บทที่ 1
ฉันได้รับอีเมลตอนหกโมงสิบสองนาทีของเช้า
ผลการคัดเลือกรอบสุดท้าย — ตำแหน่งที่ปรึกษาใหญ่แห่งตระกูลมอเรตติ
อันดับ 1 — เอล์ฟ มาร์ติโน่
ฉันยังไม่ทันได้ยิ้มด้วยซ้ำ บางอย่างก็สั่นสะเทือนอยู่ในอก—ทั้งความภูมิใจ ความรู้สึกว่าในที่สุดก็ได้รับความยุติธรรม และความสะใจที่แผนการซึ่งวางหมากมาหลายปี ในที่สุดก็ออกผลเสียที
แต่อีเมลฉบับถัดมา พุ่งเข้ามาเหมือนกระสุนปืน
ประกาศแก้ไข — อัปเดตผลการจัดอันดับ
อันดับ 1 — มีอา รอสซี่
อันดับ 2 — เอล์ฟ มาร์ติโน่
ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีแม้แต่คำขอโทษ แค่แก้ผลทุกอย่างที่ฉันเป็นคนคว้ามาด้วยตัวเองอย่างเย็นชา
มือของฉันเย็นเฉียบทันที มีอา รอสซี่ไม่แม้แต่จะโผล่มาในวันประเมินรอบสุดท้ายด้วยซ้ำ
ฉันจำได้ทุกใบหน้ารอบโต๊ะประชุมนั่น—ทั้งอันเดอร์บอส คาร์โป และที่ปรึกษาประจำตระกูล
ทุกคำถามเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องเขตอิทธิพล ระบบฟอกเงิน และการเจรจาพันธมิตร
รวมถึงทุกบททดสอบเงียบ ๆ ที่ใช้วัดว่าฉันจะเสียอาการหรือเปล่า ขณะที่พวกผู้ชายในองค์กรจ้องมองเพื่อหาจุดอ่อนของฉัน
แต่มีอาไม่ได้อยู่ที่นั่น
ฉันตรงไปยังชั้นประชุมของสภาตระกูลทันที
เลขาสภาพยายามกันฉันไว้ด้วยคำพูดสุภาพกับรอยยิ้มตึง ๆ
“คุณเอล์ฟคะ ทางคณะกรรมการคัดเลือก—”
“ฉันจะไม่ไปไหน จนกว่าจะมีคนอธิบายว่าทำไมผู้หญิงที่ไม่ได้เข้าร่วมการประเมิน ถึงกลายเป็นอันดับหนึ่งได้” ฉันพูดเรียบ ๆ
พวกเขาถ่วงเวลา โทรศัพท์หากันไปมา แล้วขอให้ฉันรออยู่หน้าห้องทำงานกระจกฝ้า ราวกับฉันเป็นตัวปัญหา
ราวกับฉันเป็นผู้หญิงอีกคนที่ควรเรียนรู้ว่าตัวเองควรยืนอยู่ตรงไหน ในโลกของผู้ชายและความรุนแรงแบบนี้
แล้วฉันก็ได้ยินเสียงคู่หมั้นของตัวเองดังมาจากข้างในห้องนั้น
ลูเชียน มอเรตติ
สุขุม เย็นนิ่ง และคุ้นเคย...
น้ำเสียงที่ครั้งหนึ่งเคยฟังดูเหมือนความปลอดภัย เหมือนว่าที่ดอนคนต่อไปที่ฉันเลือกจะยืนอยู่ข้าง ๆ
“—มันเป็นความผิดพลาดของระบบ” เขาพูดเรียบ ๆ “มีคนปล่อยรายชื่อผิด แก้ให้เรียบร้อย”
ชายอีกคน—ดอนมาร์โก ผู้นำตระกูลมอเรตติคนปัจจุบัน—กระแอมเบา ๆ
“ต้องขออภัยจริง ๆ ลูเชียน ผู้ดูแลระบบคนใหม่ไม่รู้ว่าไฟล์ของคุณมาร์ติโน่ไม่ควรถูกส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณา”
ฉันนิ่งค้างไปทั้งตัว
ไม่ควรถูกส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
หน้าอกของฉันแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ความเจ็บพุ่งลึกเข้าใส่ตรงที่ความสัมพันธ์คลุมเครือของเราค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากคำสัญญาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ลูเชียนถอนหายใจ น้ำเสียงแฝงความรำคาญเล็กน้อย
“อย่าไล่เธอออกเลย ผู้หญิงก็ต้องทำงานกันทั้งนั้น แค่จัดการให้สัญญาของมีอาเสร็จเรียบร้อยก็พอ”
“สายที่ปรึกษาใหญ่ แล้วก็จัดแพ็กเกจให้ดูดีหน่อย”
มาร์โกลังเลเล็กน้อย
“นั่นมัน...ก้าวกระโดดเกินไปนะ เธอยังเด็ก อยู่ในองค์กรมายังไม่ถึงสามปีเลย”
“เธอเก่ง” ลูเชียนตอบ และตรงนั้นเอง—น้ำเสียงอ่อนโยน การปกป้อง และความใส่ใจที่ควรเป็นของฉัน กลับถูกมอบให้ผู้หญิงอีกคน
“อีกอย่าง เธอก็กังวลเรื่องตำแหน่งนี้มาก อย่ากดดันเธอนักล่ะ ฉันไม่อยากให้เธอรับมือไม่ไหวตั้งแต่วันแรก”
ลำคอของฉันตีบแน่น ความสัมพันธ์ที่ไม่เคยเอื้อนเอ่ยบิดลึกเหมือนมีดกำลังกรีดลงกลางอก
มาร์โกลดเสียงลง
“แล้วเอล์ฟล่ะ? คะแนนของเธอสูงที่สุดแบบทิ้งห่างทุกคน ทักษะการเจรจาก็...เริ่มมีข่าวลือกันแล้วว่าเธออาจมีสายเลือดคาสเตลลาโน่อยู่จริง ๆ”
“ถ้าเราไม่ได้ต้อง ‘หลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน’—”
ลูเชียนตัดบททันที
“เธออยู่ที่นี่ไม่ได้”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
จากนั้น ราวกับมันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่สุดในโลก เขาก็พูดต่ออย่างไม่ใส่ใจ
“ภาพลักษณ์ก็สำคัญ คนชอบเอาไปพูดกันอยู่แล้ว แล้วเธอก็...ควบคุมง่าย”
“เดี๋ยวปีหน้าก็ลองใหม่เองนั่นแหละ”
มาร์โกพึมพำเบา ๆ
“เธอพยายามมาหลายปีแล้วนะ รอบก่อนเธอก็เสียใจหนักมาก”
น้ำเสียงของลูเชียนเริ่มติดความรำคาญชัดขึ้น
“เธออยากแต่งเข้าตระกูลอยู่แล้ว ยังไงก็ทำทุกอย่างเพื่อมัน”
“ก็บอกไปสิว่าการแข่งขันมันสูง บอกให้พยายามมากกว่านี้ เดี๋ยวเธอก็ยอมรับเอง”
ฉันถอยหลังออกมาก่อนที่ประตูจะเปิด
ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าไปหมด แต่ฉันไม่ร้องไห้
เพราะถ้าร้องไห้ มันคงแปลว่าฉันยังเชื่อว่าเขาแค่เข้าใจผิด
แต่เปล่าเลย
เขารู้ดีทุกอย่าง
ฉันเดินเข้าไปในบันไดหนีไฟ แล้วโทรหาพ่อ
เขารับสายตั้งแต่เสียงเรียกเข้าครั้งแรก
“เอล์ฟ” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นด้วยอำนาจในฐานะดอนแห่งตระกูลคาสเตลลาโน่ เป็นโทนกดดันที่แทบไม่เคยใช้กับฉัน
“หนูจะกลับบ้าน” ฉันพูดเบา ๆ “หนูเลิกไล่ตามเรื่องพวกนี้แล้ว”
ในความเงียบของเขาไม่มีความแปลกใจเลย
มีเพียงลมหายใจยาวและนิ่งมั่น ราวกับดอนคนหนึ่งที่กลั้นหายใจมานานหลายปี เพื่อรอให้ลูกสาวของตัวเองนึกขึ้นได้ว่าเธอคือใครกันแน่
“ในที่สุด” เขาพูดเสียงเบา “พ่อรอวันนี้มานานแล้ว”
ฉันกลืนน้ำลาย ความลังเลในใจตีกันยุ่งเหยิงกับความคิดที่จะต้องทิ้งทุกอย่างที่พยายามมาตลอด
“ป๊า แต่หนู— หนูทำทุกอย่างเพื่อสิ่งนี้ หนู—”
“ลูกสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าตำแหน่งพวกนั้นไปแล้ว” เขาพูดแทรก น้ำเสียงยังนุ่ม แต่หนักแน่นจนไม่มีช่องให้เถียง
“ระบบการเจรจาที่ลูกพัฒนาขึ้นตอนปีฝึกงาน ตอนนี้ถูกนำไปใช้แล้วในสามเขตอิทธิพล”
“มันหยุดสงครามที่อาจทำให้คนตายเป็นร้อย และเงินหายไปหลายล้าน”
“ลูกปกป้องคนในตระกูลได้มากกว่าที่ที่ปรึกษาใหญ่คนหนึ่งจะทำได้ทั้งชีวิตเสียอีก”
นิ้วของฉันสั่นเล็กน้อยบนโทรศัพท์
บางอย่างที่ลึกกว่านั้นกำลังขยับอยู่ข้างใน
ไม่ใช่ผู้หญิงเรียบร้อยที่ทุกคนมองเห็น
แต่เป็นนักวางกลยุทธ์เลือดเย็นที่ฉันได้รับมาจากเขา
อำนาจที่ฉันถูกสอนให้ซ่อนเอาไว้ เพราะในโลกของเรา ผู้หญิงไม่ควรถือครองสิ่งแบบนั้น
เพราะมันทำให้ฉันอันตราย
เพราะมันทำให้ฉันกลายเป็นบางสิ่งที่แม้แต่ห้าตระกูลใหญ่ ก็ยังไม่มีคำไหนใช้เรียกมันได้
“เลิกอ้อนวอนเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้ใครสักคนได้แล้ว” เขาพูดเรียบ ๆ “ลูกไม่จำเป็นต้องรอการอนุญาตจากพวกนั้น”
“กลับบ้านเถอะ”
“มารับตำแหน่งทายาทตระกูลคาสเตลลาโน่”
“ขึ้นมาคุมฝ่ายวางกลยุทธ์ของเรา แล้วลูกจะไม่ต้องกดตัวเองให้ต่ำลงอีก”
ฉันหลับตาลง และเป็นครั้งแรกของวันนั้นที่ความแน่นอึดอัดในอกค่อย ๆ คลายออก
ทั้งสองด้านของฉัน—ทั้งสมองนักวางแผน และพลังที่ถูกซ่อนไว้—เหมือนได้หายใจเสียที
“ค่ะ” ฉันกระซิบเบา ๆ “หนูจะกลับไป หนูจะรับช่วงต่อเอง”
“ดีมาก” พ่อพูด น้ำเสียงอุ่นขึ้นด้วยความโล่งใจ “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน เอล์ฟ”
ฉันวางสายลงพร้อมจังหวะหัวใจที่เริ่มนิ่งขึ้น
ราวกับในที่สุดเลือดที่ไหลอยู่ข้างในก็หยุดเสียที
ราวกับพันธนาการที่เคยรัดคอฉันไว้ กำลังค่อย ๆ คลายออกจากตัวฉัน
เย็นวันนั้น ลูเชียนมาหาฉันที่ทางเดินด้านนอกสำนักงานตระกูล ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
“กลับบ้านกัน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแบบที่ชอบใช้เวลาต้องการอะไรบางอย่าง
กลิ่นอายของเขาห่อหุ้มรอบตัวฉัน ทั้งนุ่มนวล ชวนให้ไว้ใจ และถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ผู้หญิงรู้สึกปลอดภัย
“แม่ฉันทำมื้อเย็นไว้ เรามาคุยเรื่อง...ของเรากัน”
ฉันมองเขา
มองอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
ท่าทางสมบูรณ์แบบ
การวางตัวสมบูรณ์แบบ
ทายาทผู้เพียบพร้อมที่ทุกคนชื่นชมว่าเป็นคนยุติธรรมและมีเกียรติ
“ได้สิ” ฉันตอบเรียบ ๆ “ฉันไป”
แววโล่งใจวาบผ่านสีหน้าเขาทันที
เขายังคิดว่าฉันอ่านง่ายเหมือนเดิม
ยังคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงดี ๆ ที่จะยอมตามใจเขาทุกอย่าง
ระหว่างทางไปบ้านเขา เขาขับรถด้วยมือข้างเดียว อีกมือวางอยู่บนเข่าฉันอย่างถือสิทธิ์
ปลายนิ้วโป้งลูบผ่านจุดชีพจรด้านในข้อมือเบา ๆ เหมือนกำลังเช็กอารมณ์ของฉันผ่านการสัมผัส
ราวกับเราผูกพันกันไปแล้ว
ราวกับเขาไม่ได้เพิ่งฝังอาชีพของฉันลงดินด้วยโทรศัพท์สายเดียว
แล้วโทรศัพท์ของเขาก็สั่นขึ้นมา
มีอา
ลูเชียนแทบไม่คิดจะลังเลด้วยซ้ำ
“มีอา?” เขารับสายทันที น้ำเสียงอ่อนลงในพริบตา และความปกป้องในเสียงนั้นชัดเจนจนปิดไม่มิด “เกิดอะไรขึ้น?”
ฉันหันไปมองนอกหน้าต่าง ปล่อยให้แสงไฟริมถนนลากยาวกลายเป็นเส้นสีทองพร่า ๆ
น้ำเสียงของเขายิ่งนุ่มลง กลายเป็นความอ่อนโยนแบบส่วนตัวที่ฉันไม่เคยได้รับ
“ไม่เอาน่า อย่าคิดแบบนั้นสิ”
“เธอไม่ได้อยู่คนเดียวนะ”
“ฉันไปหาได้— ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”
เขาวางสาย แล้วหันมามองฉันพลางเปลี่ยนเลนรถแล้วเรียบร้อย
“เธอเครียดนิดหน่อย” เขารีบพูด ราวกับแค่นั้นก็อธิบายทุกอย่างได้ “พรุ่งนี้เป็นวันแรกของเธอ เธอกำลังแพนิก เธอต้องการฉัน”
เธอต้องการฉัน
วิธีที่เขาพูดมันออกมา—เหมือนความต้องการของเธอสำคัญกว่าของฉันเสมอ
“หมายถึงเธอต้องการนายมากกว่าที่ฉันต้องการสินะ” ฉันพูดเรียบ ๆ
กรามของเขาเกร็งขึ้นทันที
“เอล์ฟ อย่าเริ่มได้ไหม”
“เธอไปที่บ้านแม่ฉันก่อน เดี๋ยวฉันตามไปทีหลัง”
จากนั้นเขาก็กลับรถทันที
เขาส่งฉันลงตรงหน้าประตูคฤหาสน์ตระกูล ราวกับฉันเป็นแค่พัสดุชิ้นหนึ่ง
คฤหาสน์มอเรตติ—ประตูเหล็กสูงตระหง่าน กลิ่นอายเงินเก่า และอำนาจที่แผ่ออกมาจากอิฐทุกก้อน
เขาไม่แม้แต่จะเดินมาส่งฉันถึงประตูบ้าน
เสียงประตูเหล็กปิดลงด้านหลังดังแกร๊กเบา ๆ
แต่มันฟังเหมือนเสียงปิดฉากอะไรบางอย่างโดยสมบูรณ์
ด้านใน วิคตอเรีย มอเรตติแทบไม่เงยหน้าขึ้นจากแก้วไวน์ในมือด้วยซ้ำ
แรงกดดันจากตัวเธอแผ่เข้าหาฉันเงียบ ๆ คอยทดสอบฉันอยู่เสมอ
ทดสอบว่าฉันจะยอมก้มหัวเมื่อไหร่
“สุดท้ายเธอก็มาคนเดียว” เธอพูด ราวกับฉันสอบตกอีกครั้ง “อีกแล้วสินะ”
ฉันยืนอยู่ตรงนั้นทั้งที่ยังไม่ได้ถอดเสื้อโค้ต กลิ่นของเงิน อำนาจ และสายตาตัดสินคนอบอวลอยู่เต็มอากาศ
สายตาของวิคตอเรียกวาดมองฉันตั้งแต่ชุดเรียบ ๆ ใบหน้าอิดโรย ไปจนถึงความจริงที่ว่าฉันยังไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่เธอต้องการ
รวมถึงความจริงที่ว่าฉันยังให้ทายาทกับลูกชายเธอไม่ได้
“อยู่กับลูเชียนมาตั้งหลายปี” เธอพูด น้ำเสียงเรียบหรูแต่เย็นเฉียบ “แต่ก็ยังเป็นที่ปรึกษาใหญ่ไม่ได้สักที”
“รู้ไหมว่ามันน่าอับอายแค่ไหนสำหรับตระกูลนี้? สำหรับองค์กรของเรา?”
น้องสาวของเธอหัวเราะเบา ๆ จากอีกฝั่งของห้อง
ใครบางคนส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างดูแคลน
สมาชิกคนอื่นในตระกูลต่างมองมาที่ฉัน
มองผู้หญิงที่แม้แต่ตำแหน่งดี ๆ ให้ตัวเองยังคว้าไว้ไม่ได้
วิคตอเรียเอนตัวมาข้างหน้า แรงกดดันจากอำนาจของเธอแผ่ออกมาเป็นระลอก
“ฉันเคยบอกลูเชียนแล้ว ถ้าอยากแต่งเข้าตระกูลนี้ เธอต้องเป็นนักวางกลยุทธ์ตัวจริง”
“ไม่ใช่ผู้ช่วยไร้อนาคตที่ติดอยู่ที่เดิมตลอดไป”
“ถ้าไม่มีความสามารถพอจะคว้ามันมาเอง ก็อย่าเสียเวลาลูกชายฉันเลย”
บางอย่างในตัวฉันนิ่งลงทันที
ความเลือดเย็นที่ซ่อนอยู่ข้างในเริ่มขยับ
ไม่ใช่ในฐานะคนยอมจำนน
แต่เป็นความโกรธเย็นเฉียบที่ค่อย ๆ กัดลึกขึ้นอย่างเงียบงัน
ฉันนึกถึงอีเมลฉบับนั้น
นึกถึงประกาศแก้ไขผล
นึกถึงกระจกฝ้าหน้าห้องทำงาน
นึกถึงตอนที่ลูเชียนพูดว่าฉัน “ควบคุมง่าย”
ฉันมองวิคตอเรีย มอเรตติ แล้วได้ยินเสียงพ่อดังขึ้นในหัว
ลูกไม่จำเป็นต้องรอการอนุญาตจากพวกเขา
ฉันยิ้มออกมา
ยิ้มเล็ก ๆ สุภาพ และอันตรายจนเหมือนคมมีด
“คุณไม่ต้องห่วงว่าฉันจะเสียเวลาลูกชายคุณอีกแล้วหรอกค่ะ” ฉันพูดเรียบ ๆ
วิคตอเรียชะงักไป
“เธอว่าไงนะ?”
“ฉันจะจบมัน” ฉันตอบ คำพูดคมกริบเหมือนใบมีด “ฉันกับลูเชียนจบกันแล้ว”
ทั้งห้องนิ่งสนิท
ทุกคนหยุดเคลื่อนไหวในทันที เหมือนรับรู้ได้ถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไปในตัวฉัน
สีหน้าของวิคตอเรียตึงขึ้น ความไม่อยากเชื่อค่อย ๆ กลายเป็นความเย็นเฉียบ
“อย่าพูดอะไรไร้สาระแบบนั้น”
“ฉันไม่ได้พูดเล่น” ฉันตอบ “ฉันแค่ซื่อสัตย์กับตัวเองเสียที”
ฉันหันไปทางประตูก่อนที่มือจะเริ่มสั่นอีกครั้ง
ก่อนที่ฉันจะยอมอ่อนข้อ
ยอมขอโทษ
หรือยอมถอนคำพูดทั้งหมดกลับไป
“ฝากบอกลูกชายคุณด้วยนะคะ” ฉันพูดต่อโดยไม่หันกลับไปมอง “ว่าเขาจะแต่งงานกับผู้หญิงที่เขาปกป้องมาตลอดก็ได้”
แล้วฉันก็เดินออกมา
ทิ้งมื้อค่ำแสนสมบูรณ์แบบของครอบครัวนั้นไว้ข้างหลัง
โดยไม่ขออนุญาตใคร
ไม่อ้อนวอนใครอีก
และไม่ยอมเสียเวลาในชีวิตให้พวกเขาอีกแม้แต่ปีเดียว
