ตอนที่ 2 กระหม่อม หานเทียนอี
หน้าหออี้หลาน
รถม้าส่วนตัวขององค์หญิงอวิ๋นเซี่ยงปิงจอดลง ณ ตำแหน่งประจำ สตรีเรือนร่างอรชรลงจากรถม้าอย่างสง่างามและคล่องแคล่ว วันนี้นางเดินทางมากับบรรดาองครักษ์หนุ่มที่รูปร่างหน้าตาดี ไม่มีนางกำนัลเดินทางมาด้วย ทำให้บรรยากาศรอบตัวเหมือนเหล่าภมรรุมล้อมบุปผางาม
“ดูสิ พระอาทิตย์ยังไม่ทันอยู่กลางกระหม่อม องค์หญิงก็เสด็จมาหออี้หลานอีกแล้ว”
เสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของบรรดาผู้ที่สัญจรผ่านไปมาหน้าอาคารดังกล่าวเกิดขึ้นอีกครั้ง
“องค์หญิงอาจจะยังไม่เจอบุรุษที่ถูกใจ หากข้าได้ปรนนิบัติสักครั้ง รับรองว่าจะติดใจจนให้ข้าเป็นพระสวามีเลยก็ได้”
ชายหนุ่มผู้แต่งกายต่างถิ่น เห็นได้ชัดว่าเดินทางมาดูอวิ๋นเซี่ยงปิงตามข่าวลือที่ฟังมา พูดเสียงดังอย่างไม่ใส่ใจผู้คนรอบข้าง
ทว่าถ้อยคำดังกล่าวล้วนได้ยินไปถึงหูของบรรดาองครักษ์ ทันใดนั้น องครักษ์รูปงามร่างสูงนายหนึ่งเดินเลี้ยวจากปากทางเข้าหออี้หลานมายังบุรุษวาจาสามหาว ไม่รอช้าก็จับคนผู้นั้นไปกอดเสาต้นที่อยู่ใกล้ มือหนาใช้ฝักกระบี่แทนไม้พลองแล้วลงมือฟาดไม่ยั้ง
จากชุดสีฟ้าอ่อนที่ถูกสวมใส่ เมื่อถูกโบยไม่นานก็เห็นโลหิตซึมเปื้อนขึ้นมาที่บริเวณสะโพก
ยังดีที่ดูออกว่าเป็นคราบโลหิตจากการถูกเฆี่ยนตี มิเช่นนั้นอาจทำให้คนเข้าใจผิดคิดไปไกล
ผู้เห็นเหตุการณ์ต่างรู้สึกเจ็บบั้นท้ายแทนชายหนุ่มผู้นั้น แต่บางคนก็แอบหัวเราะเยาะให้กับท่าทางปากดีของเขาเมื่อสักครู่
........
“เหมือนเดิม” อวิ๋นเซียงปิงย่างเท้าเรียวเล็กเข้าห้องส่วนตัวที่ใช้เป็นประจำ นางเอ่ยปากบอกผู้ดูแลหออี้หลานสั้นๆ แต่เป็นอันเข้าใจกัน
ไม่นานนักก็มีบุรุษรูปงามหลายคนสวมชุดเนื้อผ้าบางเบาเผยให้เห็นเรือนร่างที่กำยำน่าลูบไล้ออกมาเต้นรำตรงหน้าอวิ๋นเซี่ยงปิง สตรีเหลือบดวงตาสวยหวานมองอย่างไม่ใส่ใจนัก
นางมาที่นี่จนเรียกได้ว่าเป็นขาประจำ เห็นจนเบื่อ พวกผู้ชายก็แค่นี้ ไม่เห็นจะมีอะไรยั่วยวนเลยแม้แต่น้อย
คิดได้ไม่ทันไรก็มีบุรุษรูปงามดั่งเทพเซียนคล้ายกับไม่แยแสความเป็นไปของโลก รูปร่างเขาสูงใหญ่ดั่งภูผาที่มิอาจทลาย บุคลิกโดดเด่นกว่าบุรุษผู้ใดที่นางเคยได้พบเดินถือถาดใส่กาสุราเข้ามาอย่างอ้อยอิ่งเนิบช้า
อวิ๋นเซี่ยงปิงละสายตาจากการแสดงหันมามองบุรุษผู้นั้นเต็มสองตา
จากที่ไม่สนใจกลายเป็นเผลอตัวจ้องมองชายหนุ่มตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ในใจหญิงสาวพลันหวั่นไหวเล็กน้อย แต่คลื่นอารมณ์เล็กๆ นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วก็จางหายไป
บุรุษผู้มาใหม่ก้มลงนั่งข้างกายนาง เขาวางถาดใส่กาสุราลงบนโต๊ะ จากนั้นก็บรรจงรินสุราใส่จอกแล้วส่งให้นาง
นัยน์ตาคมที่ไม่สามารถหยั่งถึงความคิดได้ มองอวิ๋นเซี่ยงปิงราวกับจะสำรวจเข้าไปในจิตใจและความคิดนางให้ทะลุปรุโปร่ง
“องค์หญิง สุราพะย่ะค่ะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่มีเสน่ห์ดังขึ้นส่งผลให้อวิ๋นเซี่ยงปิงสะดุ้งจากภวังค์
“อืม” นางรับมาจิบสุราเพียงเล็กน้อยแล้วจึงวางจอกสุราลง ใบหน้างามละความสนใจจากบุรุษผู้นั้นทันที
บุรุษผู้มีรูปร่างหน้าตาเช่นนี้มองไปก็ส่งผลต่อจิตใจ สู้นางดูบุรุษงามที่พบเห็นได้ทั่วไปดีกว่า
เพียงแต่ชายหนุ่มดูเหมือนไม่ยอมให้หญิงสาวละเลยตน เขานั่งลงด้านข้างอย่างเอาแต่ใจ หยิบทุกอย่างบนโต๊ะส่งให้กับนาง
อวิ๋นเซี่ยงปิงเริ่มแรกก็ไม่ใส่ใจ เมื่อชายหนุ่มป้อนผลไม้ให้นางก็อ้าริมฝีปากอวบอิ่มรับผลไม้นั้น แต่พอบ่อยเข้าก็เกิดความรำคาญแทน
“พอแล้ว” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ดังมากแต่เจือไปด้วยความไม่พอใจ เหล่าทหารองครักษ์เริ่มกวาดสายตามองไปยังบุรุษผู้นั้นทันที
เผื่อองค์หญิงสั่งลงโทษ จะได้ลงมือรวดเร็วฉับไว
บุรุษที่ถูกขึ้นเสียงใส่ไม่มีทีท่าประหม่าตกใจเลยแม้แต่น้อย เขาเลิกคิ้วขึ้นคล้ายกับแปลกใจ ริมฝีปากบางยกขึ้นแล้วก็กลับมาเป็นปกติโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
นางดูไม่คล้ายสตรีที่ลุ่มหลงบุรุษเลยแม้แต่น้อย ช่างน่าสนใจยิ่งนัก
“องค์หญิงอย่าทรงกริ้วเลย กระหม่อมเพิ่งมาทำงานที่หออี้หลานได้ไม่กี่วัน องค์หญิงเป็นแขกรายแรกที่กระหม่อมปรนนิบัติ”
เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลน่าหลงใหล ขนาดอวิ๋นเซี่ยงปิงซึ่งหงุดหงิดอยู่ยังต้องหันกลับมามองเขาให้ละเอียดอีกรอบอีกครั้ง
“เจ้าชื่ออะไร และปรนนิบัติอะไรได้บ้าง”
“กระหม่อมชื่อหานเทียนอี ไม่ถนัดการร่ายรำและดนตรี แต่เรื่องโคลงกลอน หมากรุก หรือทายปัญหาเชาว์ล้วนไม่เป็นรองใคร กล่าวได้ว่าหากกระหม่อมเป็นที่สอง ก็ไม่มีผู้ใดเป็นที่หนึ่ง”
เขาตอบอย่างคล่องแคล่ว ดูเย่อหยิ่งแต่ไม่ทำให้คนฟังรู้สึกหมั่นไส้
“ชื่อดี เพราะชื่อนี้ถึงทำให้เจ้ามีความมั่นใจเช่นนี้สินะ” สตรีหยิบจอกสุราขึ้นมาจิบอีกครั้ง
“ความรู้ด้านอื่นล่ะ มีหรือไม่”
ระหว่างที่ถามอวิ๋นเซี่ยงปิงก็ขยับข้อมือ อัญมณีบนกำไลสะท้อนกับแสงแดดเกิดเป็นประกายสีสันสวยงาม
นัยน์ตาคมของชายหนุ่มหดรัดรวดเร็วเหมือนสายลมพัดผ่านแล้วก็กลับมาปกติ ในชั่วพริบตาองครักษ์ก็ชักกระบี่มาพาดอยู่ที่ข้างคอของเขา
หานเทียนอีแสร้งทำเป็นสะดุ้งตกใจ แต่ยังวางมาดไม่กลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“องค์หญิงเล่นอะไรหรือพะย่ะค่ะ” นิ้วเรียวยาวลูบบนกระบี่อย่างแผ่วเบา
“เจ้าไม่เป็นวรยุทธหรอกหรือ”
อวิ๋นเซี่ยงปิงเริ่มสนใจหานเทียนอีผู้นี้ เขาดูไม่เหมือนบุรุษในหอสังคีต หน้าตาบุคลิกแตกต่างมากเหลือเกิน
“เจ้ามาทำงานที่นี่ต้องการสิ่งใด เดิมทำงานอะไร” นางยิงคำถามต่อเนื่อง ไม่สนว่าเขาจะฟังทันหรือไม่
ริมฝีปากบางของชายหนุ่มยกยิ้ม นิ้วเรียวจากที่ลูบบนกระบี่ก็เปลี่ยนมาดันข้อมือองครักษ์ผู้นั้นออก องครักษ์เห็นสายตาของอวิ๋นเซี่ยงปิงก็เก็บกระบี่แล้วกลับไปยืนที่เดิม
“กระหม่อมไม่เป็นวรยุทธ แต่สามารถหลบได้หากเป็นกระบวนท่าที่ง่าย”
“แล้วทำไมไม่หลบ” ยังไม่ทันได้ตอบทุกข้อ นางก็เพิ่มคำถามใหม่ให้
หานเทียนอีเคลื่อนกายใหญ่ของตนเข้าไปใกล้หญิงสาวยิ่งขึ้น เขาโน้มตัวลงให้ระดับใบหน้าตนอยู่ระดับเดียวกับดวงหน้างาม
“องค์หญิงเปรียบเหมือนเจ้าชีวิต ใยกระหม่อมจึงต้องหลบ กระหม่อมจะอยู่หรือตายก็แล้วแต่พระประสงค์ได้เลย”
กล่าวดังนั้น เขาก็ขยับกายนั่งตัวตรงท่าทางสง่าผ่าเผย
“กระหม่อมเสียพนันจึงมีหนี้ก้อนโต เมื่อก่อนเป็นบัณฑิต ไม่จำเป็นต้องทำงานอะไร แต่พอมีหนี้เลยเข้าเมืองคิดว่าจะเป็นนายคณิกา”
คลื่นความตกใจไหวผ่านในความรู้สึกของอวิ๋นเซี่ยงปิง ก่อนเก็บอารมณ์ให้เป็นปกติ
“ปากดีเสียจริง อยากจะเป็นนายคณิกาทั้งที่มีความรู้ ไม่ละอายใจ รู้สึกเสียศักดิ์ศรีบ้างเลยหรือ”
หานเทียนอีคลี่ยิ้มยั่วยวน มือหนาหยิบผลไม้ตรงหน้าเข้าปากตนโดยไม่เกรงกลัว
“ก็ไม่นะ กระหม่อมมีของดีย่อมไม่อยากเก็บไว้ เป็นนายคณิกาเพื่อให้สตรีรู้ว่าความสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไร”
นัยน์ตาคมของเขามองสตรีตรงหน้าราวกับเห็นขนมหวาน
วาจาโอหังอวดดีเช่นนี้ทำให้อวิ๋นเซี่ยงปิงหน้าแดงระเรื่อทันที “สกปรก”
“ยังไม่สกปรกพะย่ะค่ะ ยังไม่เคยทำมาก่อน กระหม่อมตั้งใจไว้ว่าจะเป็นนายคณิกาให้กับสตรีเพียงนางเดียว นางต้องการสิ่งใด กระหม่อมก็จะทำสิ่งนั้น จะแสดงเป็นคุณชายที่สง่างาม เป็นบุรุษผู้สูงศักดิ์ หรือเป็นชายที่เร่าร้อนบนเตียงก็ล้วนตามใจนาง เปรียบเทียบก็คงไม่ต่างจากนางสนมในวัง”
สตรีฟังคำก็นิ่งไปครู่หนึ่ง นางมุ่นคิ้วโดยไม่รู้ตัว ในหัวเพียงคิดว่าถ้าเก็บบุรุษผู้นี้ไว้ข้างกายก็คงไม่เลว
“ดี เช่นนั้นก็ตามข้าเข้าวัง แต่หากข้าตรวจสอบพบว่าเจ้าคิดไม่ซื่อ คิดคดทรยศ โทษตายสถานเดียว”
นางหันไปทางองครักษ์ส่งสัญญาณมือ องครักษ์นายหนึ่งค้อมตัวแล้วออกไปทันที ไม่ต้องบอกหานเทียนอีก็รู้ได้ว่าองครักษ์คงไปสืบประวัติของเขาอย่างละเอียด
“ขอบพระทัยองค์หญิง กระหม่อมจะปรนนิบัติพระองค์เป็นอย่างดีพะย่ะค่ะ”
บุรุษรูปงามส่งรอยยิ้มพร้อมขยิบตาให้สตรีตรงหน้า ไม่เพียงแต่อวิ๋นเซี่ยงปิงที่นิ่งงันไป บรรดาองค์รักษ์ที่จับจ้องอยู่ต่างก็ตกตะลึง เพราะเมื่อเขาปั้นหน้านิ่งช่างดูหยิ่งทะนงและแสนเย็นชา แต่เมื่อเขายิ้มทั้งดวงตาและริมฝีปาก กลับส่งผลต่อจิตใจผู้พบเห็นอย่างมาก กล่าวว่าเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ก็ไม่เกินจริง
