ตอนที่ 5 ชุดคู่
อวิ๋นเซี่ยงปิงนั่งฟังอย่างเพลิดเพลิน เดิมนางคิดว่าหานเทียนอีผู้นี้คงมีความรู้มากกว่าในตำราไม่มากนัก นางต้องการรู้แค่ประสบการณ์ในแต่ละแคว้นของเขาเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าเขาจะมีความรู้ที่ละเอียดและรู้ลึกซึ้งแทบจะคลอบคลุมทุกประเด็นที่สำคัญ
ความรู้ของเขาส่งผลดีต่อการนำมาใช้บริหารบ้านเมืองยิ่ง
หากว่านางมีความรู้ด้านการศึกสงครามก็คงนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่ยากเย็น คิดได้ดังนั้น อวิ๋นเซี่ยงปิงก็กล่าวกับบุรุษที่กำลังนั่งบรรยายไม่ห่างจากกาย
“พรุ่งนี้ข้าจะไปค่ายทหารกั๋วโหย่ว เจ้าไปกับข้าด้วย”
หานเทียนอีแสร้งทำสีหน้าตกใจ แต่ความเป็นจริงไม่ผิดคาดจากที่เขาคิดไว้ “พะย่ะค่ะ”
“เจ้ากลับไปพักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้ออกเดินทางแต่เช้า”
“องค์หญิงไม่อยากให้กระหม่อมปรนนิบัติเข้านอนหรือพะย่ะค่ะ” นัยน์ตาคมเข้มของหานเทียนมองสตรีโฉมงามอย่างหยอกเย้า
เขาไม่ใช่แค่อยากจะกระเซ้าเย้าแหย่นางเท่านั้น แต่หากนางตอบตกลง เขาก็ไม่ลังเลที่จะปรนนิบัตินางถึงบนเตียง
แม้จะเป็นครั้งแรกที่ต้องเอาใจสตรีก็ตาม
อวิ๋นเซี่ยงปิงได้ฟังแทนที่จะเคอะเขิน นางกลับส่งสายตาและน้ำเสียงน่ากลัวตอบกลับ
“ไสหัวไป”
การกระทำของทั้งสองอยู่ภายในสายตาของหยวนเย่ เขาแปลกใจอยู่บ้างที่อวิ๋นเซี่ยงปิงไม่สั่งลงโทษหานเทียนอีสักที หากเป็นบุรุษอื่นคงถูกโบยไปหลายครั้งแล้ว
“พะย่ะค่ะ” หานเทียนอีรับคำ เขาโค้งคำนับแล้วออกจากตำหนักด้วยความรวดเร็ว
‘ตกลงอยากอยู่ปรนนิบัติหรืออยากกลับห้องกันแน่’
อวิ๋นเซี่ยงปิงมุ่นคิ้วมองแผ่นหลังบุรุษที่สาวเท้าออกนอกตำหนักอย่างว่องไวไม่เหลียวหลังหรือชะงักฝีเท้าแม้แต่น้อย
“เจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ”
นางหันมาบอกหยวนเย่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้น เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของเขา จึงกล่าวต่อให้ชัดเจน
“หานเทียนอีผู้นี้มีความสามารถ เพียงแต่นิสัยค่อนข้างเอาแต่ใจ หากเขาไม่ได้คิดร้าย ข้าก็ไม่อยากทำโทษมากนัก ถ้าเขารู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำและซื่อสัตย์ เก็บเขาไว้ข้างกายก็มีประโยชน์”
หยวนเย่เมื่อเข้าใจเจตนาของอวิ๋นเซี่ยงปิงใบหน้าก็ผ่อนคลายขึ้น เห็นทีเขาคงต้องทำให้หานเทียนอีผู้นี้ภักดีต่อองค์หญิงโดยเร็ว
“พะย่ะค่ะ” เขาถวายคำนับก่อนออกไปอีกคน
……..
ขณะที่หานเทียนอีกำลังจะเปลี่ยนชุดเพื่อเข้านอน เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น
“ใคร” เขาส่งเสียงถาม ก่อนเดินไปเปิดประตู
“ข้าเอง”
ผู้ที่ตอบก็คือหยวนเย่ เขาออกจากตำหนักชิงหน่วนก็ตรงมาที่ห้องของหานเทียนอีทันที
“องครักษ์หยวน ท่านมีธุระจะพูดคุยกับข้า หรือองค์หญิงเรียกตัวข้าเข้าเฝ้า”
หยวนเย่ส่งสายตาตำหนิชายหนุ่มที่ยืนตรงข้าม
“ฝันไปเถอะ องค์หญิงไม่เรียกพบบุรุษตอนกลางคืน” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดธุระของตน
“พรุ่งนี้ไปที่ค่ายกั๋วโหย่ว เจ้าจะต้องวางตัวให้เหมาะสม อย่าให้ผู้ใดดูแคลนองค์หญิงได้ อีกอย่าง หวังว่าเจ้าจะช่วยเหลือนางได้”
“หืม ให้ข้าช่วยเหลือองค์หญิง องครักษ์หยวนท่านพูดผิดแล้ว องค์หญิงต่างหากที่ต้องช่วยเหลือข้า”
หานเทียนอีเดินนำอีกฝ่ายเข้าไปในห้องของตน ร่างสูงนั่งบนเก้าอี้แล้วยกกาน้ำชารินใส่ถ้วยให้องครักษ์หนุ่ม
“แต่ท่านไม่ต้องห่วง ข้าสนับสนุนองค์หญิงอย่างเต็มที่แน่นอน”
หยวนเย่รับถ้วยน้ำชาก่อนดื่มรวดเดียวหมดถ้วย
“ดี ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้องค์หญิงต้องขายหน้า”
เขาวางถ้วยน้ำชาก็ลุกหันหลังออกจากห้องโดยไม่สนใจหานเทียนอีที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม
“เหอะ” นัยน์ตาคมมองตาม ริมฝีปากยกยิ้มก่อนเปลี่ยนเป็นสีหน้าครุ่นคิด
เขามาที่นี่ในฐานะนายคณิกา หากแต่งกายด้วยผ้าชั้นดีคงจะกลบรัศมีของผู้อื่นจนหมด แต่จะทำให้องค์หญิงเสียหน้าก็ไม่ได้
……..
เมื่อเริ่มมีแสงแดดสาดส่องบนผืนฟ้าในยามเช้า หานเทียนอีก็ผลักประตูห้องแล้วเดินออกมาด้วยความสดชื่น วันนี้เขาตั้งใจแต่งกายประณีตเป็นพิเศษ
ยามปกติเขาสวมใส่อาภรณ์เพียงสีดำกับสีขาวเท่านั้น เมื่อมาเป็นนายคณิกาในวังจึงมีเสื้อผ้าสีสันสดใสมากขึ้น
จะได้แนบเนียนไม่มีผู้ใดสงสัย
ดังนั้นตอนที่เลือกเสื้อผ้า เขาจึงหยิบชุดสีชมพูลูกท้อมาสวมใส่เพื่อลดความน่าเกรงขาม และเพิ่มความน่าเชื่อถือในการเป็นนายคณิกาของตน
นอกจากนั้นเขายังเลือกพัดมาพกไว้กับตัว แต่ไหนแต่ไรมาเขาพกแต่กระบี่ เมื่อเปลี่ยนเป็นพัดก็รู้สึกว่าใช้ได้ทีเดียว ไม่หนักและคล่องตัว
ขณะที่เขาเดินโบกพัดด้วยความสบายใจไปที่รถม้าของอวิ๋นเซี่ยงปิง ก็พบกับเจ้าของรถม้าคันดังกล่าวระหว่างทาง
วันนี้นางใส่ชุดสีชมพูดอกท้อหวานสดใส บนผมประดับด้วยปิ่นรูปดอกท้อ ทำให้หานเทียนอีมองนางตาไม่กระพริบ ส่วนอวิ๋นเซี่ยงปิงเมื่อเห็นชายหนุ่มในชุดเฉดสีใกล้เคียงกับตนเองก็นิ่งไปเล็กน้อย
บุรุษผู้นี้แม้จะใส่ชุดสีหวาน แต่ก็ไม่ทำให้ความสง่างามของเขาลดลงแม้แต่น้อย กลับทำให้เขาดูราวกับเทพเซียนที่มีอัธยาศัยดี โอบอ้อมอารีต่อผู้คน
ช่วงที่บุรุษและสตรีรูปงามยืนจ้องตากันอยู่นั้น หยวนเย่ก็กระแอมเสียงดัง
“เชิญองค์หญิงขึ้นรถม้าเถอะพะย่ะค่ะ”
เขาพูดพร้อมกับแสดงสีหน้าไม่พอใจใส่หานเทียนอี
บอกให้รักษาหน้าองค์หญิง แต่ดูสิ แต่งกายราวกับนัดกันมา มองเผินๆ เหมือนกับชุดคู่ยิ่งนัก
“เจ้าจะไม่ขึ้นรถหรือ” เขาส่งเสียงถามบุรุษชุดสีชมพูหวาน
“คันเดียวกับองค์หญิง” หานเทียนอีถามด้วยความสงสัย
“เจ้าไปในฐานะผู้ติดตามใกล้ชิด หรือจะขี่ม้าตามไปล่ะ”
หยวนเย่ควันออกหู ใจเริ่มอยากจะให้คนผู้นี้ขี่ม้าไปยิ่งนัก
“อ่อ ไม่ล่ะ ขี่ม้าแล้วเหนื่อย”
หานเทียนอีทำหน้าทะเล้นใส่องครักษ์หนุ่มก่อนจะรีบขึ้นรถม้าด้วยความรวดเร็ว
เรื่องขี่ม้าเขาถนัดเป็นที่สุด แต่การไม่ต้องขี่ม้าเองสบายกว่ากันมากนัก
“เหอะ” หยวนเย่เบ้ปากเล็กน้อย เขากระโดดขึ้นหลังม้าแล้วควบม้านำขบวนของอวิ๋นเซี่ยงปิงออกจากเขตพระราชฐาน
……..
บนรถม้ามีเพียงอวิ๋นเซี่ยงปิงและหานเทียนอีเพียงสองคน บุรุษขมวดคิ้วสงสัยจนอวิ๋นเซี่ยงปิงต้องเอ่ยปากถาม
“มีเรื่องอะไร” นางเห็นสีหน้าเขาราวกับมีเรื่องคับข้องใจจึงอดถามไม่ไหว
“องค์หญิงเสด็จไปไหนมาไหนไม่เรียกนางกำนัลไปด้วยหรือ”
น้ำเสียงของเขาคล้ายกับต้องการบอกนางถึงสิ่งที่ควรทำ
สตรีจ้องมองหน้าเขา ก่อนจะทำท่าทางไม่ใส่ใจ
“พาเจ้ามาด้วยแล้ว จะเอานางกำนัลมาอีกทำไม หรือว่าเจ้าขี้เกียจทำงาน”
หานเทียนอีเลิกคิ้วเล็กน้อย ลืมคิดว่าเป็นหน้าที่ของตนที่ต้องทำแทนนางกำนัลเหล่านั้น เขาปั้นหน้าเคร่งขรึมแล้วกล่าวอย่างจริงจัง
“คราวหลังองค์หญิงควรนำนางกำนัลมาด้วย เรื่องบางเรื่องกระหม่อมเป็นผู้ชายไม่สามารถปรนนิบัติได้”
“ไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องใช้นางกำนัลหรอก” สตรีที่รับฟังอยู่บอกปัด
ออกไปข้างนอกย่อมต้องเตรียมตัวดีอยู่แล้ว ต้องช่วยเหลือตนเองให้ได้ไม่คิดพึ่งพาผู้อื่น
“องค์หญิงต้องคิดเผื่อเรื่องที่ไม่คาดฝันบ้าง” หานเทียนอียังคงพูดจาราวกับสั่งสอนนาง
“คงไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นวันนี้หรอก”
หญิงสาวรีบพูดตัดจบ นางต้องการอยู่คนเดียวเงียบๆ นั่งรถม้าพร้อมกับฟังคนบ่นทำให้เวียนศีรษะขึ้นมาทันใด
เดินทางบนรถม้าประมาณหนึ่งชั่วยามก็ถึงค่ายทหารกั๋วโหย่ว ด้านหน้าประตูค่ายทหารมีทหารจำนวนหนึ่งยืนรอต้อนรับ
หานเทียนอีลงจากรถม้า จากนั้นก็ยืนนิ่งไม่หลบทางให้หยวนเย่เข้าใกล้ประตูรถม้า
“เจ้าเขยิบไป” หยวนเย่พยายามเบียดบุรุษชุดสีหวานให้พ้นทาง
หานเทียนอีทำสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ เขายื่นแขนออกเพื่อรอให้อวิ๋นเซี่ยงปิงจับเพื่อประคองลงรถม้า
“คนกำลังดูเยอะแยะ นี่เป็นหน้าที่ข้า เจ้าเป็นองครักษ์ไปยืนด้านข้างเถอะ”
หานเทียนอีพูดเสียงดังให้พอได้ยินเพียงสองคน
ระหว่างที่พวกเขาแก่งแย่งหน้าที่กันนั้น อวิ๋นเซี่ยงปิงก็ส่งสายตาดุแก่บุรุษทั้งสอง นางจับแขนของหานเทียนอี
“พวกเจ้าอย่าทำให้เสียเรื่อง”
