ตอนที่ 4 เริ่มใกล้ชิด
หานเทียนอีมองสำรวจรอบห้องนอนใหม่ของตน ริมฝีปากยกยิ้มด้วยความภูมิใจ เขาเป็นคนแรกที่ขอห้องนอนส่วนตัวจากองค์หญิงอวิ๋นเซี่ยงปิงได้
ความรู้สึกขุ่นเคืองนางเริ่มจางหายไปแล้ว
อย่างไรเสียก็ไม่เคยมีบุรุษใดได้อภิสิทธิ์เช่นนี้มาก่อน
แต่จะใกล้ชิดสนิทสนมกับองค์หญิงผู้นี้ก็ดูจะยุ่งยากมิใช่น้อย เพราะรอบตัวนางมีแต่บุรุษ ไม่ว่าจะขันทีหรือองครักษ์ โดยเฉพาะหยวนเย่ผู้นั้น สายตาที่จ้องมองนายสนมแต่ละคนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ช่างเหมือนสุนัขรับใช้ที่ซื่อสัตย์และหวงเจ้าของเสียจริง
“ใครจะอยากได้ผู้หญิงแบบนี้กัน มีแต่ผู้ชายล้อมรอบ” เขาครุ่นคิดเล็กน้อย
“ที่ไม่เรียกนายคณิกาปรนนิบัติตอนกลางคืน หรือว่านางจะเรียกองครักษ์ไปรับใช้แทน”
นัยน์ตาคมวาววาบชั่วพริบตาก่อนมีแววตาที่ปกติ
“ข้าอาจจะคิดมากไปก็ได้ แต่ไม่ว่านางจะมีรสนิยมแบบใดก็สมน้ำหน้าพวกองค์ชายต่างแคว้นอยู่ดี”
บุรุษร่างสูงกล่าวดังนั้นก็เข้าพักผ่อน เขาไม่จำเป็นต้องเตรียมพร้อมสำหรับแบบทดสอบเลยสักนิด
........
แสงตะวันส่องแสงในยามเช้า หานเทียนอีก็เดินอ้อยอิ่งไปยังที่ทำการทดสอบ ที่เขาไปก่อนเวลานัดหมายไม่ใช่ตื่นเต้นหรือประหม่าแต่อย่างใด แต่เพราะต้องการสอดส่องบุคคลภายในตำหนักชิงหน่วนของอวิ๋นเซี่ยงปิงโดยไม่มีผู้ใดสงสัย
เห็นเหล่าบุรุษรูปงามที่อวิ๋นเซี่ยงปิงรับมาจากหออี้หลาน บางคนยืนบางคนนั่งรอนางด้วยความกระตือรือร้น แต่ละคนล้วนแต่งกายประณีตบรรจง สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังจะได้รับความโปรดปราน
หานเทียนอีอมยิ้มมุมปากเล็กน้อย ข่าวลือที่ว่าองค์หญิงทรงโปรดนายคณิกาไม่สนใจเรื่องบ้านเมืองคงเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว
ถึงเขาจะอยู่ที่ตำหนักองค์หญิงเป็นวันที่สอง แต่ก็เห็นว่าไม่มีบุรุษผู้ใดได้ปรนนิบัติอวิ๋นเซี่ยงปิงเลยสักคน
ขณะที่กำลังอมยิ้มพึงพอใจ ก็เห็นบรรดานางกำนัลเดินเรียงแถวผ่านหน้าของเขาไป พวกนางพูดคุยกันเสียงเบาแต่หูของเขากลับได้ยินชัดเจน
“วันนี้องค์หญิงทรงมีระดู ต้องดูแลเรื่องความสะอาดดีๆ นะ”
รอยยิ้มที่มีเพียงน้อยนิดถูกเก็บกลับไปอย่างรวดเร็ว หรือว่าที่องค์หญิงไม่เรียกบุรุษเข้าปรนนิบัติเพราะอยู่ในช่วงที่มีรอบเดือน
เขาอาจจะคิดผิดไปสินะ อุตส่าห์คิดว่านางยังมีความหยิ่งในเกียรติของตัวเองอยู่บ้าง
........
“คนมาใหม่ผู้นั้นผลการทดสอบเป็นอย่างไรบ้าง”
อวิ๋นเซี่ยงปิงนอนเอนกาย มือเรียวหยิบผลไม้เข้าปากด้วยท่าทางเกียจคร้าน
“หานเทียนอีผู้นั้นผ่านการทดสอบแล้วพะย่ะค่ะ ตอบถูกทุกข้อด้วย”
“อ่อ หานเทียนอี ข้าคงต้องจำชื่อเขาเสียแล้ว”
นัยน์ตาหวานมองหยวนเย่องครักษ์คู่ใจ ยังไม่ทันเอ่ยคำใดบุรุษก็กล่าวรายงานในเรื่องที่นางต้องการรู้
“ข้าส่งคนไปสืบข่าวหานเทียนอีผู้นี้แล้ว เขาเสียพนันจริงตามที่บอก จึงต้องขายทรัพย์สินใช้หนี้และขายตัวเป็นนายคณิกาพะย่ะค่ะ ส่วนเรื่องครอบครัวสืบแล้วไม่มีข้อมูล คาดว่าน่าจะเป็นคนแคว้นอื่น”
“แคว้นอื่นงั้นหรือ เขาเป็นสายลับปลอมตัวเขามาหรือไม่”
“ไม่น่าใช่พะย่ะค่ะ พวกสายลับของแคว้นอื่นที่ลักลอบเข้ามาทยอยจัดการทิ้งหมดแล้ว”
หยวนเย่ประสานมือรายงานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“อืม พวกนั้นคอยส่งคนมาสอดส่องข้าตลอด หากข้าไม่เรียกนายสนมมาปรนนิบัติบ้างคงจะผิดสังเกต”
อวิ๋นเซี่ยงปิงหยิบสมุดใกล้มือขึ้นมาเปิดดู ภายในมีรูปบุรุษที่นางรับตัวเข้าวังพร้อมรายละเอียดของแต่ละคน
“นำตัวหลานไท่จวิ้นและนิ่งเก๋อเฟิงเข้ามา ให้พวกเขาเตรียมการร่ายรำมาด้วย”
“พะย่ะค่ะ” หยวนเย่ส่งสัญญาณให้องครักษ์คนอื่นไปทำตามคำสั่งของหญิงสาว
องครักษ์ผู้นั้นหายไปไม่นานนักก็นำบุรุษรูปงามแต่รูปร่างบอบบางอ้อนแอ้นสองคนเข้ามาภายในตำหนัก เพียงแต่คนทั้งสามยังไม่ทันเดินมาถึงหน้าอวิ๋นเซี่ยงปิง ก็มีร่างสูงใหญ่ของบุรุษอีกคนเดินตามเข้ามา
นัยน์ตาหวานขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์มองผู้ที่ไม่ได้เชิญมาด้วยความสงสัย
“หานเทียนอี ข้าคงจำชื่อเจ้าไม่ผิด เจ้ามาที่นี่ทำไม”
“กระหม่อมต้องการมาปรนนิบัติองค์หญิงพะย่ะค่ะ”
บุรุษรูปงามร่างสูงใหญ่คำนับองค์หญิงผู้เลอโฉมด้วยความนอบน้อม เขาไม่รอให้สตรีอนุญาตก็นำตัวเองไปนั่งอยู่ด้านข้างกายของนาง
มือเรียวใหญ่หยิบจับกาน้ำร้อนมาชงกับสิ่งของที่นำติดตัวมา
“เจ้าจะทำอะไร” อวิ๋นเซี่ยงปิงขมวดหัวคิ้ว อารมณ์เริ่มขุ่นมัว ชายผู้นี้ควรถูกจับลงโทษยิ่งนัก ชอบทำนอกเหนือคำสั่งทุกครั้ง
“กระหม่อมได้ยินมาว่าองค์หญิงทรงมีระดู จึงชงน้ำตาลทรายแดงใส่ขิงและพุทราจีนให้พะย่ะค่ะ”
เขาพูดน้ำเสียงเอาอกเอาใจ ตั้งแต่เกิดมานอกจากญาติผู้ใหญ่ของตน เขาก็ไม่เคยปฏิบัติเช่นนี้กับผู้ใด
สตรีมองถ้วยน้ำที่บุรุษตั้งใจชงให้ เมื่อเขาหยิบส่งมาให้นางจึงรับอย่างเสียไม่ได้
“คราวหลังอย่าทำนอกเหนือคำสั่ง”
อวิ๋นเซี่ยงปิงตักเตือนเขาอีกครั้ง
ทว่า ยังไม่ทันที่นางจะกล่าวจบ มือหนาของหานเทียนอีก็เอื้อมมาจับเท้าเรียวของนางไปนวดอย่างถือวิสาสะ
“หากองค์หญิงไม่อยากให้กระหม่อมปรนนิบัติ ก็เรียกนางกำนัลมาปรนนิบัติสิพะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่อาจทนเห็นองค์หญิงไม่สบายพระวรกายได้ ไม่ใช่แค่กระหม่อม แต่พวกเขาทั้งหมดก็เช่นกัน”
เขาพูดจบก็ผายมือไปทางบรรดาองครักษ์ที่ยืนไม่ไกล รวมถึงหลานไท่จวิ้นและนิ่งเก๋อเฟิงที่รอร่ายรำให้นางชม
เดิมทีอวิ๋นเซี่ยงปิงจะสั่งทำโทษหานเทียนอี แต่เมื่อดวงตางามเห็นหลายสายตาที่จับจ้องมาทางตนก็ชะงักทันที
‘เขาแสดงออกถึงความห่วงใยเช่นนี้ หากข้าทำโทษเขาคงถูกตำหนิ’
คิดดังนั้นอวิ๋นเซี่ยงปิงจึงสั่งให้แต่ละคนทำหน้าที่ของตนเอง ส่วนหานเทียนอีนางแค่ชักเท้าให้หลุดจากการกอบกุมจากฝ่ามือเขา แล้วไล่เขาไปนั่งอีกฝั่งของตำหนัก
“หากข้าต้องการให้รับใช้จะเรียกเอง”
‘หึ ถือว่าข้าทำงานไปแล้ว ไม่อยากรับก็ตามใจ’ ริมฝีปากของชายหนุ่มยกเล็กน้อยแล้วจางหายไปอย่างรวดเร็ว ดีเสียอีกที่จะได้อยู่กินฟรี ไม่ต้องทำงานตอบแทน
‘แต่นางตอนมีรอบเดือนช่างใจดีกว่าเวลาปกติเสียจริง ไม่เช่นนั้นคงสั่งทำโทษข้าแล้ว’
แม้ว่านางจะใจดี แต่ว่าเขาก็จะไม่ทำให้เสียความตั้งใจเดิมของตน
........
เข้าสู่ยามซวี (19.00 น.) อวิ๋นเซี่ยงปิงเรียกตัวหานเทียนอีเข้าพบนาง
บุรุษร่างสูงเดินเยื้องย่างอย่างเกียจคร้าน หลังจากที่เขาได้ดูการร่ายรำของหลานไท่จวิ้นและนิ่งเก๋อเฟิงเสร็จก็กลับมานอนพักที่ห้องส่วนตัวของตน การอยู่ในวังเฉยๆ ช่างน่าเบื่ออย่างยิ่ง เขาจึงนอนหลับงีบหนึ่งก่อนที่จะลุกมารับประทานอาหารเย็น
กินเสร็จหยวนเย่ก็มาเรียกเข้าเฝ้าพอดี
“คารวะองค์หญิง” เขาทำน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายให้สตรีตรงหน้าได้ยิน
อวิ๋นเซี่ยงปิงมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเยือกเย็น คนอื่นหวังจะทำงานเอาใจนาง แต่ดูคนผู้นี้ช่างน่ารำคาญสายตายิ่งนัก
“ข้าเลี้ยงดูเจ้าอย่างดี อย่าทำตัวเกียจคร้าน”
“กระหม่อมก็ไม่ได้อยากเกียจคร้าน แต่องค์หญิงไม่ค่อยอยากจะรับการปรนนิบัติจากกระหม่อมเท่าใดนัก”
สตรีได้ฟังก็เม้มปากคล้ายกับขุ่นเคือง นี่นางกำลังตำหนิเขา แต่กลับถูกเขาต่อว่าเสียเอง
“เหอะ เจ้าน่ะหรือ ร่ายรำก็ไม่เป็น ดีดฉินดีดพิณก็ได้แค่ไม่กี่เพลง ข้าเรียกเจ้ามาเพราะถึงเวลาเล่าเรื่องราวแต่ละแคว้นให้ข้าฟังแล้ว”
นางเดินไปนั่งที่โต๊ะทรงอักษร มือเรียวหยิบพู่กันเผื่อว่ามีสิ่งสำคัญที่ต้องจดบันทึก
“เล่าเรื่องหรือ สอนก็คือสอน”
หานเทียนอีหัวเราะเล็กน้อย แค่ใช้คำว่า ‘สอน’ สตรีผู้นี้ยังไม่พูดตรงๆ นางกลัวเสียหน้าหรืออย่างไร
“อย่าเสียเวลา” อวิ๋นเซี่ยงปิงสั่งเขา ข้อมือเรียวตั้งท่าพร้อมจะสะบัดทุกเมื่อ
เมื่อเห็นหยวนเย่จับฝักกระบี่ บุรุษรูปงามจึงหยุดต่อล้อต่อเถียง เขานั่งเลือกเก้าอี้ตัวที่ไม่ไกล จากอวิ๋นเซี่ยงปิง จากนั้นก็เริ่มเล่าประวัติของแคว้นต้าอู้ให้นางฟัง
เยื้องย่าง : ก. เดินอย่างมีลีลา เดินอย่างมีท่างาม ใช้ในความประชดก็มี ย่างเยื้อง ก็ว่า
