ตอนที่ 3
สาวสวยรูปร่างเล็กในชุดเดรสสั้นสีขาว คาดด้วยเข็มขัดสีชมพูหวาน ยืนหมุนซ้ายหมุนขวาอวดความงดงามให้เพื่อนสนิทที่สุดของเธอดู
“ใส่ชุดนี้แล้วสวยสุดๆ ไปเลยแพท” สีฟ้าเอ่ยชมตามความจริงที่เห็นเพราะน้ำเพชรเรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงที่สวยคนหนึ่ง
“แน่นะลม” น้ำเพชรถามเอาความมั่นใจเพิ่ม
“แน่สิ” สีฟ้ารีบยืนยัน “ลมว่านะ พอหมอนั่นเห็นแพทในชุดนี้ละก็ รับรองว่าต้องขอแพทแต่งงานแน่”
“บ้าน่าลม อย่างตินเหรอจะขอแพทแต่งงาน รอจนเหนื่อยแล้วก็ไม่เห็นจะมองแพทสักที” เสียงหญิงสาวหม่นเศร้าลง
“เชื่อแพทเลยจริงๆ มีผู้ชายทั้งหล่อทั้งรวยมาจีบตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่สนใจบ้าง ปักใจแต่กับหมอนั่นอยู่ได้ โดนปฏิเสธมาแล้วยังไม่เข็ดอีก”
สีฟ้ากับน้ำเพชรเป็นเพื่อนกันมานาน ทั้งสองเรียนโรงเรียนเดียวกันจนจบมัธยมปลาย ก่อนแยกย้ายไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ เพราะสนิทกันมาก สีฟ้าถึงได้กล้าพูด ส่วนน้ำเพชรก็ไม่ได้โกรธเพื่อน
สีฟ้ากับน้ำเพชรรู้จักภาคีตอนเรียนมัธยมปลาย ทั้งสามเรียนที่เดียวกัน มารดาของภาคีก็เคยสอนสีฟ้าและน้ำเพชร น้ำเพชรแอบชอบภาคีมานาน ถึงขั้นสารภาพรัก แต่ได้รับคำปฏิเสธกลับมา ตอนนั้นน้ำเพชรร้องไห้ฟูมฟาย ร้อนถึงสีฟ้าต้องออกโรงต่อว่าคนที่กล้าปฏิเสธเพื่อนเขา
เรื่องตอนนั้นคงผ่านไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ถ้าภาคีไม่โผล่เข้ามาในชีวิตของคนทั้งคู่อีกครั้ง เมื่อสีฟ้ากลับมาร่วมงานแต่งของพี่ชาย จึงพบว่าภาคีเป็นน้องชายของพี่สะใภ้ตน พอเรื่องถึงหูน้ำเพชร หญิงสาวก็เกิดอาการรักแรกลืมไม่ลงจนได้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้จะเรียนกันคนละประเทศ แต่การกลับมาบ้านแต่ละครั้งของสีฟ้าคือการโผล่มาของน้ำเพชรเสียทุกครั้ง
“รักคำเดียวย่ะ คนอย่างลมไม่มีวันรู้จักหรอก” น้ำเพชรแยกเขี้ยวใส่เพื่อนที่กล่าวหาว่าเธอ... เจ็บแล้วไม่จำ
สีฟ้ายักไหล่ไม่ใส่ใจกับคำกล่าวหาของอีกฝ่าย
รักหรือ ?
ใครว่าสีฟ้าไม่รู้จัก
สีฟ้าน่ะรู้จักคำนี้ดีทีเดียว แต่เขาสามารถควบคุมมันได้ ไม่ยอมปล่อยคำว่า ‘รัก’ ออกมาเพ่นพ่านให้ใครจับได้เด็ดขาด
ให้คำว่า ‘รัก’ อยู่แต่เพียงในใจ ให้เขารู้ว่ามีอยู่จริง และมีให้ใคร
...ให้เขารู้แค่คนเดียวก็พอแล้ว
ตรงหน้าบ้านหลังเล็ก น้ำเพชรนั่งรออยู่บนเก้าอี้อัลลอยสีขาว ส่วนสีฟ้าได้พาตัวเองเข้าไปภายในบ้านหลังนั้น ด้วยถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของทุกอย่างที่อยู่ในเขตรั้วบ้านของตน กลิ่นน้ำหอมผู้ชายหอมสะอาดที่ลอยมาแตะจมูกนั้น มาพร้อมชายหนุ่มมาดนิ่ง ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาที่เปิดประตูห้องนอนออกมา
ภาคีเปิดประตูออกมาก็เจอผู้บุกรุก ไม่ใช่สิต้องเรียกว่าเจ้าของบ้าน
...บ้านที่สีฟ้าประกาศปาวๆ ว่าเป็นของตน
สีฟ้ายืนเอามือข้างหนึ่งไพล่ไว้ด้านหลัง มืออีกข้างถือกรอบรูปเอาไว้ ก่อนจะวางมันลงไว้ที่เดิม หันมามองชายหนุ่มเจ้าของรูปที่เขาหยิบขึ้นมาดู พลางทำเสียง ‘หึ’ ในลำคอ
...เสียงที่คล้ายกล่าวเย้ยคนตัวสูงกว่า เมื่อคืนทำเหมือนไม่อยากไป แต่มาตอนนี้แต่งตัวเสียหล่อ ที่บอกว่าไม่ไปก็คงแค่เล่นตัวสินะ
หล่อ ?
ใช่... ภาคีหล่อ เป็นผู้ชายที่เรียกว่าหล่อได้เต็มปาก ไม่ใช่ผู้ชายแบบเขาที่ไม่เคยมีใครชมว่าหล่อ
ภาคีดูหล่ออย่างมากในชุดสูทแบบลำลองสีเทาเข้ม ไม่บ่อยที่จะเห็นชายหนุ่มหน้านิ่งและเงียบขรึมแต่งตัวด้วยชุดเช่นนี้
“หล่อดีนี่”
คำทักทายที่ไม่เหมือนคำทักทาย ภาคีรับฟังด้วยความรู้สึกว่างเปล่า แต่ก็เสียดแทงหัวใจไม่น้อย
ชินแล้วกับคำพูดประชด รวมถึงน้ำเสียงดูถูกด้วย ถ้าไม่ติดว่าพี่สาวขอร้องไม่ให้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น เขาคงย้ายออกไปนานแล้ว ถึงจะรัก ถึงจะอยากเห็นหน้าแทบตาย แต่เขาก็ไม่อยากทนกับท่าทีดูถูกที่อีกฝ่ายมีให้
สีฟ้าเดินเข้าไปใกล้ร่างสูง ใช้สายตาคู่เก่งมองตั้งแต่หัวจรดเท้า ส่วนคนที่ถูกไล่สายตามองนั้น รู้สึกอึดอัดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สายตาสีฟ้ามองราวกับเขาเป็นตัวอะไรสักอย่างที่เจ้าของมีสิทธิ์บังคับให้ทำอะไรก็ได้
“ฟูลออฟชันเลยนะวันนี้”
“มีอะไรกับผมหรือเปล่าครับคุณลม”
ภาคีทำลืมๆ น้ำเสียงดูถูกของอีกฝ่ายไปเสีย เพราะใส่ใจไปก็เท่านั้น
คนอย่างสีฟ้าเคยรู้ตัวที่ไหนว่าทำให้เขาเจ็บมามากเท่าไร แล้วคำพูดดีๆ อย่าหวังจะได้ยิน แม้แต่หางตาก็คงเสียดายหากจะใช้มองเขาด้วยความเป็นมิตร หากไม่ใช่เพราะช่วยเพื่อน โอกาสได้สบตากัน ได้ยืนคุยกัน มีค่าเท่ากับศูนย์
“ฉันเหรอจะกล้ามีอะไรกับนาย” คนร่างบางยักไหล่
“ถ้าไม่มีอะไร ผมขอตัวนะครับ” คร้านจะคุยด้วย ภาคีเลยเดินเลี่ยงออกมา ได้ยินเสียงอีกฝ่ายตามหลังมาติดๆ
“ต่อไปนายก็คงสบาย”
ภาคีหยุดชะงัก พยายามระงับอารมณ์ขุ่นไว้ในใจ ไม่รู้ว่าต้องทนฟังคำถากถางพวกนี้ไปอีกเท่าไร
