ตอนที่ 3 กฎเหล็กของภาม ห้ามสบตา ห้ามหวั่นไหว
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านเนื้อดีเข้ามาในห้องนอนหรู เกวลิน ลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในอก เธอแทบไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะมัวแต่หวาดระแวงว่าประตูห้องนอนที่เชื่อมต่อกับห้องของภามจะถูกเปิดออกเมื่อไหร่ ทว่าจนถึงเช้าเขากลับไม่ได้รุกล้ำเข้ามาอย่างที่เธอจินตนาการไว้ มีเพียงกลิ่นอายความเย็นชาที่ทิ้งไว้หลังจากบทสนทนาเมื่อคืน
หญิงสาวลุกขึ้นจัดการตัวเองในชุดทำงานที่ดูทะมัดทะแมงกว่าเมื่อวาน เธอเลือกสวมกางเกงสแล็คทรงสวยคู่กับเชิ้ตสีครีมเพื่อความคล่องตัว เพราะรู้ดีว่าชีวิต "ผู้ช่วยส่วนตัว" ของภามคงไม่ได้นั่งสวยๆ อยู่ในออฟฟิศแน่นอน
เมื่อเดินลงมาที่โถงด้านล่าง เธอเห็นภามนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารขนาดยาว เขาสวมชุดสูทเต็มยศพร้อมทำงาน ใบหน้าคมเข้มนั้นดูสดชื่นผิดกับเธอที่ขอบตาคล้ำเล็กน้อย บนโต๊ะมีแท็บเล็ตและเอกสารวางระเกะระกะไปหมด
"มาช้าไปสามนาที" ภามเอ่ยโดยไม่เงยหน้าจากหน้าจอแท็บเล็ต
"ขอโทษค่ะ พอดีฉันยังไม่ชินกับสถานที่" เกลตอบเสียงเรียบ พลางเดินไปยืนรอคำสั่งอยู่ห่างๆ
"มานั่งนี่" เขาตบเก้าอี้ข้างตัว
"ฉันทานมาจากในห้องแล้วค่ะ..."
"นี่คือคำสั่ง" ภามเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบดุจมีดโกนจ้องเขม็งมาที่เธอ
"ในฐานะผู้ช่วย เธอต้องเริ่มเรียนรู้กฎเหล็กของการอยู่ร่วมกับฉันตั้งแต่วินาทีนี้"
เกวลินเม้มปากแน่นก่อนจะเดินไปนั่งลงข้างเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ภามขยับตัวเข้ามาใกล้จนไหล่เบียดกัน เขาหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เขียนด้วยลายมือขยุกขยิกแต่ดูทรงพลังส่งให้เธอ
"อ่านซะ กฎสามข้อที่เธอต้องจำให้ขึ้นใจถ้าไม่อยากโดนทำโทษ"
เกวลินรับมาอ่านเบาๆ:
1.ห้ามสบตาเกิน 3 วินาที (ถ้าฉันไม่ได้อนุญาต)
2.ห้ามทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ (มันทำให้ฉันรำคาญ)
3.ห้ามหวั่นไหว (เพราะเธอไม่มีสิทธิ์นั้นแล้ว)
เกวลินขมวดคิ้ว "กฎข้อที่สามหมายความว่ายังไงคะ?"
ภามวางช้อนทองเหลืองลงแล้วหันมามองเธอเต็มตา คราวนี้เขาเป็นฝ่ายจ้องเธอจนเธอต้องเป็นฝ่ายหลบตาตามกฎข้อที่หนึ่ง
"หมายความว่า... อย่าคิดว่าการที่ฉันพาเธอมาอยู่ที่นี่ เพราะฉันยังรักเธอ หรือเพราะฉันจะกลับไปเป็นไอ้หน้าโง่คนเดิมให้เธอหลอกใช้อีก ฉันแค่ต้องการใช้แรงงานเธอให้คุ้มค่าเหนื่อยที่ฉันเสียไป...เข้าใจไหม?"
คำพูดที่ตรงและแรงเหมือนค้อนปอนด์ทุบลงกลางใจ ทำให้เกวลินรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก ความหน่วงแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ แต่เธอก็จำต้องพยักหน้ารับ
"ค่ะ ฉันจะจำไว้"
"ดี... งั้นเริ่มงานแรก ทานมื้อเช้าให้หมด แล้วไปเตรียมรถ ฉันมีประชุมที่ไซต์งานตอนเก้าโมง"
ตลอดการเดินทางไปยังไซต์งานก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมหรู ภามทำตัวเหมือนคนเป็นไบโพลาร์ เดี๋ยวเขาก็เรียกใช้เธอให้หยิบโน่นหยิบนี่ชนิดที่ว่ามือไม่ว่าง แกล้งทำปากกาตกบ้าง แกล้งให้เธอหานามบัตรที่เขาเสียบไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทบ้าง ซึ่งทุกครั้งที่เธอต้องขยับเข้าไปใกล้เพื่อปรนนิบัติเขา ภามมักจะจงใจโน้มตัวลงมาสบตาหรือทิ้งลมหายใจรดรินใส่จนเธอใจสั่น
"คุณภามคะ... ไหนบอกว่าห้ามสบตาไงคะ?" เกลท้วงเมื่อเขาจ้องหน้าเธอตอนที่เธอกำลังติดเข็มกลัดเนคไทให้เขา
"ฉันบอกว่าเธอห้ามจ้องฉัน แต่ฉันไม่ได้บอกว่าฉันห้ามจ้องเธอ" เขาตอบหน้ามึนๆ พร้อมกับยักคิ้วให้หนึ่งที
"แล้วดูเหมือนเธอจะทำผิดกฎข้อที่สามนะ... หน้าแดงขนาดนี้ หวั่นไหวเหรอ?"
"เปล่าค่ะ! อากาศมันร้อน" เธอรีบผละตัวออก ทว่าภามกลับคว้าต้นแขนเธอไว้แล้วดึงเข้าหาตัว
"ไซต์งานฝุ่นเยอะ... ใส่ไว้ซะ" เขาหยิบหน้ากากอนามัยออกมาแล้วเป็นคนสวมให้เธอเอง มือหนาลูบผ่านแก้มเนียนเบาๆ อย่างลืมตัว แววตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงชั่ววูบหนึ่งจนเกวลินสัมผัสได้ แต่เพียงแค่กะพริบตา เขาก็กลับมาทำหน้าบึ้งตึงเหมือนเดิม
เมื่อถึงไซต์งาน ภามเปลี่ยนโหมดเป็นนักธุรกิจจอมเฮี้ยบทันที เขาเดินตรวจงานอย่างละเอียดโดยมีเกวลินกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามหลังเพื่อจดบันทึกคำสั่งที่รัวออกมาเหมือนปืนกล
"ตรงนี้ทำไมใช้วัสดุเกรดนี้? เปลี่ยน!"
"ผู้ช่วยเกล... จดสิ ยืนบื้อทำไม"
"หิวน้ำ... ไปซื้อน้ำส้มคั้นสดมาให้หน่อย ขอแบบที่คั้นใหม่ๆ ไม่ใส่น้ำเชื่อมนะ"
เกวลินต้องวิ่งรอกระหว่างแคมป์คนงานกับร้านรถเข็นหน้าไซต์งานแดดเปรี้ยงๆ จนเหงื่อซึมตามไรผม เธอรู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจ แต่เมื่อหันไปมองภามที่ยืนสั่งงานอยู่กลางแดดโดยไม่บ่นสักคำ เธอกลับรู้สึกแปลกใจ... ผู้ชายคนนี้เปลี่ยนไปมากจริงๆ เขาไม่ได้เป็นแค่คนรวยที่ใช้เงินฟาดหัวคนอื่น แต่เขาคือคนที่ทำงานหนักเพื่อสร้างอาณาจักรนี้ขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อจริงๆ
ในจังหวะที่เธอกำลังเดินถือแก้วน้ำกลับไปหาเขา เกลเกิดสะดุดท่อเหล็กที่วางระเกะระกะจนเสียหลัก
"ว้าย!"
แก้วน้ำส้มกระเด็นหลุดมือ ตัวเธอกำลังจะพุ่งลงไปกระแทกพื้นปูนแข็งๆ แต่ทันใดนั้น อ้อมแขนแข็งแรงก็รวบตัวเธอไว้ได้ทันเวลา ภามคว้าร่างบางเข้ามาปะทะอกกว้างอย่างแรงจนเธอได้ยินเสียงหัวใจของเขาที่เต้นรัวไม่ต่างจากเธอ
"ซุ่มซ่าม!" เขาเอ็ดเสียงดัง แต่แขนกลับกอดเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
"ขอโทษค่ะ... ฉันจะไปซื้อให้ใหม่..."
"ไม่ต้องแล้ว!" ภามดุพลางกวาดสายตามองสำรวจตามตัวเธอเมื่อเห็นว่าเข่าเธอถลอกจนเลือดซึม
"บอกแล้วไงว่าอย่าทำตัวให้ฉันรำคาญ แค่เดินยังเดินไม่เป็น แล้วจะมาดูแลฉันได้ยังไง"
เขาอุ้มเธอขึ้นในท่าเจ้าสาวต่อหน้าคนงานนับสิบ เกวลินตกใจจนหน้าหวอ "คุณภาม! ปล่อยค่ะ คนมองเต็มไปหมดแล้ว"
"ใครจะมองก็ช่าง... ฉันไม่ชอบใช้ของที่มีรอยตำหนิ" เขาเดินดุ่มๆ พาเธอกลับไปที่รถสปอร์ต สั่งให้เลขาฯ ขับรถกลับคฤหาสน์ทันทีโดยไม่สนงานที่ยังค้างอยู่
เมื่อกลับถึงบ้าน ภามกดเธอให้นั่งลงบนโซฟาแล้วเป็นคนเดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาเอง เขาคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ... ท่าทางเดียวกับที่เธอคุกเข่าเช็ดรองเท้าให้เขาเมื่อวาน แต่วันนี้เขากลับคุกเข่าเพื่อทำแผลให้เธอ
"เจ็บหน่อยนะ" เขาเอ่ยเบาๆ ขณะแตะสำลีชุบแอลกอฮอล์ลงบนแผล
เกวลินมองดูศีรษะที่ก้มลงอย่างตั้งใจของภาม ความรู้สึกหน่วงๆ ในใจเริ่มเปลี่ยนเป็นความสับสน... เขาเกลียดเธอจริงๆ หรือแค่กำลังพยายามปิดบังอะไรบางอย่างกันแน่?
"ภาม..." เธอเรียกชื่อเขาเบาๆ โดยลืมใช้คำนำหน้าว่าคุณ
ภามชะงักมือที่กำลังติดพลาสเตอร์ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ กฎข้อที่หนึ่งถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ทั้งคู่จ้องมองกันอยู่นานนับนาที ในความเงียบนั้นมีความโหยหาที่ซุกซ่อนมาตลอดหกปีทะลักออกมา
"อย่าเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงแบบนั้นเกล..." ภามบอกเสียงพร่า
"มันทำให้ฉันอยากจะทำลายกฎข้อที่สามทิ้งซะเดี๋ยวนี้"
เขายื่นมือไปลูบผมที่ปรกหน้าเธอออกอย่างอ่อนโยน ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความรวดเร็ว เขาโน้มตัวขึ้นมาจูบที่หน้าผากเธอแรงๆ หนึ่งทีจนเกิดเสียงดัง ฟอด
"นี่คือค่าทำขวัญที่เธอทำให้ฉันเสียงาน... คืนนี้เตรียมตัวไว้ให้ดี ฉันจะเก็บค่าเสียเวลาทบต้นทบดอกแน่นอน"
เขาผละออกไปพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ทิ้งให้เกวลินนั่งใจสั่นอยู่ลำพัง ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหายเป็นปลิดทิ้ง แต่ความกังวลใจเรื่อง "คืนนี้" กลับทวีคูณขึ้นมาแทนที่
กฎเหล็กที่เขาตั้งไว้... ดูเหมือนคนที่กำลังจะพังมันคนแรก ไม่ใช่เธอ แต่เป็น "เจ้าของกฎ" เสียเอง
