ผู้มีพระคุณ
จินหร่วนยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน แม้ภายในร่างกายของนางจะถูกแผดเผาจนไม่เหลือชิ้นดี ดวงตาของนางยังเบิกกว้างจ้องมองมู่ฮองเฮาให้ชัดเจน
“ขอบใจจะ เจ้า เจ้ามากที่ช่วยให้ ขะ ข้าหลุดพ้น”
แววตาของมู่ฮองเฮามีประกายความตกใจไหลผ่านอยู่ครู่ เมื่อเห็นรอยยิ้มของจินหว่านที่ยินดียอมรับความตาย
หลังจากนั้นจินหว่านนางไม่รู้แล้วว่ามู่ฮองเฮาจัดการร่างของนางเช่นใด และหาข้อแก้ตัวกับฮ่องเต้เช่นใดเมื่อนางหายตัวไป แต่อย่างว่า การหายตัวไปของนางอาจจะไม่กระทบกับหลี่หรงฝูเลยสักนิด เขามีสตรีข้างกายมากมายเพียงนั้น จะหาคนมาแทนที่นางเมื่อใดก็ย่อมได้
แต่หากมู่ฮองเฮาได้ล่วงรู้ว่านางมิได้ตายในครั้งนั้นไม่รู้จะมีสีหน้าเช่นใด นางถูกคนช่วยเหลือเอาไว้ แต่พิษที่ได้รับทำให้ต้องสูญเสียการมองเห็นและตัวนางไม่อาจพูดได้อีกเลย นางรู้จากผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือนางเอาไว้ ว่าร่างของนางถูกทิ้งอยู่ที่สุสานนอกวังหลวง
ถึงแม้จะช่วยเอาไว้ได้ แต่พิษที่ได้รับก็เริ่มกัดกินร่างกายของนางไปมากแล้ว หมอที่เขาพามารักษาบอกว่านางอยู่ได้มากที่สุดคงไม่เกิดสามเดือน นางเองก็ไม่ประสงค์ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ เมื่อมองสิ่งใดก็ไม่เห็น ทั้งยังไม่เหลือเรี่ยวแรงให้ก้าวเดินด้วยตนเอง
ในแต่ละวัน ผู้มีพระคุณของนางที่ไม่ยอมบอกกล่าวนามของเขา ภายในห้องมีเพียงเสียงทุ้มต่ำของเขาที่บอกเล่าเรื่องน่าสนใจที่เคยพบเจอมาให้นางฟัง โดยที่จินหว่านไม่อาจโต้ตอบกลับไปได้ เขาจะพานางเดินไปรอบเรือนพัก ทั้งยังเล่าให้ฟังว่ารอบๆ เรือนมีสิ่งใดอยู่บ้าง
‘ท่านผู้มีพระคุณข้าน้อยคงไม่อาจอยู่ถึงวันที่ดอกเหมยแดงจะบาน หวังว่าท่านจะชื่นชมมันแทนข้าแล้วเล่าให้ข้าฟังถึงความงามที่ข้างหลุมสักครั้งก็พอใจ’
จินหว่านทำได้เพียงเขียนใส่ฝ่ามือหนาของเขา เพื่อบอกสิ่งที่นางต้องการและโต้ตอบคำถามกับเขาในแต่ละครั้ง นางส่งยิ้มหวานให้เขาโดยที่ไม่รู้ว่าจะงดงามหรือน่าเกลียดเพียงใด
ด้วยยามนี้นางไม่รู้ว่ารูปลักษณ์ของนางยังจะงดงามเป็นหนึ่งอยู่หรือไม่ ทุกสองสามวันที่เขามาพบนาง มักจะตำหนิเรื่องที่นางผ่ายผอมลงไปเรื่อยๆ แต่นางก็ยังชอบฟังน้ำเสียงที่ไม่พอใจ และการดูแลของเขาที่เอาใจใส่นางอย่างดี ยังคิดฝันไปว่า จะดีเพียงใดหากนางได้มองเห็นใบหน้าของเขา แม้จะอัปลักษณ์อย่างที่เขาว่า นางก็ยินดีที่จะติดตามเขาไปชั่วชีวิต
แต่ชีวิตของจินหว่านนั้นสั้นนัก นางอยู่ไม่ทันถึงสามเดือนเช่นที่หมอได้บอกเอาไว้ ในวันที่ผู้มีพระคุณมาหานางอีกครั้ง หิมะแรกตกลงมา
“อาหว่าน หิมะแรกตกลงมาแล้ว” เสียงของเขาสั่นเทาอย่างน่าสงสาร
ด้วยรู้ดีว่าสตรีที่อยู่ในอ้อมแขนเริ่มจะไม่ไหวแล้ว แต่นางก็ยังคงยิ้มหวานราวกับไม่กลัวความตายเช่นเดิมเหมือนที่ผ่านมา
‘ท่านพาข้าออกไปเดินได้หรือไม่’ ครั้งนี้นางเขียนช้าลงกว่าเดิมมากนัก แต่เขาก็ยังรอให้นางเขียนใส่มืออย่างใจเย็น
“เจ้าเดินไหวหรือ ข้าจะอุ้มเจ้าออกไป”
‘แต่ข้าอยากสัมผัสหิมะสักครั้ง’ นางบีบมือของเขาเอาไว้แน่นอย่างอ้อนวอน หลายปีที่ถูกขังอยู่ภายในตำหนักทองคำ จินหว่านไม่เคยได้สัมผัสหิมะเลยสักครั้ง มีเพียงนางกำนัลที่สงสารนางออกไปตักหิมะใส่ถาดทองคำเข้ามาให้นางได้สัมผัส แต่พอมาถึงมันก็เริ่มละลายไปเสียแล้ว
“ได้”
จินหว่านนางพยายามเอื้อมมือไปถอดรองเท้าและถุงเท้าของนางอย่างยากลำบาก เมื่อเขาเห็นว่าเป็นความต้องการครั้งสุดท้ายของนางจึงยอมที่จะทำให้ความปรารถนาเป็นจริง
เมื่อฝ่าเท้าที่เขาราวกับหยกเนื้อดีสัมผัสหิมะที่หนาวเย็น แทนที่นางจะหดเท้ากลับมา จินหว่านดันหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ มือของนางปัดป่ายไปตามพื้นที่มีหิมะอยู่ไม่มากอย่างสนุกสนาน แต่เรี่ยวแรงที่แทบไม่เหลือก็ทำให้นางถึงกับหอบหายใจอย่างแรงทั้งยังไอออกมาจนเป็นเลือดอีกด้วย
“ข้าจะพาเจ้าเข้าเรือน”
นางส่ายหน้าให้เขาอย่างดื้อรั้น นางปรารถนาโลกภายนอกมาตลอด จะยอมกลับเข้าไปในเรือนได้อย่างไร แม้รู้ดีว่าจะสิ้นลมหายใจแล้ว แต่ก็ขอให้นางได้อยู่ตรงนี้ให้นานขึ้นอีกนิดก็พอ
ผู้มีพระคุณของจินหว่านกอดนางเอาไว้แน่น เพื่อมอบความอบอุ่นในกับร่างเล็กที่เริ่มจะเย็นลง
จินหว่านเงยหน้าขึ้น พยายามเอื้อมมือหาใบหน้าของเขาเพื่อจะช่วยเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาโดนแก้มของนาง
“ข้าไม่ได้ร้อง น้ำจากหิมะที่ละลายก็เท่านั้น” พอได้ยินเสียงสะอื้นของคนที่โอบกอดนางเอาไว้จินหว่านก็อดที่จะสะเทือนใจไม่ได้
‘ท่านไม่คิดจะบอกนามกับข้าจริงหรือ’ ฝ่ามือหนาจับมือของนางไปประคองไว้ที่ข้างแก้มของเขา
“...” ไม่มีเสียงตอบกลับมา จินหว่านเอ่ยถามมานับครั้งไม่ถ้วนนางรู้ดีว่าเขาไม่คิดจะบอก จึงได้แต่ถอนหายใจอย่างเสียดาย
‘ขอบคุณท่านมาก สองเดือนที่ผ่านมาคือความสุขทั้งชีวิตของข้าเลย’ นิ้วมือของจินหว่านตกลงอย่างไร้เรี่ยวแรง พร้อมกับลมหายใจที่ค่อยๆ หมดลงเช่นกัน
ข้างหูของจินหว่านได้ยินเสียงร้องเรียก หว่านวาน ซึ่งนางไม่เคยได้ยินเขาเรียกมาก่อน ประโยคสุดท้ายดูเหมือนว่าเขาจะบอกนามของเขาออกมา แต่ว่านางไม่ได้ยินอีกแล้ว
จินหว่านนอนคิดเรื่องในหนหลังก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ก่อนหน้านี้นางผ่านอะไรมาเยอะจริงๆ หากนางเชื่อบิดามารดา ไม่เชื่อคำยุแยงของจินหร่วนนางจะเป็นเช่นในชาติที่แล้วหรือไม่
เสี่ยวผิงเห็นว่าคุณหนูของตนฟื้นแล้วก็ไปตามฮูหยินมาดูอาการ ยามนี้ภายในห้องของจินหว่านจึงมี ชุยเซียว ไป๋ซื่อ และชุยจิ้นอยู่ภายในห้องแล้ว
“หว่านวาน ดีขึ้นแล้วหรือไม่ เจ้าทำให้แม่เป็นห่วงแทบตาย” ไป๋ซื่อนั่งลงข้างเตียงพร้อมทั้งจับตัวของจินหว่านไปด้วย
“ขออภัยเจ้าค่ะ ที่ทำให้ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่เป็นห่วง” นางหลุบตาลงไม่กล้ามองทั้งสามตรงๆ ด้วยกลัวจะร้องไห้ออกมา
นางคิดถึงทั้งสามมากเพียงใดมีเพียงนางที่ล่วงรู้ ครอบครัวของนางต้องผ่านเคราะห์ใหญ่ไม่น้อย อารองที่เป็นที่รักของท่านย่าก็สร้างความลำบากใจให้บิดาของนางไม่รู้จบ หวงชื่ออาสะใภ้ก็ร้ายเหลือแสน นอกจากจะคอยให้จินหร่วนแย่งทุกสิ่งจากนางแล้ว ยังยั่วยุให้ชุยจ้านบุตรชายของนางทำให้พี่ชายของจินหร่วนถูกบิดาเข้าใจผิด
ความผิดหวังของชุยจิ้นที่มีต่อบิดา ทำให้เขาโยนพู่กันทิ้งหันหน้าเข้าหากองทัพ สร้างความสะเทือนใจให้มารดาของนางจนล้มป่วยอยู่บ่อยครั้ง
ในเมื่อครั้งนี้นางได้โอกาสกลับมาในช่วงอายุสิบหนาว เหตุการณ์ทั้งหมดยังไม่เกิดขึ้นและมันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีกแน่ ส่วนตัวนาง จะไม่ออกเรือนเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นหลี่หรงฝูหรือว่าจ้าวตงหยุน ด้วยความรักที่บิดามารดาและพี่ชายมีให้นาง นางไม่เชื่อว่าพวกเขาจะเลี้ยงดูนางที่ไม่ออกเรือนไม่ได้
“ดีขึ้นก็ดีแล้ว แต่เหตุใดถึงได้ไปผลักอาหร่วนตกน้ำได้เล่า เมื่อก่อนเจ้าไม่เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ” ชุยเซียวเอ่ยถามออกมา ด้วยไม่เชื่อว่าบุตรสาวที่เลี้ยงดูว่านับสิบปีจะร้ายกาจเช่นที่จินหร่วนและหวงซื่อใส่ความ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าฟื้นที่หลังจึงไม่อาจแก้ต่างสิ่งใดให้ตนเองได้ ท่านย่าก็รักครอบครัวอารองเสียขนาดนั้น ข้าพูดสิ่งใดไปผู้ใดจะเชื่อข้า” นางอดที่จะตัดพ้อไม่ได้ บิดาของนางไม่มีสายเลือดของฮูหยินผู้เฒ่าชุยในร่างกาย นางเป็นเพียงอนุของท่านปู่ที่ได้ขึ้นมาเป็นฮูหยินหลังจากที่ท่านย่าของนางสิ้นใจไป
