ตอนที่ 4 ตาแก่โหลดนาน
ภายในรถม้าที่แล่นออกจากเมืองหลวงไปตามถนนดินสีอิฐ ลู่เฟยเหยียนเอนกายพิงผนังรถม้าด้านหนึ่งแล้วตั้งคำถามที่ห้าสิบแปดกับอาเสิ่น
"ฉากแรกข้าควรต้องได้ตบตีบัณฑิตอันธพาลสักคนให้หนำใจมิใช่หรืออาเสิ่น เหตุใดยามนี้ข้ากับเจ้าถึงได้มานั่งอยู่บนรถม้านี่เล่า?”
อาเสิ่นส่ายหน้าระรัวอย่างเหนื่อยใจ เขาแทบไม่เข้าใจสารพัดคำถามที่ออกมาจากปากของผู้เป็นนายเลยสักประโยค หากรู้ว่าต้องมาฟังเสียงบ่นของใต้เท้าลู่มาตลอดทางเช่นนี้ เขายอมอยู่เฝ้าสำนักแทนอาสือคงจะดีกว่า!
“มีอย่างที่ไหน สำนักที่เจ้าสำนักยังไม่รู้ตัวว่าตนถูกแต่งตั้งให้เป็นเจ้าสำนัก? แถมเจ้าสำนักยังเป็นตาแก่ปลดเกษียณที่ปลีกวิเวกไปทำไร่ทำนา แล้วสำนักเจิ้นอู่ของข้าจะรอดมั้ยนี่!”
ชายหนุ่มถอนหายพลางกางจดหมายจากฮ่องเต้ออกมาดูอีกครั้ง
“เมืองชานชิงก็ไม่ได้อยู่ไกลจากเมืองหลวงเท่าใดนัก เหตุใดฝ่าบาทจึงไม่ส่งคนไปรับราชครูซูด้วยตนเองกันนะ?”
จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ซูเหวินฉังคืออดีตราชครูที่ฮ่องเต้หวาดกลัวที่สุด ลือกันว่าเขาดุมากจนฮ่องเต้ไม่กล้ากระดิกตัวเมื่อยามอยู่ในห้องเรียน ดุชนิดที่ว่าขุนนางหนุ่มๆ ในอดีตพอได้ยินชื่อก็พากันวิ่งหนีหางจุกตูดไม่กล้าเข้าใกล้
เมื่อหลายปีก่อนราชครูซูได้ยื่นฎีกาขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด โดยอ้างเหตุผลว่าสังขารไม่เอื้ออำนวย ก่อนจะสะบัดตูดหนีความวุ่นวายในราชสำนักไปทำไร่ทำสวนอยู่ที่เมืองชานชิงท่ามกลางแมกไม้และทิวเขา
ในซีรีส์ที่ตนชื่นชอบ บอสใหญ่ที่เป็นหัวหน้าองค์กรนอกจากจะโคตรรวยแล้ว ยังเป็นพวกมาเฟียเก่าหรือผู้ทรงอิทธิพลระดับประเทศที่มีเส้นสายเพียบ แบคกราวด์โคตรเท่! แต่นี่อะไร...?
ชายหนุ่มกุมขมับ ร้องโอดครวญถึงความไม่ยุติธรรมอยู่ในใจ
“บอสใหญ่ของข้ากลายเป็นคนแก่วัยเกษียณอายุหกสิบปี ที่ตอนนี้วันๆ คงเอาแต่ปลูกผัก เลี้ยงไก่ แค่จะให้ตาแก่นั่นลุกขึ้นมาเดินโดยไม่ปวดหลังยังยากเลย แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนมาคุ้มหัวข้าให้สู้กับพวกขุนนางกังฉินเขี้ยวลากดินพวกนั้นกันวะ!”
“นายท่าน ใจเย็นๆ ก่อนเถิดขอรับ ข้าน้อยคิดว่าเรื่องนี้มันต้องมีเงื่อนงำเป็นแน่!” อาเสิ่นตบเข่าฉาด
“ฝ่าบาททำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องลับ ราชครูซูต้องมีเบื้องหลังบางอย่างที่ไม่ธรรมดาแน่นอนขอรับ!”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความสนใจ “ข้าก็หวังว่ามันจะเป็นเช่นนั้นนะอาเสิ่น”
…
การเดินทางข้ามผ่านขุนเขาอันคดเคี้ยวล่วงเลยเข้าสู่วันที่สี่ ในที่สุดรถม้าก็เคลื่อนเข้าสู่เขตเมืองชิงชาน
ภาพเบื้องหน้าของลู่เฟยเหยียนคือทัศนียภาพของเมืองเกษตรกรรมอันเงียบสงบ ชาวบ้านส่วนใหญ่สวมหมวกสานง่วนอยู่กับการทำไร่ทำสวนกันอย่างขมักเขม้น รถม้าลัดเลาะมาจนถึงท้ายหมู่บ้านอันเป็นที่ตั้งของเรือนพักอดีตราชครูสูงวัย
เมื่อลงจากรถม้า ชายหนุ่มกลับต้องเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ สภาพเรือนของซูเหวินฉังดีกว่าที่เขาคาดคิดไว้มากนัก มันเป็นบ้านหลังใหญ่โครงสร้างไม้เนื้อดีที่สะอาดสะอ้าน แม้จะไม่มีบ่าวคอยรับใช้ แต่ก็มีสมาชิกในครอบครัวหลายคนอาศัยอยู่รวมกัน ซึ่งดูมีหน้ามีตาและโอ่อ่ากว่ากระท่อมมุงจากของชาวบ้านคนอื่นๆ ในแถบนี้ไม่น้อย
ลู่เฟยเหยียนประสานมือทำความเคารพตามมารยาท ก่อนจะนำจดหมายลับของฮ่องเต้ยื่นให้อดีตราชครูวัยหกสิบปี พร้อมกับบอกเล่าอธิบายเรื่องราวการจัดตั้ง ‘สำนักเจิ้นอู่’ และสถานการณ์กลางท้องพระโรงให้ฟังจนจบความ
เมื่อสิ้นคำอธิบาย... ทั่วทั้งเรือนพลันตกอยู่ในความเงียบกริบ
ชายชราผู้มีหนวดเคราสีดอกเลาและแววตาดุดันค้างนิ่งไปในทันที แผ่นหลังของเขาเหยียดตรง ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองจดหมายในมือนิ่งราวกับถูกใครสักคนมากดปุ่มปิดสวิตช์การทำงาน ร่างกายไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่ปลายนิ้ว
ลู่เฟยเหยียนลอบกลืนน้ำลาย แอบยื่นหน้าเข้าไปมองใกล้ๆ พลางโบกไม้โบกมือผ่านหน้าชายชราเบาๆ
‘มารดามันเถิด! หรือว่าตาแก่นี่จะอายุมากจนสมองเลอะเลือนไปแล้ว? ฟังเรื่องตื่นเต้นนิดหน่อยก็ถึงกับช็อคไปเลยหรือไร! หากเจ้าสำนักโหลดนานเป็นคอมพิวเตอร์ตกรุ่นแบบนี้ จะไปสู้รบปรบมือกับใครได้!’ ชายหนุ่มคิดในใจด้วยความกังวล
ทว่า... สิ่งที่ลู่เฟยเหยียนไม่รู้เลยก็คือ ภายใต้ท่าทางนิ่งค้างดุจรูปปั้นหินนั้น สมองของซูเหวินฉังกำลังประมวลผลคิดคำนวณความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างบ้าคลั่ง
และที่สำคัญ... ชายชรากำลังก่นด่าฮ่องเต้ทรพีอยู่ในใจจนแทบจะพ่นไฟออกมาจากรูจมูกได้!
'จ้าวหมิงเต๋อ! ไม่จ่ายหนี้ข้ามาตั้งสามปี บอกว่าท้องพระคลังแห้งขอดขอนำเงินไปช่วยน้ำท่วมก่อน ข้าก็อุตส่าห์ยอมละเว้นให้! วันนี้กลับคิดส่งเจ้าเด็กหนุ่มหน้ามนคนนี้มาลากข้ากลับไปทำงานงก ๆ ให้อีกแล้วรึ?!'
แต่สมองอีกด้านของชายชรากลับขัดแย้งขึ้นมา การกลับเข้าเมืองหลวงไปรับตำแหน่งเจ้าสำนักบ้าๆ บอๆ อะไรนั่น นอกจากจะหายเบื่อกับการเป็นชาวไร่ชาวสวนแล้ว ตนก็ยังมีโอกาสได้เดินเข้าวังหลวงไปชี้หน้าทวงเงินที่ฮ่องเต้ติดค้างเขาไว้ทั้งหมดด้วย! คุ้มค่าสะใจยิ่งกว่าอะไรดี!
หลังจากนิ่งค้างอยู่นาน ในที่สุดชายชราก็ขยับตัว ดวงตาเรียวยาวเฉียงขึ้นคล้ายพญาอินทรี ตวัดกลับมามองลู่เฟยเหยียนจนชายหนุ่มสะดุ้งเฮือก
"ตกลง! ข้าจะยอมรับตำแหน่งเจ้าสำนักเจิ้นอู่นี้เอง!" ซูเหวินฉังประกาศเสียงดัง
สายตาดุดันกับท่าทางน่าเกรงขามยามเขาปักไม้ตะพดสีดำลงบนพื้น ทำเอาอาเสิ่นที่ยืนข้างหลังถึงกับเข่าอ่อน
"หากข้าไม่ยอมไป มีหวังสำนักใหม่ที่เจ้ากับฝ่าบาทร่วมมือกันตั้งขึ้นมา คงได้พังไม่เป็นท่าแน่!"
ชายชราหมุนตัวขวับ หันไปสั่งการคนในครอบครัวที่ยืนออกันอยู่หน้าห้อง
"พวกเจ้าก็ดูแลไร่นาและสวนผักให้ดี มีเรื่องอันใดข้าจะส่งคนติดต่อกลับมาเอง ไม่ต้องเป็นห่วงคนแก่อย่างข้า... อยู่ที่เมืองหลวงโน่น หากข้าเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา แล้วฮ่องเต้หน้าเหม็นนั่นไม่ยอมมาดูแลล่ะก็... ข้าจะเอาไม้ตะพดตีหัวมันให้กบาลแยกให้ดู!"
คำประกาศกร้าวที่จะเอาไม้ตีหัวโอรสสวรรค์ ทำเอาบุตรชายและบุตรสะใภ้รีบยกมือขึ้นทุบอกอุทานด้วยความตกใจ ส่วนลู่เฟยเหยียนได้แต่ยืนอ้าปากค้าง
ต่อให้เขาจะเป็นคนในยุคปัจจุบันแต่ก็มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอยู่ ชั่วชีวิตของลู่เฟยเหยียนตลอดยี่สิบกว่าปี เขาไม่เคยได้ยินผู้ใดกล้าดูหมิ่นเบื้องสูงอย่างไม่กลัวเกรงเช่นนี้มาก่อนเลยสักครั้ง!
แน่ล่ะ..ในเมื่อซูเหวินฉังเคยเป็นอาจารย์ของฮ่องเต้มาก่อน ลำดับความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงค่อนข้างสลับซับซ้อนเกินกว่าใครจะเข้าใจได้
ถึงแม้คนผู้นี้จะเป็นเพียงตาแก่จนๆ คนหนึ่ง แต่อย่างน้อยเขาก็มีคุณสมบัติสำคัญที่ทั่วทั้งแผ่นดินไม่มีใครทำได้ นั่นคือการคุมประพฤติองค์จักรพรรดิและสยบขุนนางทั้งราชสำนักด้วยบารมีเก่า เหมาะแล้วที่จะมานั่งเก้าอี้เจ้าสำนักเจิ้นอู่!
ลู่เฟยเหยียนปัดความคาดหวังเรื่องบอสใหญ่สุดเท่สไตล์ซีรีส์เกาหลีทิ้งไปจนหมดสิ้น ในหัวของเขาเริ่มวางแผนการจัดการทันที
ฉากหน้าซูเหวินฉังจะเป็นพระประธานที่น่าเกรงขาม อย่างมากเขาก็แค่หาเป็ดหาไก่มาให้ชายชราเลี้ยงดูเล่น หรือมอบหมายงานอย่างตัดหญ้าทำสวนไม่ให้เจ้าสำนักรู้สึกว่าตนไร้ค่าจนเกินไป ส่วนงานทะลวงไส้ลากขุนนางกังฉินมาตบเล่นเขาจะทำเอง!
"ในเมื่อฝ่าบาททรงร้อนพระทัย เช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้เลย! มัวแต่ชักช้าประเดี๋ยวก็เสียเรื่องกันพอดี" ซูเหวินฉังสะบัดแขนเสื้อเตรียมตัวจะออกเดินทางทันที
ลู่เฟยเหยียนสะดุ้งโหยง ไม่คิดว่าชายชราที่โหลดนานจนนึกว่าสมองค้างไปเมื่อครู่ จะกลายเป็นคนใจร้อนขนาดนี้ ชายหนุ่มรีบก้าวไปดักหน้า ยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ พลางส่งยิ้มแห้งๆ ให้ด้วยท่าทางกระมิดกระเมี้ยน
"เอ่อ... ท่านเจ้าสำนัก ข้าคิดว่า...เราอย่าเพิ่งรีบร้อนขนาดนั้นเลยขอรับ"
"มีอะไรให้รออีก?! " ชายชราขมวดคิ้วดุ
"คือว่า... เสบียงอาหารที่พวกเราพกมาด้วยมันหมดเกลี้ยงตั้งแต่เมื่อวานแล้วขอรับ และที่สำคัญ... ตัวข้ายามนี้ ไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่อีแปะเดียวขอรับ! จึงอยากจะขอความเมตตาจากท่านเจ้าสำนัก... ช่วยแบ่งปันเสบียงอาหารในเรือน ให้พอสำหรับประทังชีวิตพวกเราในยามเดินทางกลับสักสี่วันจะได้หรือไม่ขอรับ?"
