บทที่ 2
ตอนที่ฉันผลักประตูหน้าออกไป ลูเชียนยืนรออยู่ด้านนอกแล้ว
เขาพิงรถอยู่เหมือนคำนวณเวลามาอย่างดี เสื้อสูทติดกระดุมเรียบร้อย ท่าทางสบาย ๆ มือหนึ่งถือโทรศัพท์ไว้
ภาพของผู้ชายที่ยังเชื่อว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของตัวเอง
“เอล์ฟ” เขาพูดพลางยืดตัวขึ้นเมื่อเห็นฉัน “อยู่นี่เอง”
แสงไฟหน้าบ้านทอดลงบนใบหน้าเขาเป็นสีเหลืองอุ่น
เสี้ยววินาทีนั้น ความเคยชินของร่างกายก็ทำงานขึ้นมาเอง—ส่วนหนึ่งของฉันที่เมื่อก่อนแค่เห็นหน้าเขาก็รู้สึกโล่งใจ แค่ได้อยู่ใกล้คนที่ตัวเองเลือกก็รู้สึกปลอดภัย
แต่มันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“เราจบกันเถอะ” ฉันพูด
คำพูดหลุดออกมาอย่างเรียบคม โดยไม่ต้องซ้อมแม้แต่นิดเดียว
ลูเชียนกะพริบตาช้า ๆ
จากนั้นก็หัวเราะเบา ๆ เหมือนฉันเพิ่งพูดเรื่องตลกที่ไม่ค่อยขำ
“อะไรนะ?”
“ฉันจะยกเลิกการหมั้น” ฉันทวนอีกครั้ง “คืนนี้”
เขาเดินเข้ามาใกล้ น้ำเสียงลดต่ำลงเป็นโทนอ่อนโยนคุ้นเคยแบบที่ใช้ปลอบผู้หญิงเวลางอน
“แม่ฉันพูดอะไรอีกใช่ไหม?”
นั่นไง
ข้อสรุปของเขา
เขาคิดว่าฉันแค่เสียใจ ไม่ใช่จากไปจริง ๆ
“เธอก็เป็นแบบนั้นแหละ” เขาพูดต่อ พร้อมเอื้อมมือมาจับมือฉัน ความอบอุ่นจากตัวเขาพยายามโอบล้อมฉันอีกครั้ง “ฉันรู้ว่าเธอพูดแรงไปบ้าง”
“แต่เธอก็หวังดีกับฉัน กับเรา กับครอบครัว”
“เธอเหนื่อยเกินไปแล้ว” เขาตัดสินแทนฉันทันที ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม “วันนี้มันหนักสำหรับเธอ”
“เดี๋ยวฉันพาไปหาอะไรกิน พอเธอใจเย็นลง พรุ่งนี้เธอก็จะรู้เองว่าที่พูดมันฟังดูเวอร์แค่ไหน”
“ฉันไม่ได้เวอร์” ฉันพูดเรียบ ๆ “ฉันจบกับนายแล้ว”
เขาถอนหายใจเหมือนกำลังตามใจเด็กงอแง “อ๋อ งั้นฉันก็เป็นตัวร้ายสินะ”
จากนั้น ราวกับต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองช่างใส่ใจแค่ไหน เขาก็เปิดประตูฝั่งข้างคนขับให้ “ขึ้นรถ ฉันจองร้านไว้แล้ว”
เขาไม่สนใจคำปฏิเสธของฉัน ก่อนจะพาฉันขึ้นรถด้วยแรงที่มากพอจะกดการขัดขืนของฉันลงได้อย่างง่ายดาย
ร้านอาหารแห่งนั้นเป็นสไตล์ที่ห้าตระกูลใหญ่โปรดปราน—ไม้สีเข้ม แสงไฟสลัว ไวน์ราคาแพง และพนักงานที่รับรู้อำนาจของลูเชียนได้ตั้งแต่ก่อนเขาจะเอ่ยปากเสียอีก
พนักงานต้อนรับยิ้มกว้างทันที “คุณลูเชียน โต๊ะของคุณพร้อมแล้วค่ะ”
ลูเชียนพาฉันเดินผ่านร้านด้วยมือที่วางอยู่ตรงแผ่นหลัง ราวกับฉันเป็นของของเขา ราวกับฉันคือผู้หญิงที่ถูกเขาจองเอาไว้แล้ว
แล้วฉันก็เห็นเธอ
มีอา รอสซี่นั่งอยู่ในบูธอีกฝั่ง รายล้อมด้วยกลุ่มคนจากตระกูลเล็ก ๆ—ทั้งนักวางกลยุทธ์ระดับอาวุโสสองคน มือบังคับการระดับสูง และผู้ช่วยจากสภาอีกสองสามคนที่ชอบคลุกอยู่ใกล้อำนาจ
เธอสวมเดรสสีอ่อน และดูโดดเด่นท่ามกลางแสงเทียนราวกับเกิดมาเพื่ออยู่ในสถานที่แบบนี้ เป็นภาพสมบูรณ์แบบของผู้หญิงที่ใคร ๆ ก็ต้องการ
สายตาของเธอหยุดลงที่ลูเชียน
แล้วก็มาที่ฉัน
รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอไม่เปลี่ยนไปเลย แต่บางอย่างในดวงตากลับตึงขึ้น—ทั้งหวง ทั้งไม่พอใจ เธอกำลังแสดงอาณาเขตของตัวเอง
มือของลูเชียนกดลงบนแผ่นหลังฉันหนักขึ้นเล็กน้อย กลิ่นอายจากตัวเขาโอบรัดฉันราวกับกำลังประกาศความเป็นเจ้าของ
ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง
พวกเราถูกพาไปนั่งที่โต๊ะแล้ว แต่ฉันแทบไม่ได้ยินสิ่งที่พนักงานพูดเลย
ความสนใจของฉันเลื่อนไปยังโต๊ะข้าง ๆ ที่พวกผู้ชายในองค์กรสองคนกำลังคุยกันโดยไม่คิดจะลดเสียงลงแม้แต่นิดเดียว—เพราะในสถานที่แบบนี้ พวกเขาไม่เคยคิดว่าผู้หญิงจะสำคัญพอให้ต้องระวังคำพูด
“มอเรตตินี่ก็ไม่ธรรมดาจริง ๆ” หนึ่งในนั้นพูดพลางหัวเราะ “ถึงขั้นพาเอล์ฟออกมาคืนนี้เลย”
อีกคนหัวเราะตาม “ก็ลูเชียนหวงไง ได้ข่าวว่ามีอาไปสนิทกับบอสที่มาจากชิคาโกมากไปหน่อย”
“หมอนั่นเลยลากคู่หมั้นที่คบกันมานานออกมาเปิดตัว เพื่อประกาศจุดยืนของตัวเอง — คลาสสิกชะมัด”
“พูดจริงนะ ฉันยังไม่เข้าใจเลยว่าเอล์ฟยังอยู่ตรงนี้ได้ยังไง” คนแรกพูดต่อ “เธอเก่งก็จริง แต่เธอ...ไม่ใช่มีอา”
ท้องของฉันกลับนิ่งสงบอย่างประหลาด
เหมือนความช็อกมันผ่านไปหมดแล้ว และสิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความชัดเจน—เย็นเฉียบ แม่นยำเหมือนใบมีดผ่าตัด
ลูเชียนเอนตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างสบาย ๆ ราวกับเขาไม่ได้เพิ่งลากฉันมาที่นี่ในฐานะหมากตัวหนึ่งบนกระดาน
“อยากสั่งอะไรก็สั่งสิ” เขาพูด ก่อนจะเหลือบตามองไปทางบูธของมีอาอย่างจงใจ
พนักงานเดินเข้ามาพร้อมเมนูอาหาร
เสียงหัวเราะของมีอาลอยข้ามห้องมา หวาน สดใส และเบาสบาย
กรามของลูเชียนเกร็งขึ้นเล็กน้อย
แล้วตอนที่พนักงานถามออเดอร์ เสียงของมีอาก็ดังขึ้นพอดี—ดังพอให้ได้ยินทั่วโต๊ะเรา
“ฉันเอาหอยนางรมนะคะ” เธอพูดเสียงสดใส “แล้วก็ริซอตโต้ล็อบสเตอร์ใส่คาเวียร์”
สีหน้าของลูเชียนเปลี่ยนไปทันที
เขาหันไปมองเธอ ดวงตาคมขึ้นในพริบตา “มีอา เธอกินพวกนั้นไม่ได้ เธอแพ้อาหารทะเล”
“อ๊ะ” เธอเม้มปากนิด ๆ “ลืมไปเลย”
ลูเชียนหันไปสั่งพนักงานทันที “เอาหอยนางรมมาโต๊ะนี้แทน”
พนักงานพยักหน้าอย่างลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไป
ฉันมองลูเชียนนิ่ง ๆ
พออาหารมาเสิร์ฟ เขาก็เลื่อนจานมาตรงหน้าฉันทันที
“นี่” เขาพูดเสียงดังพอให้โต๊ะของมีอาได้ยิน “กินสิ”
มุมปากของฉันยกขึ้นช้า ๆ
ฉันปล่อยลมหายใจออกมาเบา ๆ คล้ายเสียงหัวเราะ
เพราะฉันกินอาหารทะเลไม่ได้
ไม่ใช่แค่แพ้นิดหน่อย
ไม่ใช่แค่ “ไม่ค่อยสบาย”
แต่มันคืออาการแพ้ระดับที่ทำให้ลำคอตีบ หายใจไม่ออก และร่างกายต่อต้านอย่างรุนแรง
อาการแบบที่ฉันเคยบอกเขาไปแล้ว ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เราเริ่มคบกันใหม่ ๆ
แต่ลูเชียนไม่เคยจำรายละเอียดอะไร ที่ไม่มีประโยชน์กับตัวเองได้เลย
สิ่งเดียวที่เขาจำได้เสมอ
คือเรื่องของมีอา
“เป็นอะไร?” เขาถาม ความหงุดหงิดวาบขึ้นมาในดวงตาสีเข้ม
ฉันสบตาเขา และในเงาสะท้อนนั้น ฉันเห็นตัวเองคนเดิม—ผู้หญิงที่เคยยอมกล้ำกลืนความอึดอัดทุกอย่างเพื่อรักษาความสงบ เพื่อทำให้ผู้ชายของตัวเองพอใจ
จากนั้นฉันก็เห็นตัวเองคนใหม่ ยืนอยู่ด้านหลังเธอเหมือนเงาที่มีกรงเล็บ
ฉันไม่แตะอาหารเลยสักนิด
ลูเชียนโน้มตัวเข้ามาใกล้ ลดเสียงต่ำลงเหมือนคำขู่ที่ปลอมตัวมาในรูปของความเอ็นดู “อย่าทำให้ฉันขายหน้า”
อีกฝั่งของห้อง มีอามองอยู่ รอยยิ้มของเธอดูอ่อนหวานและน่าพอใจ ราวกับเธอเพิ่งกระตุกเชือกเส้นหนึ่งสำเร็จ ราวกับเธอเพิ่งพิสูจน์ได้ว่าใครกันแน่ที่สำคัญสำหรับว่าที่ดอนคนต่อไป
ลูเชียนเอื้อมมือมาจับมือฉันใต้โต๊ะ ก่อนจะสอดนิ้วประสานกันแน่น
จากนั้นเขาก็ยกมือฉันขึ้นและจูบลงบนข้อนิ้วช้า ๆ อย่างจงใจ เป็นการแสดงให้คนทั้งร้านดู
ริมฝีปากของเขาอุ่น
แต่ผิวของฉันกลับเย็นเฉียบ
เขายิ้มให้ฉัน ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่สร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ “คืนนี้เธอดื้อจังนะ เอล์ฟ”
ฉันไม่ได้ดึงมือกลับ
ฉันไม่ยอมให้เขาได้ความพอใจจากปฏิกิริยาของฉัน
แต่กลับพูดเสียงเบาแทน “นายจำได้ไหม ว่าฉันแพ้อะไร”
สีหน้าของเขาชะงักไปเสี้ยววินาที—ทั้งสับสน ทั้งหงุดหงิด—ก่อนจะปัดมันทิ้งเหมือนไม่สำคัญ
“เธอไม่เป็นอะไรหรอก”
ฉันมองหอยนางรมตรงหน้า ที่ทั้งมันวาวและอันตรายราวกับกับดักเงียบ ๆ
แน่นอนว่าเขาคิดว่าฉันไม่เป็นอะไร เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันเอาแต่พยายามทำให้ความไม่สบายใจของตัวเองไม่กลายเป็นภาระของเขา
เก้าอี้ของมีอาเลื่อนครืดออกจากโต๊ะ
เธอยกมือกุมท้องด้วยท่าทางบอบบางที่ดูเหมือนฝึกมาอย่างดี
“ฉันรู้สึกไม่ค่อยโอเค” เธอพูดเสียงแผ่วเปราะบาง “สงสัยคงต้องกลับก่อน”
ทั้งร่างของลูเชียนเปลี่ยนไปทันที
เขาลุกขึ้นเร็วเกินไปจนเก้าอี้กระตุกถอยหลัง
“มีอา—”
“ขอโทษนะคะ” เธอกระซิบ ดวงตาเอ่อคลอเหมือนกำลังกลั้นน้ำตา “ฉันไม่อยากทำลายมื้อเย็นของพวกคุณ”
“เธอไม่ได้ทำเลย” ลูเชียนตอบทันที พร้อมหยิบเสื้อคลุมให้เธอแล้ว ความหงุดหงิดเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่จริง
“หน้าเธอซีดมาก กินอะไรผิดไปหรือเปล่า? หรือมีอาการแพ้?”
ไม่กี่วินาทีต่อมา เขาก็ไปยืนอยู่ข้างเธอแล้ว ทั้งพูดปลอบ ทั้งวุ่นวาย ทั้งปกป้องเธอในแบบที่ฉันเคยร้องขอจากช่วงเวลาเล็ก ๆ มาตลอด แต่ไม่เคยได้รับเลยสักครั้ง
ตัวตนของเขาโอบล้อมเธอไว้ ทั้งปลอบโยน ทั้งดูแล ทั้งทะนุถนอม
จากนั้นเขาก็หันกลับมามองฉันเพียงแวบเดียว ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉันยังอยู่ตรงนี้
“เอล์ฟ” เขาพูดอย่างหมดความอดทน “เรียกรถกลับเองนะ เดี๋ยวฉันโทรหา”
เดี๋ยว
อีกแล้วสินะ
ฉันนั่งอยู่ตรงนั้น มองเขาพามีอาเดินออกจากร้านราวกับเธอคือสิ่งเปราะบางเพียงอย่างเดียวบนโลก ราวกับผู้หญิงของเขาเป็นคนเดียวที่สมควรได้รับการปกป้องจากเขา
หอยนางรมตรงหน้ายังคงไม่ถูกแตะต้อง เครื่องเคียงเริ่มเหี่ยวลง และกลิ่นของมันทำให้ฉันคลื่นไส้
ฉันลุกขึ้น สวมเสื้อโค้ต แล้วเดินออกจากร้านโดยไม่พูดกับใครเลยสักคำ
ตอนกลับถึงอพาร์ตเมนต์ ความเงียบข้างในยังคงบีบคั้นเหมือนทุกครั้งหลังลูเชียนจากไป ราวกับสถานที่แห่งนี้เลิกคาดหวังการมีอยู่ของเขาไปนานแล้ว และราวกับแม้แต่กำแพงยังรู้ว่าเขาไม่เคยคิดจะเรียกที่นี่ว่า “บ้านของเรา” จริง ๆ
ฉันไม่ได้ร้องไห้
ฉันเปิดไฟทุกดวงในห้อง
จากนั้นก็เปิดตู้เสื้อผ้า แล้วเริ่มหยิบของออกมา
ตั๋วงานของตระกูลที่ถูกเก็บไว้ในกล่อง รูปถ่ายจากงานกาล่าการกุศล นาฬิการาคาแพงที่เขาให้ฉันในวันเกิด รวมถึงผ้าพันคอที่ยังมีกลิ่นน้ำหอมของเขาจาง ๆ ติดอยู่
ฉันขนทุกอย่างไปทิ้งลงถังขยะทีละกอง โดยไม่เหลืออะไรไว้เลย
อดีตไม่ได้รั้งฉันเอาไว้เลย เพราะสุดท้ายมันก็เป็นแค่สิ่งของ เป็นเพียงหลักฐานว่าครั้งหนึ่งฉันเคยเชื่อในอะไรบางอย่างอย่างจริงจัง
ฉันเจอสมุดปกหนังเล่มเล็กอยู่หลังลิ้นชัก เป็นสมุดบันทึกวางกลยุทธ์สมัยฝึกงาน หน้ากระดาษเต็มไปด้วยลายมือที่เขียนไว้อย่างเป็นระเบียบ
ด้านในปกสมุด ลูเชียนเคยเขียนเอาไว้ด้วยหมึกสีดำ
สำหรับวันที่เธอได้เป็นที่ปรึกษาใหญ่ ฉันรู้มาตลอดว่าเธอทำได้
ฉันมองข้อความนั้นอยู่นานมาก
จากนั้นก็ฉีกหน้านั้นออก แล้วโยนลงถังขยะ
ฉันไม่จำเป็นต้องใช้คำสัญญาที่หมดอายุไปแล้ว มาพิสูจน์ว่าตัวเองมีคุณค่า
ฉันเดินเข้าไปในห้องนอน เปิดกระเป๋าเดินทาง แล้วเริ่มเก็บของอย่างช้า ๆ เป็นระเบียบ ราวกับกำลังค่อย ๆ เย็บปิดบาดแผลของตัวเอง
ครั้งนี้ ฉันไม่ได้จากไปเพราะความโกรธ
ฉันจากไป เพราะในที่สุดฉันก็เข้าใจเรื่องง่าย ๆ อย่างหนึ่งเสียที
ความรักที่ต้องคอยแสดงให้คนอื่นเห็น มันไม่ใช่ความรัก
มันเป็นแค่บทบาทหนึ่งเท่านั้น
และฉันก็เลิกเล่นบทนั้นแล้วเสียที
