บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1

(น้ำฟ้า)

..........

“อากาศดีจัง เป็นเช้าที่สดใสจริงๆ”

“ขอให้วันนี้ลูกค้าเข้าร้านเยอะๆ”

“ขอให้เค้กผลไม้สูตรใหม่ขายเกลี้ยง”

“ขอให้ลูกค้ากลับออกไปด้วยรอยยิ้ม”

“ขอให้...” แขนและขาของผมกางรับแสงแดดอุ่นยามเช้าและสายลมเย็นชื่นฉ่ำอยู่หน้าร้านกาแฟของตัวเอง หลังจากเปลี่ยนป้ายหน้าร้านจาก ‘close’ เป็น ‘open’ เมื่อสองนาทีก่อน

เช้านี้อากาศดี แดดไม่แรง มีลมเย็นพัดกลิ่นอายของเช้าวันใหม่ที่สดชื่น เข้ามาปะทะผิวแก้มเบาๆ แต่ทำไม ขอบตาของผมถึงร้อนขึ้นเรื่อยๆ หัวใจคล้ายเต้นช้าลง ทั้งที่ขยับปากพูดให้ตัวเองสดชื่นไปกับเช้าวันใหม่ เช้าที่ท้องฟ้าแจ่มใส เพราะเป็นฟ้าหลังฝนที่ลงเม็ดมาทั้งคืน และเพิ่งหยุดไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว

...เมื่อคืนฝนตกทั่วฟ้า

...และทั่วทั้งหัวใจผม ไม่มีส่วนไหนของก้อนเนื้อเล็กๆ ที่เต้นไหวนี้จะไม่เปียกปอนและบอบช้ำ จากสายน้ำตาที่หลั่งไหลอย่างบ้าคลั่งทั้งคืน

...เมื่อคืนฝนตกถึงเช้า ไม่ต่างกับผมที่ร้องไห้จนถึงเช้า

“ขอให้เรื่องเมื่อวานเป็นเพียง...” ผมสูดลมหายใจเข้าลึก กัดปากตัวเองจนรู้สึกเจ็บ นานกว่าจะปล่อยคำพูดที่เหลือออกมาได้ “...ความฝันได้ไหม”

...แค่ฝันร้ายที่ไม่เป็นความจริง เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วทุกอย่างจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม

คำขอหลายข้อที่ผมเอ่ยไปก่อนหน้านี้ ผมแค่ขอไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้หวังเพิ่งเทวดาฟ้าดินหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดให้ช่วยเหลือ เพราะดูเหมือนว่าทุกคำขอที่เอ่ยไปทั้งหมด มันก็ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว

…ร้านของผมมีลูกค้าประจำเยอะมาก ลูกค้าขาจรก็มีเข้ามาทุกวันและกลายมาเป็นลูกค้าประจำเกือบทั้งหมด

…เค้กผลไม้สูตรใหม่ ที่เมื่อวานขายหมดเกลี้ยงและวันนี้ก็คงเช่นกัน แม้ว่าเค้กที่จะขายวันนี้ไม่ใช่ฝีมือผมก็ตาม แต่ไว้ใจคนที่รับหน้าที่แทนผมได้ เพราะว่ายีน หญิงสาวร่างอวบที่เป็นเหมือนมือขวาผม เธอสามารถทำทุกอย่างที่ผมทำได้ทั้งหมด

…หกเดือนกับสิบห้าวัน ที่ร้าน ‘เชิญครับ’ ได้เข้าไปครองหัวใจของผู้หลงใหลในรสชาติกาแฟ และผู้ที่หลงรักในรสเค้กให้แวะเวียนมาทักทายแทบทุกวัน จนจำหน้าและจำชื่อได้เกือบทุกคน และมันก็เป็นหกเดือนกับอีกสิบห้าวัน ที่ผมเห็นรอยยิ้มของลูกค้าที่บอกเล่าเรื่องราวว่า พวกเขาชอบและถูกใจในรสชาติกาแฟและขนมของร้านเชิญครับมาก

คำขอทั้งสามข้อแรกของผม จึงเรียกได้ว่าเป็นคำขอที่เรื่อยเปื่อยมากเลย แต่สำหรับคำขอข้อสุดท้าย ที่มาพร้อมกับความอุ่นร้อนที่กระบอกตานั้น ผมอยากให้มันสัมฤทธิ์ผล ผมอยากได้รับพรจากท้องฟ้าที่แจ่มใสเหลือเกินนี้ พรที่จะทำให้ฝันร้ายของเมื่อวานไม่เป็นความจริง

ผมเงยหน้าขึ้น เพื่อบังคับให้น้ำตาไหลย้อนกลับไปในลูกตา แต่มันดื้อด้าน ไม่ยอมจำนนให้คำสั่ง น้ำตายังคงไหลจากหน่วยตาสู่ผิวแก้ม แล้วร่วงลงพื้น น้ำตาเจ้ากรรมดื้อเหลือเกิน จนผมไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันแล้ว ที่ทำได้ก็แค่ยกหลังมือขึ้นมาปาดมันทิ้งไปจากใบหน้า

...เหมือนมันไม่เคยหมด

...เหมือนมันมีมากเกินไป

...เหมือนมันยากหักห้าม

...เหมือนมันแกล้งให้ผมต้องอาย

...เหมือนต้องการประจานความอ่อนแอของผม ให้ลูกค้าขาประจำคนหนึ่งของร้านเชิญครับได้เห็นเต็มสองลูกตาว่าผมกำลังร้องไห้ ลูกค้าคนนั้นกำลังเดินข้ามถนนในซอย และเดินตรงมาทางนี้

ถนนในซอยนี้ กั้นกลางระหว่างร้านกาแฟที่ชื่อ ‘เชิญครับ’ กับคลินิก ‘พี่หมายิ้มหวาน-น้องแมวยิ้มแฉ่ง’ คลินิกรักษาสัตว์ของลูกค้าหน้าหล่อคนนั้น

ผมรีบปาดน้ำตาให้หมดไปจากแก้ม สั่งห้ามไม่ให้มันไหลออกมา ครั้งนี้มันเชื่อและยอมหยุดแต่โดยดี แต่ก็ทิ้งคราบความอับอายไว้บนใบหน้าของผมไปเสียแล้ว

หน้าผมคงแย่เต็มทีแล้วละ แดงช้ำเพราะน้ำตาที่ไหลมาตลอดทั้งคืนและจนถึงเช้า แล้วก็เมื่อนาทีที่ผ่านมาด้วย

ความอับอายทำให้ผมต้องยอมเสียมารยาทที่ดีของเจ้าของร้านกาแฟชื่อดัง (ของละแวกนี้) ที่ยีนกับแดนช่วยกันตัดสินแทนประชาชนทั้งเขตและพยายามจะทั้งประเทศ แถมยังช่วยกันทำป้ายไม้เป็นรูปดาว ลงตัวหนังสือด้วยสีฟ้าสดใสไว้ตรงกลางว่า ‘ชื่อดัง’ แล้วแขวนต่อจากป้ายชื่อร้าน

ผมเสียมารยาทด้วยการหันหน้าหนี แล้วก้มหยิบบัวรดน้ำอันเล็กที่วางบนพื้นใกล้เท้าขึ้นมา ทำท่าจะไปรดน้ำต้นไม้ที่ปลูกไว้เป็นแนวรั้วของร้าน กั้นระหว่างตัวร้านกับถนนใหญ่ ทั้งที่ฝนตกทั้งคืนจนถึงเช้า แต่ผมก็ยังคิดจะรดน้ำต้นไม้

ทว่าหางตาผมก็ทันเห็นนะครับว่า ‘คุณหมอสัตว์’ ลูกค้าคนแรกของร้านเชิญครับ กำลังอ้าปากค้าง เกาหัวตัวเองเบาๆ แก้เก้อที่ถูกผมหันหลังหนีในจังหวะที่กำลังจะเอ่ยปากทักทายเจ้าของร้านอย่างผม

คุณหมอสัตว์ผลักประตูเข้าไปในร้านแล้ว ผมได้ยินจากเสียงโมบายที่ติดอยู่หลังประตูร้านดังขึ้น พร้อมกับเสียงทักทายอย่างเป็นกันเองของยีนที่ดังเล็ดลอดออกมา รายนี้น่ะปลื้มคุณหมอสัตว์มาก ปลื้มทั้งเรื่องของหน้าตาที่คมเข้มและนิสัยแสนดี แต่ที่ปลื้มมากกว่าก็คงเป็นเรื่องที่ว่าคุณหมอคนนี้ รักษาน้องหมาพันธ์ดัชชุนของเธอโดยไม่คิดเงินค่ารักษา เลยทำให้ได้ความชื่นชมจากยีนไปเต็มร้อย

ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในร้านเชิญครับ คุณหมอสัตว์จะได้รับบริการราวกับเป็นพระราชาจากประเทศอันไกลโพ้นจากยีนเสมอ

ผมแอบเห็นบางครั้ง คุณหมอสัตว์สั่งกาแฟร้อนแก้วเดียว แต่ยีนกลับเพิ่มเค้กให้ไปด้วย แน่นอนว่ายีนจะไม่คิดเงินเพิ่มกับคุณหมอ

ผมไม่ได้งก แต่ว่า...

เฮ้อ...แต่ก็นะ ถึงเค้กจะราคาไม่กี่สิบบาท แต่นั่นก็คือเงินนะครับ

...เงินของผมเสียด้วยสิ

เสียงของยีนหายไปจากการได้ยินของผมแล้ว และบริเวณหน้าร้านก็ไม่มีใคร มีเพียงผมคนเดียว กับรถราที่วิ่งไปมาบนท้องถนนยามเช้า แล้วไอ้ตัวดื้อด้านก็วิ่งมาจับจองพื้นที่ในขอบตาอีกจนได้ จากนั้นก็ไหลอย่างช้าๆ ทั้งที่ผมกั้นมันไว้ด้วยเปลือกตาแล้วแท้ๆ ผมต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้ง ในจังหวะเดียวกับที่เสียงหนึ่งดังขึ้นมา

“อกหักเรื่องเล็กน่าบอส หรือว่าจะให้ผมไปซัดไอ้หมอนั่นให้จมกองเลือดดีครับ เลือดชั่วๆ ของมันจะได้หมดจากตัวซะที” คนพูดคือแดน หรือแดนชัย ผู้ช่วยอีกคนของผม ถ้ายีนเป็นมือขวา แดนก็เป็นมือซ้ายครับ

“ผมละอยากหัวเราะเป็นภาษาปักกิ่ง แม่งมันพูดมาได้ ‘คุณดีเกินไป’ สมัยนี้ยังมีคนใช้ประโยคนี้อีก ผมละเชื่อจริงๆ” แดนว่า และยังคงว่าต่อไปอีกว่า “แต่อันที่จริง บอสก็เป็นคนดีจริงๆ ที่ยอมให้อภัยมันมาตลอด ทั้งเลว ชั่ว เจ้าชู้ กะล่อน ปลิ้นปล้อน ตอแหล ครบสูตรความเลวจริงๆ อย่าเสียน้ำตาให้มันเลยครับบอส...มามะ มาซบอกอุ่นๆ ของน้องแดนดีกว่า”

ไม่รู้ว่า ที่พูดออกมายืดยาว ชนิดที่ผมฟังไปหลับไปยังได้ของแดน หนุ่มช่าง (คหกรรม) ผู้มีใบหน้าดูน่ารัก แต่ยียวนกวนบาทาผมอยู่ในตอนนี้ มันตั้งใจปลอบผม หรือกะเอาฮากับชีวิตผมก็ไม่รู้เหมือนกัน

แต่ที่แน่ๆ คือคำพูดที่บอกว่าจะไปกระทืบคนที่ทำให้ผมร้องไห้มาทั้งคืนนั้น แดนดูเอาจริงมาก

ถ้าผมพยักหน้าตอบตกลง แดนคงได้จัดเต็ม และถึงขั้นจัดหนักให้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มแน่ แดนเป็นเด็กคหกรรม แต่มีเพื่อนช่างกล ช่างยนต์ ช่างไฟ ช่างเชื่อม และอีกสารพัดช่าง ที่ช่างต่อยและช่างตีได้ในเวลาที่เรียกใช้บริการ อันนี้ผมรู้ เพราะมีครั้งสองครั้งที่แดนมาทำงานด้วยสภาพหน้าตายับยู่ยี่ บอกชัดว่าเมื่อคืนไปทำอะไรมา

“ไปทำงานได้แล้ว ก่อนที่พี่จะนับนาทีที่เราเข้างานสาย มาคิดเป็นตัวเงิน แล้วเอาไปหักเงินตอนสิ้นเดือนนะ” ผมขู่เสียงเข้ม เพราะวันนี้แดนมาทำงานสาย

“ค้าบบ บอสน้ำฟ้าาาา ที่ร้ากก...ยิ่งของแดนชัย” พูดแล้วก็กำมือขึ้นแนบอก ก้าวถอยหลังเหมือนกลัวผมจะทำจริง

ผมรู้ว่าแดนไม่เคยกลัวคำขู่ของผม เพราะผมเป็นคนประเภทได้แค่ขู่ แต่ไม่เคยทำจริง งกแค่ไหนก็ไม่เคยหักเงินเดือนเลยสักครั้ง พอหันหลังจะเดินเข้าไปในร้าน แดนก็เดินสวนกับคุณหมอสัตว์ตรงบริเวณหน้าประตูร้าน

“อ้าว...คุณหมอ สวัสดีครับ วันนี้มาซื้อกาแฟแต่เช้าเลย”

แดนถามคุณหมอสัตว์ที่ถือแก้วกาแฟเย็น ขนาดใหญ่ที่สุดของร้านออกมา แวบแรกที่เห็นก็นึกรู้ได้ทันทีว่าเป็นโปรโมชั่น ‘จ่ายเล็กได้ใหญ่ (ที่สุด)’ หรือไม่ก็ ‘ราคานิดๆ แต่คุณภาพคับแก้วใหญ่’ ที่มีเจ้าของความคิดเป็นสาวร่างอวบผู้ช่วยมือขวาของผมเอง

“ครับ”

คุณหมอสัตว์ลูกค้าคนแรกของร้านเชิญครับ ลูกค้าคนแรกทั้งในวันที่ร้านเปิดให้บริการวันแรกและในวันนี้ ได้ตอบคำทักทายของแดนเพียงสั้นๆ ตามนิสัยที่ผมพอจะเดาได้ว่า ผู้ชายหน้าคมเข้มคนนี้เป็นคนพูดน้อย และตั้งแต่คุณหมอสัตว์ทำตัวเป็นลูกค้าประจำของร้านผม มาได้หกเดือนกับอีกสิบห้าวัน ผมแทบจะจำคำพูดที่เคยพูดกับคุณหมอสัตว์ได้ทุกประโยค เนื่องจากเราสองคนคุยกันน้อยครั้งมาก

สาเหตุก็เพราะว่าผมเป็นคนพูดน้อย คุณหมอสัตว์ก็เป็นคนพูดน้อยเหมือนกัน เราเลยไม่ค่อยได้คุยกัน ไม่เหมือนยีนที่พูดเก่งจนคุณหมอสัตว์ก็ต้องยอมคุยกับเธอได้เป็นชั่วโมงๆ เลย

“เมื่อคืนร้องไห้มาหรือครับ ตาบวมเชียว”

คำถามของคุณหมอ ทำผมอ้าปากค้าง ยกมือขึ้นแตะขอบตาซ้ายและตามด้วยขวาทันที แดนที่ยังไม่ยอมเดินเข้าไปในร้านถึงกับหัวเราะเสียงดังออกมา คงขำที่ผมถูกลูกค้าประจำถามด้วยคำถามนี้ จนผมต้องรีบไล่ให้เข้าไปในร้านเสียที

“ไปทำงานได้แล้ว” ผมทำหน้าโหดที่สุด เท่าที่คิดว่าจะโหดพอให้แดนกลัวจนต้องรีบทำตามคำสั่งผมเสียโดยเร็ว

“ครับบอส” แดนยังไม่เลิกยิ้มล้อผม ไม่ได้กลัวหน้าโหดที่สุดของผมเลยสักนิด แต่ก็ยังดีที่ยอมทำตามคำสั่ง

แดนเดินเข้าไปในร้านแล้ว ตอนนี้จึงเหลือแค่ผมกับคุณหมอสองคน(ผมขอเรียกสั้นๆ ว่าคุณหมอละกัน) และผมก็เผลอตอบความจริงไปว่า... “ครับ...ร้องจนถึงเช้าเลยครับ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel