บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4

‘พี...ฟังฉันก่อน’

แขนผมถูกมือข้างหนึ่งดึงเอาไว้ก่อนจะทันได้ใช้มันเอื้อมไปเปิดประตู เพื่อออกตัวเองออกไปจากห้องที่เต็มไปด้วยการทรยศหักหลัง ผมอยากจะสะบัดมือน่าขยะแขยงทิ้งไปซะแต่เกินกำลังที่จะทำได้ ในเมื่อผมเป็นแค่เด็กจะมีเรี่ยวแรงสู้กับผู้ใหญ่ที่มีร่างกายสูงใหญ่และมากพละกำลังได้อย่างไร

ผมมองหน้าเจ้าของมือที่เหนี่ยวรั้งผมเอาไว้ผ่านม่านน้ำตา คนคนนี้อยู่ในสภาพเสื้อผ้าครบชิ้น นั่นไม่ได้ทำให้น้ำตาของผมไหลช้าลง เพราะกระดุมเสื้อเชิ้ตที่หลุดออกจากรังดุมทุกเม็ดกับซิปกางเกงที่ถูกรูดลงจนสุดทาง ความคับแน่นของตัวตนภายใต้เนื้อผ้าราคาแพงที่ดุนดันออกมาให้เห็น ฟ้องเหตุการณ์ก่อนหน้าได้ทั้งหมด ที่ตอกย้ำความเจ็บปวดลงมาอีกคือเด็กผู้ชายอีกคนที่อยู่กับเขา

ร่างบอบบางที่สูงกว่าผม ใบหน้าคุ้นเคยที่เห็นมาตลอด อดีตรุ่นพี่ในโรงเรียนที่จบไปแล้ว ตอนนี้ก็ยังเป็นนักแสดงวัยรุ่นในซีรีส์เรื่องดัง เรตติ้งดี แม้ไม่ได้แสดงในบทพระเอกแต่ก็เป็นตัวละครที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในโซเชียลและโด่งดังยิ่งกว่าตัวพระเอกของเรื่องเสียอีก ได้ข่าวว่าตอนนี้ก็กำลังจะได้แสดงหนังของค่ายดังในบทพระเอกคู่กับนางเอกวัยรุ่นที่ฮอตไม่แพ้กัน

ความรู้สึกที่ถูกกอบกู้คืนมาได้เพียงไม่นาน ทว่าตอนนี้กลับค่อยๆ พังลงมา

‘นายจะโมโหอะไรนักหนาล่ะพี ทำยังกับไม่เคยเห็นตอนฉันมีอะไรกับ ‘พ่อ’ ของนาย’ แววตานั้นเยาะเย้ยถากถาง

‘หุบปาก!’

คนที่ถูกเรียกว่า ‘พ่อ’ ของผม หันไปตะคอกด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ผมอาศัยช่วงจังหวะนั้นก้มลงกัดท่อนแขนใหญ่เต็มแรง ความเจ็บจากคมเขี้ยวทำให้ผู้ชายมักมากปล่อยมือจากแขนผม เป็นโอกาสให้ผมกระชากบานประตูออกและหนีไปจากความโสมมนั้นได้ ทิ้งความโกหกหลอกลวงของคำว่า ‘รัก’ ไว้ด้านหลัง

ผมจากมา... และอยากจากไปตลอดกาล เพียงแต่ผมทำไม่ได้

อึก...

ผมฝันถึงมันอีกแล้ว ซากปรักหักพังของวันวาน เมื่อตื่นจากฝันร้าย ความรู้สึกที่รับรู้อย่างแรกเลยคืออาการปวดกระบอกตาจากการร้องไห้หนัก

ฟ้าด้านนอกเปลี่ยนสี ความดำมืดโรยตัวมาขึงคลุมทั่วทั้งฟ้า ลุกลามมาถึงในห้องที่ไร้แสงไฟส่องสว่าง ผมหลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอ จากความสว่างไสวของกลางวันสู่ความมืดมิดของยามราตรี พื้นที่เตียงนอนหลังใหญ่ในห้องสวีตของโรงแรมริมแม่น้ำสายใหญ่เหลือผมเพียงคนเดียว

ผมขยับตัวลุกขึ้นนั่ง พิงแผ่นหลังไว้กับหัวเตียง ก่อนเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นเล็กบนโต๊ะข้างเตียงที่เห็นขึ้นมาอ่านข้อความบนนั้น ลายมือเป็นระเบียบสวยงามและอ่านง่ายกว่าลายมือไก่เขี่ยของผมหลายสิบเท่า มันเป็นข้อความฝากถึงผมไว้ว่า

‘ผมกลับก่อนนะครับ ต้องรีบกลับไปอ่านหนังสือ พรุ่งนี้มีสอบ’

อ่านจบแล้วรู้สึกผิดขึ้นมาทันที เพราะกอดของผมในคืนวันศุกร์ทำให้สายน้ำป่วยหนักในวันรุ่งขึ้น ต้องนอนบนเตียงตลอดวันเสาร์ ลามมาถึงวันอาทิตย์ ซึ่งก็คือวันนี้

ผมวางกระดาษแผ่นเล็กกลับไว้ที่เดิม จึงเห็นว่ากุญแจรถที่วางอยู่ข้างโทรศัพท์ไม่อยู่แล้ว ไม่ใช่สายน้ำขโมยไปหรอก ผมเองที่ให้เขา เรียกว่ายัดเยียดให้ก็น่าจะใกล้เคียงที่สุด เนื่องจากเจ้าตัวค้านหัวชนฝาว่าไม่จำเป็นต้องเป็นรถราคาแพงก็ได้ แถมคอนโดฯ ที่กำลังจะได้จากผมก็มากพอแล้ว เลยขอแค่คอนโดฯ อย่างเดียว แต่เมื่อผมให้เหตุผลไปว่า

‘เขาจะได้สบายขึ้นไง หรือว่าอยากเห็นเขาเป็นลมบนรถเมล์อีก’

‘เขา’ ที่ผมรู้จักแค่ชื่อตามคำบอกเล่าด้วยรอยยิ้มของเด็กหนุ่มที่เพิ่งมีความรักเป็นครั้งแรก ต่อให้รักยากสมหวัง สายน้ำก็ยังมีรอยยิ้มตลอดเวลาที่เล่าเรื่องเขาคนนั้นของเจ้าตัวให้ผมฟัง

เมื่อผมใช้คนที่สายน้ำแอบรักมาเป็นเหตุผลของความจำเป็นที่เจ้าตัวต้องมีรถยนต์ไว้ใช้ สายน้ำถึงได้ยอมรับรถยนต์ในตระกูล Aston Martin คันสีขาวไปอย่างเต็มใจขึ้นมาหน่อย รถคันนี้ไม่ใช่คันที่ผมใช้ประจำ แต่ที่ต้องใช้บ้างในบางวัน เพราะเป็นของขวัญวันเกิดปีที่แล้วจากคนที่ทำให้ผม ‘เกิด’ มาบนโลกใบนี้

ตริ๊ง...

เสียงแจ้งเตือนจากโปรแกรมแชตสีเขียว เรียกให้ผมเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา พลางบิดกายขับไล่ความเมื่อยจากการนอนคุดคู้บนเตียงนอนนานหลายชั่วโมง ก็ตั้งแต่เที่ยงจนถึงเวลานี้ที่เหลืออีกไม่กี่นาทีก็จะสองทุ่ม รู้สึกสบายตัวขึ้นมาแล้วถึงได้เปิดอ่านข้อความที่ถูกส่งมา

เจ้าของข้อความคือปาลิน

Palin : เราขอโทษ

...ผ่านมาตั้งแต่เช้าวันเสาร์ จนถึงตอนค่ำของวันอาทิตย์ คำขอโทษของปาลินเพิ่งเดินทางมาถึงผม

Phirach S : ขอโทษเรื่องอะไรล่ะ

...ยอมรับว่าผมยังน้อยใจปาลินอยู่ น้อยใจมากด้วย

Palin : ขอโทษที่พูดไม่ดี คือตอนนั้นเราโกรธพีมากไปหน่อย

Palin : เราสงสารเด็ก อย่าทำอีกได้ไหมพี หยุดได้ไหม

...คำขอร้องเดิมๆ ก็สมควรได้รับคำต่อรองแบบเดิมๆ จากผมอีกเช่นเคย

Phirach S : หยุดก็ได้ แต่ปีต้องมาเป็นคนของเรา

Phirach S : เป็นของเรา นอนกับเรา

Phirach S : แต่อย่างแรก ปีต้องเลิกกับหมอภามก่อน

ข้อความถูกส่งไปแล้ว ขึ้นสถานะว่า ‘อ่านแล้ว’ อย่างรวดเร็ว แต่ยังไร้ข้อความตอบกลับมา ผ่านไปหลายนาทีก็ยังไม่มีข้อความจากฝั่งซ้ายของหน้าจอโทรศัพท์โผล่ขึ้นมา

ปาลินคงไม่ตอบกลับมาแล้ว

ผมก้าวลงจากเตียงเพื่อออกมายืนรับลมเย็นยามค่ำ ทอดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง ลำน้ำสายใหญ่ทอดตัวผ่านไปอย่างอ้อยอิ่ง ความดำมืดได้โรยตัวลงมาบดบังสีของสายน้ำในยามที่เคยมีแสงของดวงตะวันทาบทา ทว่ากลับงดงามน่าหลงใหลเสียยิ่งกว่าสีที่แท้จริงของมัน

เสียงแจ้งเตือนกลับมาอีกครั้งหลังผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ผมไม่ได้อ่านข้อความในทันที ผมยังคงปล่อยให้ร่างกายนิ่งเงียบอยู่กับบรรยากาศเงียบเหงาแต่บาดลึก สิ่งที่ขยับมีเพียงมือข้างที่คีบมวนบุหรี่ไว้ กับริมฝีปากที่ปล่อยควันขาวขุ่นออกมา ดื่มด่ำกับความว่างเปล่าที่ขยายวงกว้างแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ผมดึงสายตาจากเบื้องล่างสู่เบื้องบน ท้องฟ้าสีราตรีกำลังกัดกร่อนหัวใจของผมอย่างเงียบเชียบ กระนั้นผมก็ยังได้ยินเสียงกรีดร้องที่มาพร้อมสายลมของค่ำคืน หอบเอาความทรงจำในอดีตกลับมาอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย หรือเป็นผมเองที่จมลงไปในวังวนของอดีตที่ไม่น่าจดจำที่ตัวเองไม่ยอมปล่อยมันไปเสียที

ผมยังเก็บเรื่องราวในอดีตเอาไว้ ทั้งที่รู้ว่าควรปล่อยมันไปกับวันวาน ก้าวออกมาจากกรงขังที่มองไม่เห็น ซึ่งผมก็ทำไม่ได้ ในยามนี้ภาพหนึ่งกำลังชัดเจนอยู่บนท้องฟ้าที่ผมจ้องมอง กับเสียงทุ้มต่ำของผู้ชายคนหนึ่ง

‘รู้แล้วสินะ’

ดวงตาสีเข้มจ้องลงมาที่หน่วยตาล้นน้ำของเด็กตัวผอมบาง ที่นั่งแอบอยู่ข้างหน้าต่างของเรือนไม้สักหลังไม่เล็กไม่ใหญ่และยกพื้นสูงขึ้นมาจากพื้นดินไม่ถึงสามสิบเซนติเมตร เวลานั้นเด็กน้อยได้ยินชัดเต็มสองหูเกี่ยวกับความจริงที่ช่วยตอบความสงสัยในหัวมาเนิ่นนาน

แล้วเจ้าของคำพูดกรีดหัวใจคนฟังก็ผละออกไปจากหน้าต่างบานนั้น ทำราวกับว่าผมไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้น ทว่าเรื่องราวที่ได้รับรู้ก่อนหน้ายังคงดังวนเวียนราวกับจะฝังลงมาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่สั่นไหวรุนแรง มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดเกินเด็กในวัยแค่สิบสี่จะทนรับไหว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel