บทที่ 3
บทที่ 3
ถึงลีเวียร์จะคัดค้านอย่างไร สุดท้ายเขาก็ทำอะไรไม่ได้และจำใจยอมนั่งตามหมายเลขตน ฉันถอนหายใจโล่งอกที่เขาไม่โมโหถึงขั้นเดินออกจากโรงหนังไป เพราะอย่างไรตามเนื้อหาในนิยายลีเวียร์นั่งดูหนังคู่กับพี่โคลด์จนจบเรื่อง โดยที่ฉันก็ซื่อนั่งเคี้ยวป๊อปคอร์นลูกเดียว พอฉากผีออกมาก็ทำได้เพียงกอดเก้าอี้แน่น เนื่องจากพระเอกของเรื่องนั้นกระโดดกอดนายเอกแทนแล้ว ส่วนฉันก็เป็นหมาหัวเน่าส่วนเกิน นั่งมองดูพวกเขากอดกันอย่างน่าอนาถอดสู
แต่ครั้งนี้มันจะไม่มีทางซ้ำรอยในนิยายแน่นอน เพราะฉันนั้นได้ตุ๊กตาแสนหล่อมากอดแล้วไงล่ะ
“น่ากลัวจังเลยค่ะพี่แม็กเน็ต”
ฉันร้องลั่นหลังจากที่มีหน้าผีอาบเต็มไปด้วยเลือดโผล่มาจัมป์สแกร์ให้ตกใจ เพราะด้วยความกลัวจริงของฉันและอยากอ่อยพี่เขาไปในตัว ฉันก็รีบเอาหน้าหลบฟุบไปที่แขนของพี่แม็กเน็ต พลางสูดดมกลิ่นกายของพี่เขาเข้าจมูกไปเต็มปอด พร้อมกับตีหน้าเศร้าสงสารเนื้อตัวสั่นเทิ้ม ชวนให้พี่เขาที่เห็นอดที่จะยกมือลูบหัวปลอบเสียไม่ได้
“อย่ากลัวเลยครับพี่อยู่ตรงนี้ทั้งคน ไม่มีผีตัวไหนเข้าใกล้ได้หรอก” น้ำเสียงนุ่มพยายามเอ่ยปลอบหญิงสาวในอ้อมแขนไปมา ทั้งๆที่กลัวแล้วยังจะชวนมาดูอีก ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าเธอต้องมาแผนนี้ แต่คิดไปคิดมาเขาก็พร้อมอยากจะกระโดดโดนกับดักด้วยสิ
หน้าตาน้องน่ารักและยังขี้เล่นอีก เขายิ่งเป็นผู้ชายที่แพ้แนวนี้ด้วย…
“ฉันกลัวจังเลย” ฉันบ่นขึ้นและเอาหน้าฝังไว้ที่อ้อมแขนพี่เขา โดยที่ตั้งมั่นไว้แล้วว่าจะไม่หันไปมองจอยักษ์นั่นแน่นอน เพราะคืนนี้ฉันไม่อยากนอนฝันร้ายนะสิ ภาพที่ใบหน้าอาบเลือดของผียังหลอนในหัวไม่หยุดเลย
ในระหว่างที่ร่างสองคนชายหญิงกำลังปลอบประโลมอยู่นั้น กลับมีสายตาหนึ่งจ้องมองการกระทำไม่วางตา เพราะเขานั่งอยู่ข้างบนถัดจากเธอจึงทำให้เห็นเหตุการณ์ด้านหน้าชัดเจน แม้จะรู้สึกอึดอัดที่คนข้างๆเอาแต่เกาะแขนเขาไม่ปล่อยจนน่ารำคาญ แต่เขาก็ไม่มีเวลาสนใจสักนิด
อย่างนี้เองสินะ…
เขาไม่โง่ดูไม่ออกว่าทำไมถึงจัดที่นั่งอย่างนี้ และดูเหมือนคนที่บงการแล้วคิดอยากจะจับคู่เพื่อนเขานั้นไม่ใช่ใครที่ไหนเลย
“ปล่อยกูได้แล้ว กูขยะแขยง” ลีเวียร์เอ่ยขึ้นด้วยเสียงขุ่นมัว สองมือก็แกะแขนหนาให้ออกจากลำตัวของเขา แต่มือของอีกฝ่ายนั้นเหนียวยิ่งกว่าปลาหมึกเสียอีก ยิ่งแกะก็ยิ่งติดหนึบหนักกว่าเดิม จนเขาทำได้เพียงปล่อยผ่าน เพราะขี้เกียจคุยกับผู้ชายหน้ามึนอีกแล้ว
“ก็กูกลัวอะ มึงดูสิหน้าผีแม่งสยองฉิบหาย กูหลอนจังเลย” จากผู้ชายหน้านิ่งกลับบิดเบี้ยวหวาดระแวง จะว่าที่ทำนั้นแกล้งก็ได้แต่มันก็คุ้มค่า เพราะเขาได้กอดชายร่างเล็กที่แสนนุ่มนิ่มใจเหลือเกิน
โอ๊ย… มันระทวยหัวใจจนอยากจะกอดมากกว่านี้อีกจัง
“พอได้แล้วกูอึดอัดดูหนังไม่รู้เรื่อง” ลีเวียร์กล่าวอย่างหัวเสีย
ตามจริงเขาไม่ได้สนใจเนื้อหาในหนังเลยสักนิด เพราะคนที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นคนดูดสายตาให้จ้องแค่ทางนั้นทางเดียวไปแล้ว ถ้าขืนให้ทั้งสองใกล้กันมากอีกกว่านี้ ต่อไปมันอาจจะเกิดเรื่องที่เขาคาดไม่ถึงกำเนิดขึ้นมาแน่
มันปล่อยไปไม่ได้จริงๆ
“นายกลับไปกับพี่โคลด์เถอะ พอดีหัวหน้าร้านเรียกให้ฉันไปเข้าเวรแทนพี่ที่ลางานเพราะไม่สบาย” ฉันเอ่ยอย่างเร่งรีบกับลีเวียร์ “ยังไงก็รบกวนพี่โคลด์ดูแลเพื่อนฉันด้วยนะคะ”
ฉันหันไปขอร้องพร้อมกับขยิบตาให้กำลังใจไปหนึ่งยก และก็วิ่งหนีจากไปโดยไม่ลืมโบกมือลาพี่แม็กเน็ตด้วย
ตามนิยายในฉากนี้ฉันก็ต้องทิ้งเพื่อนตนให้กลับกับพระเอกนั่นแหละ เพราะว่าหัวหน้าพาร์ทไทม์นั้นโทรเรียกตัวด่วนได้ถูกเวลาเป๊ะๆ ขนาดคนโง่ก็ยังดูออกเลยว่ายัยนักเขียนประสาทกลับนั่นตั้งใจให้เป็นแบบนี้ เพื่อจะได้ให้สองคนนั้นสานความสนิทก่อเกิดเป็นความรักขึ้น
ซึ่งฉันก็ทำตามเนื้อเรื่องอย่างว่าง่าย ปล่อยให้ผู้ชายสองคนอยู่ด้วยกันตามลำพังเพื่อจะได้จีบกันต่อ
“ถ้าเลยฉากดูหนังต่อไปก็ไปผับสินะ จากนั้นนายเอกเพื่อนของเราก็จะเสียตัวให้พี่โคลด์แล้ว” ฉันกล่าวขึ้นมาลอยๆ พลางหยิบจับของวางลงชั้นเรียงอย่างเป็นระเบียบ
งานพาร์ทไทม์ของฉันคือพนักงานร้านสะดวกซื้อแถวมหาลัย แต่มันก็ไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไรมากนักหรอก ก็ถือว่าคุ้มค่ากับเงินที่ได้มาอยู่ แลกกับเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ต้องทำ
“พูดอะไรคนเดียวอะที่รัก” ในขณะที่ฉันกำลังถอนหายใจปลงตกกับเนื้อเรื่องต่อไปของนิยาย พี่ลดาหรือเจ้าของร้านก็ขัดและจ้องมองด้วยสายตาเอ็นดู
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะแค่บ่นไปเรื่อยๆ แต่อาทิตย์หน้าหนูขอหยุดทั้งอาทิตย์นะคะพอดีมีสอบ” ฉันแสร้งเปลี่ยนเรื่องและขอลางานเตรียมสอบทันที
หลังจากสอบเสร็จเพื่อนของฉันก็จะไปเป็นเมียพี่โคลด์แล้ว ถ้าถึงเวลานั้นฉันก็จะสามารถปลีกตัวและหันไปเดินหน้าจีบพี่แม็กเน็ตแบบเต็มสูบ เพราะดูแล้วพี่เขาก็น่าจะสนใจฉันอยู่ด้วย ไม่งั้นตอนอยู่ในโรงหนังพี่เขาคงไม่ลูบหัวปลอบใจฉันอย่างนั้นหรอก
แค่คิดฉันก็เขินจนตัวบิดไปหมดแล้ว..
“เป็นไรมากหรือเปล่าเนี่ย เดี๋ยวหน้าบึ้งเดี๋ยวหัวเราะ” พี่ลดาที่พยักหน้าตกลงเสร็จ ก็เริ่มสังเกตว่าสีหน้าของน้องพนักงานนั้นดูเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนน่ากลัวไม่น้อย
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่หนูคิดถึงเรื่องตลกก็เลยเผลอหลุดหัวเราะออกมาเท่านั้น” ฉันหัวเราะแห้งตอบกลับ เมื่อเพิ่งนึกได้ว่าตนไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว แถมยังทำสีหน้าโรคจิตให้พี่เขาดูอีกด้วย
วันต่อมา
“เมื่อวานกูกลับกับมึงก็ได้ ทำไมถึงต้องให้กูกลับกับไอ้พี่โคลด์นั่นด้วย”
พอฉันย่างกรายมาเหยียบที่โต๊ะหินอ่อนเจ้าประจำได้ ลีเวียร์ก็พูดขึ้นด้วยความไม่พอใจ แถมยังมองหน้าฉันขวางเหมือนว่าฉันเผลอเดินละเมอไปเหยียบหน้าเขาเข้า
“ก็กูรีบอะ กูก็เลยลืมไปว่าที่ทำงานกับหอพักใกล้กันกลับทางเดียวกันได้”
จะให้คุณมึงกลับด้วยกันได้อย่างไร ในเมื่อปลายปากกายัยนักเขียนนั่นกำหนดให้นายเอกกับพระเอกกลับด้วยกัน ต่อให้ฉันแหกกรอบพานายกลับกับฉันได้ก็เถอะ แต่ฉันคิดว่าฉันเป็นผู้ชมดูพวกนายหยอดกันไม่ดีกว่าหรอ
เห็นอย่างนี้ฉันก็ชอบยืนดูผู้ชายจูบกันอยู่นะยะ ฉันเนี่ยสาววายตัวแม่เลย
“อย่างมึงจะไปรู้อะไร” ลีเวียร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ และหันหน้าหนีไปทางอื่นเหมือนจะน้อยใจฉันเบาๆ
“โอ้เอ้เพื่อนรัก กูขอโทษอย่าโกรธกูเลย” ฉันเกาะแขนง้ออีกฝ่ายที่ใจแข็งเหมือนดั่งหินผา แต่ถึงอย่างไรหินอย่างเขาก็ทนลูกอ้อนของฉันได้ไม่นาน เขาก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง
“พอๆ หยุดหวานกันได้แล้วพวกมึง หลังจากสอบเสร็จไปผับฉลองกันไหม เฮียกูเพิ่งเปิดผับใหม่ เลยอยากชวนพวกมึงทุกตัวไปแดกเหล้าฟรีหน่อย” แองเจิลขัดขึ้น พร้อมกับเอ่ยชวนเราสองคนไปเที่ยวผับฉลอง
ซึ่งฉันกับลีเวียร์ก็ไม่ได้ปฏิเสธเสียอย่างใด เพราะในนิยายคนที่ชวนไปผับและทำให้ลีเวียร์เสียบริสุทธิ์ถ้ำหลัง ก็คือยัยแองเจิลเพื่อนตัวแสบของฉันเองแหละ ซึ่งฉันกับแองเจิลก็ถูกเหล้ามอมเมาหลับสลบไม่รู้เรื่องราวอะไรทั้งสิ้น รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่พนักงานของพี่แองเจิลแบกร่างฉันพาไปนอนในห้องแขกวีไอพี
