเจ้าสาว เหตุเพราะบุตรสาวคนแรกป่วยใกล้ตาย ดูแล้วบุตรสาวใกล้ตายยังห่างไกลกับคำว่าตายนัก
“เจ้าอยากแต่งกับท่านอ๋องเสี่ยวเย่รึ”
มุมปากนางกระตุก รีบเอ่ยตอบ “หม่อมฉันไม่ต้องการ”
น้ำเสียงนั้นแข็งและจริงจัง ทำให้เขาเชื่อว่านางไม่ได้ต้องการสิ่งนั้นจริง ๆ
“ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการแต่งกับอ๋องเสี่ยวเย่แล้ว เจ้าต้องการอะไร”
“ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปตามชะตา หากอยากเปลี่ยนชะตาท่านก็ต้องตอบแทนหม่อมฉันด้วยชะตาเช่นกัน”
“ชะตาอะไรของเจ้า”
“เรื่องนี้หม่อมฉันจะบอกเมื่อถึงเวลา สิ่งแรกที่จะพิสูจน์ทุกอย่างก็คือเหตุการณ์ในอีก 2 เดือนข้างหน้า”
“อีกสองเดือนมันนานไป หากเจ้ากล่าวเท็จแล้วหนีเราไปเสียก่อน เราก็ถูกผู้คนหัวเราะที่โดนเด็กหลอกน่ะสิ”
จางลี่หันมองมังกรแล้วเอ่ยตอบ “อีกหนึ่งเดือนจะมีการคัดเลือกนางกำนัล หม่อมฉันอยากเข้ารับการคัดเลือก”
ฮ่องเต้มองแล้วเอ่ยหยอก “ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากเป็นหงส์เสียเองหรอกนะ”
“หม่อมฉันไม่อยากเป็นหงส์ของพระองค์” แต่เป้าหมายนางคืออีกคนต่างหาก เห็นว่ามังกรรอฟังจึงเอ่ยต่อ “ให้หม่อมฉันเป็นเพียงนางกำนัล หนึ่ง พระองค์จะได้ไม่ร้องระแวงว่าหม่อมฉันจะหนีหายไป สอง หากเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น พระองค์สามารถเรียกหม่อมฉันได้ตลอดเวลา”
ทางหนึ่งก็ดี อีกทางก็ใช่ ไม่เห็นว่าเขาจะเดือดร้อนอะไร ยังไงการคัดเลือกนางสนมกำนัลชุดใหม่ก็ต้องมีอยู่แล้ว แค่เลี้ยงเพิ่มอีกคนจะเป็นไร
“ได้ เรารับปากเจ้า”
“หม่อมฉันขอพาบ่าวไปด้วยนะเพคะ”
มังกรมองสาวใช้ที่อยู่ด้วย ก็ตอบแบบไร้อารมณ์ “ก็ตามใจเจ้า”
จางลี่ยิ้มกว้างขอบพระทัยจากใจจริง เมื่อเงยหน้าก็พบแหวนหยกที่ถอดจากมือพระองค์ “เมื่อเข้าวังแล้ว มอบมันให้มามาหลี่ นางจะจัดทุกอย่างให้เจ้าเอง”
“ไหน ๆ แล้วหม่อมฉันขอเลือกงานทำได้ไหมเพคะ”
คุยกับจิ้งจอกอย่างไรก็โผล่หางออกมาให้เห็นอยู่ดี เขาอยากรู้ว่าจิ้งจอกตัวนี้อยากทำอะไร จึงพยักหน้ารอฟัง
“หม่อมฉันอยากดูแลต้นไม้ในอุทยานหลวงเพคะ”
งานที่นางบอกไม่ใช้ทั้งหกกองที่มีหน้าตา แต่กลับเป็นงานนางกำนัลชั้นต่ำสุดของวัง “เจ้าแน่ใจรึ”
“แน่ใจเพคะ”
มังกรขี้ระแวงเริ่มไม่แน่ใจในจิ้งจอกตัวนี้ แต่ก็ไม่ได้ขัดอะไร การรอชมสนุกกว่าการรู้มากเสียอีก “ดี ก็ตามนั้น” พูดจบมังกรก็กลับไปยังที่ของตน
ส่วนนางก็มองประตูเพื่อรอพายุลูกใหม่ที่จะมา แต่คิดว่าคงไม่ถึงกับลงมืออย่างเช่นแต่ก่อน เพราะตอนนี้นางมีมังกรคุ้มหัวอยู่
ไม่นานฟืนชุดใหม่ก็ถูกขนเข้ามา นอกจากนั้นยังมีอาหารสด ผักที่มาเพิ่มอีกหลายตะกร้า จางลี่มองเตาอุ่นที่ขนเข้าไปในเรือน ตอนนี้คนมาส่งคือมารดา นางเอ่ยประชดประชันลูกชังตรงหน้าทันที
“ช่างเป็นบุตรสาวที่ดีจริง ๆ”
นางยิ้มรับอย่างคนโง่ “ลูกทำอะไรหรือเจ้าคะ”
หลี่หลานฟางกัดฟัน “ดี ๆ ดีจริง ๆ” จากนั้นก็สะบัดใบหน้าออกจากเรือน ตอนนี้โซ่ตรวนถูกเก็บแล้ว นางสามารถเข้าออกได้อิสระ
อีกตั้งหนึ่งเดือน นางจะทำอะไรดีนะ
“คุณหนู เนื้อเต็มครัวเลยเจ้าค่ะ”
ไม่เลี้ยงจิ้งจอกให้อิ่ม เดี๋ยวมังกรก็ฉีกอกเอาได้ พวกเขาจำต้องทำดีกับนาง คิดว่าต่อจากนี้นางจะสงบจนถึงเข้าวังเลย ถ้าอย่างนั้นก็หมดสนุกสิ
“ไปเดินเล่นหน่อย” จางลี่ก้าวเท้าออกจากกรงขัง มองไปรอบเรือน เบื้องหน้าเป็นต้นไม้สีสันสดใส ตามทางเดินมีแผ่นหินใหญ่ปูตลอดทาง เมื่อไปถึงกลางเรือนก็พบกับศาลา และสระน้ำที่มีปลาตัวเล็กใหญ่แหวกว่าย
“พวกเราจะไปไหนเจ้าคะคุณหนู”
จางลี่หันไปทางประตูหน้า “เดินเล่นด้านนอกหน่อยแล้วกัน” แต่พอจะก้าวเท้าออกไปก็ได้ยินเสียงอีกคนเอ่ยทัก
“น้องรัก จะไปไหนหรือนั่น”
จางลี่หันมองพี่สาวคนงาม เอ่ยวาจาตอบกลับ “อยู่ในเรือนอุดอู้เสียนาน น้องอยากออกไปเดินเล่นเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นหรอกหรือ” น้ำเสียงช่างต่างกับคำพูด หลี่ถิงถิงเอ่ยต่อ
“ข้ากำลังจะไปตำหนักท่านอ๋องพอดี ตอนนี้ชุดแต่งงานเสร็จเรียบร้อยแล้วพี่ต้องไปดูเสียหน่อย หากเจ้าไม่มีที่ไปก็ไปกับข้าสิ”
ช่างเป็นพี่สาวที่รักน้องสาวมากจริง ๆ แต่จางลี่ก็ตอบเสียงเรียบ “เจ้าค่ะ”
ไม่ขัดขืน ไม่ปฏิเสธ ก้มหน้าลงต่ำเหมือนกับฝืนจำต้องรับคำ นั่นทำให้หลี่ถิงถิงพอใจที่สุด ไม่นานเกี้ยวงามก็มาถึง พี่สาวคนงามเดินขึ้นไปได้ก้าวหนึ่งก็หันมากล่าวกับนาง “เจ้าเดินไปเถอะนะน้องรัก เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบนั่งบนเกี้ยวกับใคร”
จางลี่มองหญิงสาวยิ้มอ่อนแล้วก้มหน้าเช่นเดิม เดินตามไม่ได้เร่งรีบ นานเข้าก็เหมือนจะช้าจนแตกกลุ่มไปเรื่อย ๆ
“คุณหนูเจ้าขา พวกเขาไปไกลแล้ว”
“ไม่มีข้าพวกเขาจะเดือดร้อนอะไร ที่ชวนก็เพราะจะแกล้งให้ข้าเสียใจ พวกเราเดินเล่นสักหน่อย แล้วค่อยเข้าไปให้พวกเขาเล่นอีกสักหน่อยพอเป็นพิธี”
คนเดินเล่นเดินเรื่อยเปื่อยมองของข้างทาง หยิบขึ้นมาลองแล้ววางไม่ได้คิดจะซื้อจริง ๆ ก็นางมีเงินเสียที่ไหน แล้วก็เห็นกลุ่มคนขอทานที่ตอนนี้กำลังมุงดูขอทานด้วยกันเองที่นอนเหมือนตายไปแล้วอยู่ข้างทาง
“มันตายหรือยัง”
“ข้าว่าตายแล้วแน่ ๆ นอนไม่ขยับมาสองวันแล้ว”
จางลี่สังเกตเห็นบริเวณลำคอคนนอนไม่มีสติที่ขยับขึ้นลง ก็รู้ว่าขอทานคนนั้นยังไม่ตาย ตอนนี้พวกขอทานที่กลัวจะเดือดร้อนรีบหนีหายไปจนหมด หญิงสาวจึงเดินเข้าไปหาขอทานคนนั้น ร่างนี้นอนสลบตากแดดตากลมมาหลายวันขนาดนี้ยังไม่ตาย นับว่าดวงแข็งมาก
แปลก! ปกติแล้วนางสามารถเห็นภูมิหลังหรืออนาคตของคนอื่นได้ แต่ตอนนี้นางกลับมองไม่เห็นของคนคนนี้ จิตขอทานคนนี้แข็งมาก
จางลี่ถอดเสื้อหนาวขนสัตว์เก่าของตัวเองคลุมให้ขอทานคนนั้น
“คุณหนูเจ้าขา เสื้อ” เย่วจูมองอย่างเสียดาย เพราะเป็นเสื้อขนสัตว์ตัวเดียวที่อยู่ในสภาพดีที่สุด
“ข้าไม่หนาวหรอก” นึกถึงสภาพตัวเองก่อนหน้าที่ต้องวิ่งเปลือยเปล่าในกลางคืนที่แสนเหน็บหนาว ต้องถูกลากถูไปกับพื้นดิน
“หากพวกเรามีวาสนาคงได้พบกันอีก”
จางลี่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงเอ่ยคำนั้น หลังจากนางก้าวเท้าไปเพียงสองก้าว คนที่สลบมาหลายวันก็ลืมตาขึ้น เขาเห็นเพียงหญิงสาวสวมใส่เสื้อผ้าบางสีขาว ตรงข้อมือนางเหมือนมีกระพรวนสีเงินติดอยู่
ขอทานคนนั้นปิดตาลงอย่างเหนื่อยล้า เขาต้องสะสมพลังอีกมาก เมื่อได้เสื้อกันหนาวขนสัตว์ก็ยิ่งทำให้เขาฟื้นตัวเร็วขึ้น เมื่อหายดีเขาจะหาผู้มีพระคุณให้เจอเพื่อตอบแทนแน่
“คุณหนูเจ้าขา บ่าวเสียดายจริง ๆ ยิ่งเงินเราไม่มี”
“ใครว่าไม่มี”
ตอนนี้เย่วจู่ทำสีหน้าไม่เข้าใจกว่าเดิม จนเมื่อถึงตำหนักท่านอ๋อง เห็นหีบหลายสิบหีบที่วางเพื่อนำไปเป็นสินสอดตบแต่ง บ่าวรับใช้ก็ยิ่งโมโหกว่าเดิม
