บทที่ 2
ทันทีที่ฉันก้าวเข้าไปในบ้านของพ่อแม่ โทรศัพท์ในมือก็เริ่มสั่นไม่หยุด
ฉันก้มมองหน้าจออย่างเฉยชา มีการแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาถึงเจ็ดรายการจากแอปข่าวสามแห่ง และพาดหัวข่าวแทบทั้งหมดก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
“ดาวรุ่งแห่งวงการธุรกิจประกาศหมั้นกลางงานเลี้ยง อดีตแฟนสาวอาละวาดจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่”
“บุตรสาวคนโตแห่งตระกูลเวลส์ถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีปัญหาทางจิตใจ หลังสร้างความวุ่นวายในงานหมั้นของน้องสาว”
เพียงข่าวแรกก็มีความคิดเห็นมากกว่าสองร้อยข้อความแล้ว
“แฟนเก่าที่ไม่ยอมตัดใจนี่น่ารำคาญที่สุด”
“น้องสาวสวยขนาดนั้น ผู้ชายเลือกถูกคนแล้ว”
“ฉันอยู่ในงาน เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นซีดเหมือนผี น่ากลัวมาก”
“โรคทางจิตนี่เป็นกรรมพันธุ์ของบ้านนี้หรือเปล่า”
“มีแค่ฉันไหมที่คิดว่านี่เป็นการสร้างกระแส อยากดังจนเสียสติแล้วมั้ง”
แม่นั่งอยู่บนโซฟา มือทั้งสองประสานกันแน่น ส่วนพ่อยืนอยู่ข้างหน้าต่างโดยหันหลังให้ประตู
“พ่อให้บริษัทประชาสัมพันธ์จัดการเรื่องนี้แล้ว แต่คลิปมันกระจายเร็วเกินไป...”
แม่พูดเสียงเบาราวกับกลัวว่าบางสิ่งจะพังทลายลง “คู่แข่งของบริษัทคัลลัมกำลังฉวยโอกาสจากเรื่องนี้และโหมกระแสกันใหญ่”
เธอเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ
“เมื่อกี้โซเฟียโทรมา เธอบอกว่าลูกเสียใจมากจนเกือบเป็นลมในงาน เธอบอกว่าทั้งเธอและคัลลัมเป็นห่วงลูกมาก”
ฉันจ้องหน้าแม่เขม็ง
“แม่เชื่อคำพูดของเธอเหรอ?”
แม่หลบสายตาฉัน
“เอวีรา ชื่อเสียงของตระกูลสำคัญมาก ตอนนี้ทุกคนกำลังพูดถึงเรื่องนี้ วันนี้เพื่อนของพ่อที่สโมสรยังถามเขาโดยตรงเลยว่าลูกสาวของพวกเรามี...ปัญหาทางจิตหรือเปล่า”
พ่อหันกลับมา สีหน้าไม่น่าดูเลยแม้แต่น้อย
ในมือเขาถือแท็บเล็ตอยู่เครื่องหนึ่ง ก่อนจะหมุนหน้าจอมาให้ฉันดู
บนหน้าจอเป็นอันดับคำค้นหายอดนิยมในทวิตเตอร์ของท้องถิ่น และอันดับสามก็คือ #เอวีราเวลส์ พร้อมสัญลักษณ์ไฟที่บ่งบอกว่ากำลังเป็นกระแสร้อนแรง
“ติดเทรนด์แล้ว”
พ่อพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “นามสกุลของตระกูลเรากลายเป็นตัวตลกของคนทั้งอินเทอร์เน็ตเพราะเรื่องอื้อฉาวนี้ รู้ไหมว่ามันหมายความว่าอะไร? ทุกแบรนด์ที่เราทำงานด้วย ทุกสังคมที่น้อง ๆ ของลูกจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในอนาคต ทุกคนกำลังนั่งดูเรื่องนี้เป็นเรื่องขำขัน”
เขาเดินเข้ามาหาฉันทีละก้าว
“เลขาฯ คณะกรรมการบริษัทก็โทรมาแล้ว เดิมทีบริษัทของคัลลัมกำลังเจรจาธุรกิจกับเรา แต่ตอนนี้หลังเกิดเรื่องนี้ขึ้น พวกเขาเริ่มลังเล”
พ่อหยุดอยู่ตรงหน้าฉัน
“ลูกต้องไปพักอยู่ที่สถานพักฟื้นสักระยะ จนกว่าเรื่องทั้งหมดจะเงียบลง”
“สถานพักฟื้นงั้นเหรอ?”
ฉันหัวเราะออกมาอย่างเหลืออด
“เพียงเพราะแฟนเก่าทิ้งฉัน ฉันต้องถูกส่งไปขังไว้ที่นั่นงั้นเหรอ?”
“มันเป็นสถานพักฟื้นด้านจิตวิทยา”
แม่รีบแก้ แต่ในขณะเดียวกันนิ้วของเธอกลับบีบเข้าหากันแน่นกว่าเดิม “โซเฟียบอกว่าเธอช่วยติดต่อแพทย์ที่ดีที่สุดให้ได้ เธอบอกว่าลูกไม่เคยก้าวผ่านอดีตมาได้เลย และการเห็นลูกเป็นแบบนี้ทำให้เธอเจ็บปวดมาก”
เลือดในตัวฉันเดือดพล่านขึ้นมาทันที
โซเฟียวางบททุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว
พี่สาวผู้บอบช้ำทางจิตใจ อ่อนไหวเกินกว่าจะรับความจริงได้ และจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา
ส่วนตัวเธอเองคือ น้องสาวแสนดีที่คอยห่วงใยทุกอย่าง ถึงขั้นยอมเหนื่อยเพื่อการฟื้นฟูของพี่สาว
“ฉันไม่ไป”ฉันตอบสั้น ๆ
“ทุกอย่างที่เธอทำก็เพื่อหวังดีกับลูกนะ!” แม่ขึ้นเสียงทันที ก่อนจะรีบลดระดับลงเหมือนกลัวคนอื่นได้ยิน “เอวีรา ลูกต้องไปอยู่ที่สถานพักฟื้นบนภูเขาสักพักจนกว่ากระแสจะซาลง อินเทอร์เน็ตไม่มีความทรงจำหรอก อีกไม่กี่สัปดาห์พวกเขาก็จะไปสนใจข่าวซุบซิบเรื่องใหม่เอง”
“ฉันไม่ไป”ฉันย้ำอีกครั้ง
พ่อเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดตรงหน้าฉัน
“นี่ไม่ใช่เรื่องที่ลูกมีสิทธิ์เลือก ลองดูสภาพตัวเองตอนนี้สิ”
เขาชี้ไปที่โทรศัพท์ของฉัน
หน้าจอสว่างขึ้นอีกครั้งพร้อมการแจ้งเตือนใหม่ ภาพในข่าวคือภาพตอนที่ฉันหันหลังเดินออกจากงาน ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาว่างเปล่า และมีคำบรรยายใต้ภาพว่า
“หัวใจสลาย”
“รูปนี้” พ่อพูดช้า ๆ ทีละคำ “ถูกเอาไปทำเป็นมีมแล้ว ผู้ช่วยของพ่อเพิ่งส่งมาให้ดูเมื่อกี้ ทั้งอินเทอร์เน็ตกำลังหัวเราะเยาะตระกูลเราอยู่ ถ้าลูกยังอยู่ที่นี่ เรื่องทุกอย่างจะยิ่งแย่กว่าเดิม พรุ่งนี้เช้าจะมีรถมารับ”
ฉันหันไปมองแม่
เธอยังคงก้มหน้ามองเข่าของตัวเอง ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา
และในวินาทีนั้นเอง ฉันก็เข้าใจอย่างถ่องแท้
สำหรับบ้านหลังนี้ หน้าตาสำคัญกว่าความจริง
ธุรกิจสำคัญกว่าลูกสาว
ฉันไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว ก่อนจะหันหลังเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน
ข้างหลังฉัน เสียงของแม่ดังแว่วมาด้วยความระมัดระวัง
“ต้องให้เธอกินยาหรือเปล่า...หรือให้หมอสั่งยาระงับประสาทมาดี...”
ห้องนอนของฉันยังคงเหมือนตอนสมัยเป็นวัยรุ่นไม่มีผิด
ฉันนั่งลงที่ขอบเตียง และเป็นครั้งแรกที่ยอมปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมา
เสียงสะอื้นทั้งหมดถูกกดไว้ในหมอนจนแทบหายใจไม่ออก
เมื่อร้องไห้จนไม่มีน้ำตาเหลืออีก ฉันจึงลุกขึ้น หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและปิดการแจ้งเตือนจากโซเชียลมีเดียทั้งหมด
จากนั้นฉันก็ทำเรื่องโง่ ๆ อย่างหนึ่ง
ฉันล็อกอินเข้าอีเมลเก่าที่แทบจะถูกลืมไปแล้ว
มันคืออีเมลสมัยมหาวิทยาลัยที่ใช้ชื่อว่า “E.H. Ellis”
ฉันแค่อยากหาบางอย่าง อะไรก็ได้ที่พิสูจน์ว่าครั้งหนึ่งฉันเคยเป็นคนอีกคนหนึ่ง เคยมีชีวิตอีกแบบหนึ่ง
ในกล่องจดหมายมีอีเมลที่ยังไม่ได้อ่านหลายพันฉบับ
ฉันเลื่อนลงไปเรื่อย ๆ อย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งสะดุดเข้ากับอีเมลตอบกลับอัตโนมัติเมื่อห้าปีก่อน หัวข้อเขียนไว้ว่า
“หนังสือรับรองการยื่นคำขอสิทธิบัตร”
ฉันกดเปิดทันที
ไฟล์แนบด้านในคือสำเนาสิทธิบัตรที่ฉันลืมไปนานแล้ว เป็นการปรับปรุงเล็ก ๆ เกี่ยวกับระบบเข้ารหัสข้อมูล ตอนนั้นฉันคิดว่ามันเป็นแนวคิดที่สวยงามและชาญฉลาด แต่ศาสตราจารย์ของฉันกลับบอกว่ามันมีศักยภาพทางธุรกิจไม่มากนัก
หลังเรียนจบ ฉันก็ไม่เคยนึกถึงมันอีกเลย
ด้วยแรงกระตุ้นชั่ววูบ ฉันคัดลอกหมายเลขสิทธิบัตรนั้น เปิดเครื่องมือค้นหา แล้วกดค้นหา
ผลลัพธ์แรกที่ปรากฏขึ้นทำให้ฉันนิ่งค้างไปทันที
มันคือเว็บไซต์ทางการของบริษัทคัลลัม
หัวข้อบนหน้าเว็บเขียนไว้ว่า
“Blake Tech เปิดตัวผลิตภัณฑ์สื่อสารปลอดภัยรุ่นใหม่ล่าสุด”
ฉันกดเข้าไป
หน้าเว็บไซต์ถูกออกแบบอย่างหรูหรา คำโฆษณาถูกเขียนไว้เต็มไปหมด แต่ในส่วนรายละเอียดทางเทคนิคกลับมีตัวอักษรเล็ก ๆ บรรทัดหนึ่งระบุว่า
“เทคโนโลยีหลักพัฒนาจากสิทธิบัตรด้านการเข้ารหัสพื้นฐานเชิงนวัตกรรม ซึ่งได้รับสิทธิ์ใช้งานแบบเอกสิทธิ์ถาวรโดย Blake Tech”
หมายเลขสิทธิบัตรนั้น
ตรงกับในอีเมลของฉันทุกตัวอักษร
สิทธิ์ใช้งานแบบเอกสิทธิ์ถาวรงั้นเหรอ?
ฉันไม่เคยอนุญาตให้ใครใช้มันเลยด้วยซ้ำ
ความจริงแล้ว ฉันแทบลืมไปแล้วว่ามันมีอยู่
ฉันเลื่อนหน้าจอลงต่อ ก่อนจะเห็นวันที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์
แปดเดือนก่อน
แปดเดือนก่อน...
นั่นคือช่วงเวลาเดียวกับที่คัลลัมเริ่มปรากฏตัวในชีวิตฉันบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ
เขาบอกว่าความคิดของฉันไม่เหมือนใคร
บอกว่าพรสวรรค์ของฉันทำให้เขาหลงใหล
บอกว่าไม่เคยพบผู้หญิงคนไหนเหมือนฉันมาก่อน
มือที่ถือโทรศัพท์เริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
ที่แท้การพบกันเหล่านั้นไม่เคยเป็นโชคชะตา
บทสนทนายาวนานยามดึกเกี่ยวกับความฝันก็ไม่เคยเป็นเพราะใจตรงกัน
เขาบอกว่ารักสมองของฉัน รักมุมมองที่แตกต่างของฉัน
แต่สิ่งที่เขารักจริง ๆ คือสิ่งนี้ต่างหาก
เขาสืบจนรู้ตั้งนานแล้วว่า E.H. Ellis คือฉัน
เขาเข้าหาฉัน เอาใจฉัน นอนเคียงข้างฉัน
ทั้งหมดก็เพื่อเอกสารฉบับนี้
การแจ้งเตือนใหม่เด้งขึ้นมาอีกครั้ง
คราวนี้เป็นข่าวจากสำนักข่าวการเงิน
“Blake Tech ปรับตัวขึ้น 5% ในการซื้อขายช่วงเช้า หลังทำผลงานโดดเด่นในตลาดการสื่อสารปลอดภัย มูลค่าทรัพย์สินของซีอีโอ คัลลัม เบลกทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง”
ภาพประกอบคือภาพจากงานหมั้นเมื่อคืน
คัลลัมกับโซเฟียกำลังชนแก้วฉลองด้วยรอยยิ้มสดใส
คำบรรยายใต้ภาพเขียนไว้ว่า
“ทั้งความรักและความสำเร็จเบ่งบานไปพร้อมกัน”
จากนั้นการแจ้งเตือนอีกอันก็ปรากฏขึ้น
ชื่อของคัลลัมแสดงอยู่บนหน้าจออย่างชัดเจน
ฉันจ้องชื่อนั้นนิ่ง ๆ
ความเศร้าที่เคยถาโถมเมื่อไม่กี่นาทีก่อนค่อย ๆ จางหายไปเหมือนน้ำลด เหลือไว้เพียงบางสิ่งที่เย็นเยียบและคมกริบ ซึ่งค่อย ๆ แผ่ขยายจากท้องขึ้นมาจนถึงลำคอ
ฉันกดรับสาย
“เอวีรา”
เสียงของเขาดังมาจากปลายสาย
บรรยากาศเงียบสงบ คงอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของเขา
“ผมรู้ว่าตอนนี้คุณคงเสียใจมาก อย่าไปอ่านพวกคอมเมนต์บนอินเทอร์เน็ตเลยนะ ผมจะจัดการเอง”
ฉันไม่ตอบ
เพียงนั่งฟังเสียงของผู้ชายคนนี้ เสียงที่ฉันฟังมาตลอดสองปี และเคยคิดว่าจะได้ฟังไปตลอดชีวิต
แต่ตอนนี้มันกลับฟังดูแปลกหน้าและเสแสร้งเหลือเกิน
“เอวีรา? คุณฟังอยู่หรือเปล่า?”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนโยนขึ้น เป็นน้ำเสียงปลอบโยนแบบที่ฉันคุ้นเคยดี
“ผมรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในงานมันไม่ยุติธรรมกับคุณ แต่เรื่องความรักมันฝืนกันไม่ได้ ผมรักโซเฟีย และผมหวังว่าคุณจะ...เข้าใจ คุณจะต้องได้พบคนที่ดีกว่าผมแน่นอน”
เข้าใจงั้นเหรอ
ฉันหลับตาลงช้า ๆ ก่อนจะลืมขึ้นอีกครั้ง
สายตาของฉันหยุดอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งยังคงแสดงข้อมูลบริษัทของเขา ผลิตภัณฑ์ของเขา และความสำเร็จทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้นจากสิ่งที่ขโมยมาจากฉัน
“ได้สิ ฉันเข้าใจ”
น้ำเสียงของฉันสงบนิ่งอย่างประหลาด และยังเจือรอยยิ้มบางเบาจนแทบจับไม่ได้
ฉันได้ยินความเงียบยาวนานจากปลายสาย
คัลลัมคงไม่เคยคาดคิดว่าฉันจะตอบแบบนี้
“เอ่อ...งั้นคุณพักผ่อนให้เต็มที่นะ อีกสองวันพวกเราค่อยคุยกัน ดีไหม?”
เขารีบวางสายอย่างลนลาน
ส่วนฉัน...
ฉันคิดแผนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
การจากไปเฉย ๆ มันง่ายเกินไปสำหรับพวกเขา
ฉันจะทำลายพวกเขาให้สิ้นซาก
