1
“รัก! อยู่ไหนลูก!?” เสียงตะโกนจากทางหน้าบ้าน ทำให้คนที่กำลังง่วนอยู่ในครัวต้องร้องตอบออกไปเสียงใส
“อยู่ในครัวจ้ะแม่” คนเป็นแม่รีบเดินตามเสียงลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวมา หยุดอยู่ที่ประตูทางเข้าห้องครัว ซึ่งเป็นประตูบานที่เชื่อมต่อเข้าไปในตัวบ้าน
ห้องครัวขนาดกลางถูกต่อเติมออกมาไว้อย่างเป็นสัดส่วน มีเครื่องครัวครบครัน ฝั่งซ้ายมือเคาน์เตอร์ยาวๆ มีซิงค์ล้างจานติดตั้งอยู่ ถัดไปนั้นเป็นตู้กับข้าว ซึ่งวางอยู่ถัดจากตู้เย็น อีกด้านของผนังซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับซิงค์ล้างจานเป็นตู้อบขนมขนาดกลางที่กานต์มาดาอดออมซื้อมาไว้ และถัดไปเป็นเตาแก๊สขนาดกลางเหมาะกับครอบครัวเล็กที่มีเพียงสองแม่ลูก
หญิงวัยสี่สิบกว่ามองเห็นร่างเล็กๆ กะทัดรัดตามแบบฉบับสาวไทยของลูกสาวกำลังยืนก้มๆ เงยๆ อยู่ที่โต๊ะทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากลางห้องครัว
“วันนี้ทำขนมอะไรน่ะลูก?” วิยะดา กรวิทย์สาวเท้าเข้ามาใกล้บุตรสาวเพียงคนเดียว ก่อนชะโงกดูแป้งที่ลูกสาวกำลังนวดอยู่ในชามใบใหญ่สีเงิน
“เพิ่งทำหม้อแกงเสร็จจ้ะ รักว่าจะทำคัพเค้กด้วย” กานต์มาดา กรวิทย์ หญิงสาวในวัยยี่สิบสามปีหันไปตอบมารดาที่อยู่ในชุดทำงาน ที่หน้าอกกลัดป้ายชื่อที่มีตำแหน่งและชื่อ-นามสกุลเป็นภาษาอังกฤษของแม่ เผยรอยยิ้มสดใสให้กับผู้เป็นแม่อย่างที่เคยทำเป็นประจำทุกครั้ง
“เหนื่อยแย่เลยลูกเอ๊ย” หญิงวัยสี่สิบกว่าบอกพลางยกมือปัดปอยผมปอยหนึ่งที่หล่นปรกหน้าเนียนไปทัดไว้ที่ใบหูบางของลูกสาว รู้สึกสงสารลูกขึ้นมาจับใจ ที่ต้องทำทั้งงานเขียนและทำขนมส่งขาย เพราะหนี้อีกก้อนหนึ่งที่ยังค้างชำระอยู่ ลำพังเงินเดือนหัวหน้าแม่บ้านที่โรงแรมซึ่งตนทำอยู่ ก็คงจะอีกนานกว่าจะใช้หนี้หมด “แค่เขียนนิยายหนูก็เหนื่อยพอแล้ว นี่ยังต้องมาทำขนมส่งขายอีก”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะแม่ แม่เหนื่อยกว่ารักมาตั้งเยอะ ส่งรักเรียนจนจบมหาวิทยาลัย รักยังไม่เคยเห็นแม่บ่นเลย นี่รักเรียนจบแล้ว ขอให้รักได้แบ่งเบาบ้างเถอะนะจ๊ะ” กานต์มาดาหันมามองมารดาของตัวเองด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความรักและความซาบซึ้งในความรักของผู้เป็นแม่ ที่เฝ้าฟูมฟักเธอมากว่ายี่สิบสามปี
พ่อของเธอนั้นเสียเพราะโรคร้ายตั้งแต่เธออายุสิบห้า นับจากนั้นมา... แม่ก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัวที่เหลือกันอยู่เพียงสองคนแม่ลูก แม่เฝ้าตรากตรำทำงานหนักทุกอย่าง ไม่เคยปริปากบ่นให้เธอได้ยินเลยสักครั้งว่าเหนื่อย ทั้งยังต้องหาเงินมาใช้หนี้ที่กู้มาหลายแสนเพียงลำพัง ที่นับวันดอกก็ชักจะมากกว่าเงินต้น ขณะที่ตลอดเวลาเธอพยายามทำตัวเป็นลูกที่ดีเพื่อไม่ให้แม่ต้องเหนื่อยใจ และหางานพิเศษเล็กๆ น้อยๆ ทำบ้างเพื่อแบ่งเบาภาระของแม่
กระทั่งเธอสามารถจับทางตัวเองได้ว่า เธอมีความสามารถในการเขียนอยู่ไม่น้อย งานเขียนของเธอเริ่มขึ้นตอนที่เธอเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก เธอลองส่งนิยายเรื่องหนึ่งไปให้ทางสำนักพิมพ์พิจารณา และปรากฏว่างานของเธอผ่านการพิจารณาและได้รับการตีพิมพ์ ที่น่าดีใจมากกว่านั้นคือนิยายของเธอได้รับการตอบรับที่ดีจากบรรดานักอ่านทั้งหลายทั้งในโลกไซเบอร์และนักอ่านที่ซื้อนิยายเป็นรูปเล่มของเธอไปอ่าน แต่กว่าจะค้นพบทางของตัวเองว่าถนัดนิยายแนวใด...ก็ใช้เวลาอยู่หลายปีเหมือนกัน สุดท้ายเธอก็ค้นพบว่า... เธอถนัดงานเขียนนิยายโรมานซ์มากที่สุด
หลังจากเรียนจบ... กานต์มาดาก็บอกกับแม่ว่าอยากจะทำงานเป็นนักเขียนอย่างจริงๆ จังๆ เสียที ซึ่งวิยะดาเองก็ไม่เคยห้ามหากงานนั้นเป็นความสุขของบุตรสาว ทั้งยังคอยให้กำลังใจและสนับสนุนเท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำได้อีกต่างหาก นอกจากนั้นแล้ว.. .หญิงสาวผู้มีความสามารถในการทำขนม ทั้งขนมไทยและขนมฝรั่งก็ยังหารายได้พิเศษด้วยการทำขนมส่งขายให้โรงแรมที่แม่ของเธอเป็นหัวหน้าแม่บ้านอยู่อีกด้วย ทำให้การเงินของสองคนแม่ลูกไม่ฝืดเคืองนัก
“อีกอย่าง... รักไม่อยากให้สูตรขนมของคุณยายไม่มีผู้สืบทอดนี่คะ” กานต์มาดาเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่วิยะดายิ้มละไมเมื่อนึกถึงยายของกานต์มาดาที่บัดนี้ใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างจังหวัด มีสวนมะม่วงเล็กๆ เป็นของตนเอง แม่ของวิยะดานั้นมีฝีมือด้านการทำขนมไทยชนิดที่หาตัวจับยากเลยก็ว่าได้ แต่วิยะดาไม่ค่อยมีความสามารถด้านการทำขนมเท่าไหร่นัก หน้าที่ผู้สืบทอดสูตรขนมไทยสูตรเด็ดจึงตกมาเป็นของกานต์มาดานั่นเอง “แล้วนี่... แม่กำลังจะไปทำงานหรือคะ?”
“ใช่จ้ะ” วิยะดาตอบบุตรสาวแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน ลูกสาวคนนี้เป็นเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตแม่ม่ายอย่างเธอที่ต้องตรากตรำทำงานหนักเพื่อปลดหนี้ให้ครอบครัวและเลี้ยงดูบุตรสาว กานต์มาดาไม่เคยทำตัวเหลวไหลให้เธอต้องลำบากใจเลยสักครั้ง แม้จะมีการทะเลาะกันบ้างตามประสาแม่ลูกก็ตามที
“งั้นแม่ไปเถอะจ้ะ เดี๋ยวสักสิบโมงรักจะไปส่งขนมเหมือนกัน” กานต์มาดาบอก เธอจะไปส่งขนมให้โรงแรมที่แม่ทำงานอยู่ในช่วงสิบโมงเช้า
“แม่ไปก่อนนะลูก” วิยะดาบอกแล้วก้มลงหอมแก้มบุตรสาว ซึ่งยื่นแก้มมารับรอยจูบจากแม่ ก่อนที่ผู้เป็นแม่จะออกจากบ้านไปทำงานตามหน้าที่
