บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 คางแหลม

เช้าวันรุ่งขึ้น

อวิ๋นเวินเดินทางไปที่ค่ายทหารเพื่อสะสางงานที่ยังทำไม่เสร็จ รวมถึงแบ่งงานให้รองแม่ทัพแต่ละคนรับผิดชอบ เมื่อเขาจัดการเรื่องงานภายในกองทัพเสร็จสิ้นก็นั่งรถม้ากลับมาที่โรงเตี๊ยม รับเฝิงหานกับหนานหว่านเอ๋อร์เดินทางไปเมืองหลวง

ในการเดินทางครั้งนี้ เฝิงหานเสนอแนะให้หนานหว่านเอ๋อร์มานั่งรถม้าคันเดียวกับพวกเขาเป็นหลัก เพื่อที่จะได้อธิบายถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของฉิงโจวให้นางฟัง

หากนางต้องการพักผ่อนก็กลับรถม้าคันขาวของตน เวลาจะผ่อนคลายหรือเอนกายจะได้เป็นส่วนตัว ไร้คำครหา

“องค์หญิงนั่งข้างท่านแม่ทัพนะพะย่ะค่ะ”

เฝิงหานผายมือบอกตำแหน่งบนรถม้าแก่หนานหว่านเอ๋อร์

นี่เป็นโอกาสดีที่จะให้หนุ่มสาวนั่งใกล้กัน รถม้าโคลงเคลงไปมา หัวไหล่ต้องมีชนกันบ้าง มันต้องเกิดความรู้สึกไม่มากก็น้อย

“ข้าชอบนั่งคนเดียว” อวิ๋นเวินกล่าวเสียงเย็นชา

“เอ่อ เช่นนั้นองค์หญิงนั่งข้างกระหม่อมก็ได้ กระหม่อมจะได้แนะนำสิ่งที่องค์หญิงอยากรู้สะดวกขึ้น” เฝิงหานกล่าวอย่างนอบน้อม แต่ในใจวางแผนไว้แล้ว

ช่วงที่รถม้าตกหลุม เขาจะอาศัยโอกาสนี้ผลักองค์หญิงหนานหว่านเอ๋อร์ล้มใส่ในอ้อมอกของอวิ๋นเวินให้ได้

“อืม” หนานหว่านเอ๋อร์พยักหน้า ริมฝีปากอวบอิ่มส่งยิ้มบางให้เขา

“รบกวนท่านมหาเสนาบดีแล้ว”

ระหว่างการเดินทาง เมื่อพบสิ่งที่สตรีสนใจ เฝิงหานก็จะรีบอธิบายโดยไม่เกียจคร้าน เขาอธิบายและสอนหนานหว่านเอ๋อร์ทุกแง่มุมไม่มีปิดบัง ราวกับอาจารย์กำลังเห่อลูกศิษย์คนใหม่ก็ไม่ปาน

อวิ๋นเวินที่นั่งหลับตามาตลอดทางลืมตามองบุรุษหน้าหวานแล้วหลับตาลงอย่างรวดเร็วภายในหนึ่งลมหายใจ

‘มีความรู้สมเป็นบัณฑิต สมกับเป็นกำลังหลักของแคว้น’

เขาอดชื่นชมไม่ได้ แต่ในใจก็ยังคงยืนยันอยากจะให้บุรุษอาภรณ์ม่วงผู้นี้อยู่ในครัวมากกว่าอยู่ในท้องพระโรง

“ถนนบางเส้นของฉิงโจวก็เป็นหลุมขรุขระ เนื่องจากหลายพื้นที่มีฝนตกชุก ถนนจึงชำรุดได้ง่ายและซ่อมแซมลำบาก โอ๊ะ องค์หญิงโปรดระวัง”

เฝิงหานพูดถึงถนนในฉิงโจว เป็นเวลาเดียวกับที่รถม้าตกหลุมขนาดใหญ่

มือเรียวของเขาทำท่าจะดึงหนานหว่านเอ๋อร์ที่ทรงตัวไม่อยู่ ร่างอรชรอ้อนแอ้นเซไปด้านหน้าคล้ายกับจะล้มใส่บุรุษหน้านิ่ง

เมื่อฝ่ามือของเขากำลังจะดันร่างเล็กของหนานหว่านเอ๋อร์ใส่อวิ๋นเวินนั้น บุรุษที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็เตรียมตัวประคองและส่งร่างอรชรให้ถอยหลังนั่งลงที่เดิม

ทว่าเมื่อปลายนิ้วมือของเฝิงหานสัมผัสถูกเสื้อผ้าของหนานหว่านเอ๋อร์ สตรีก็กรีดร้องด้วยความตกใจ มือเรียวบางสองข้างผลักร่างสูงโปร่งของเฝิงหานอย่างแรง

บุรุษที่ถูกผลักไม่ทันตั้งตัวจึงถลาเข้าไปหาอวิ๋นเวิน ส่วนหนานหว่านเอ๋อร์ล้มลงบนพื้นรถม้า

อวิ๋นเวินเห็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็คิดหนักในเวลาอันสั้น

จะรับบุรุษเข้ามาในอ้อมแขน หรือจะถีบบุรุษออกแล้วช่วยเหลือสตรีดี

ไม่ทันได้ตัดสินใจ นัยน์ตาหงส์ก็เห็นหนานหว่านเอ๋อร์ทรงตัวตั้งหลักได้แล้วกลับไปนั่งที่เดิม พร้อมกับเห็นร่างของบุรุษชุดม่วงโผเข้าใส่ตนเองอย่างรวดเร็ว

โครม !

เสียงคางกระแทกหน้าผาก เป็นคางแหลมของเฝิงหานที่กระแทกหน้าผากของอวิ๋นเวิน

“โอ้ย”

อวิ๋นเวินส่งเสียงออกมาจากลำคอไม่ดังมากนัก ฝ่ามือแกร่งของเขารวบกอดร่างบางของเฝิงหานตามสัญชาตญาณ

“อุ๊ย”

หนานหว่านเอ๋อร์ร้องตกใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว เมื่อรู้สึกว่าบุรุษทั้งสองยังคงสบตากัน ดวงตาเมล็ดซิ่งจึงมองออกนอกหน้าต่างทันทีเพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกเก้อเขินไปมากกว่านี้

“ไม่เป็นไร ข้าไม่เป็นไร”

เฝิงหานตั้งสติได้รีบออกจากอ้อมแขนของอวิ๋นเวิน ส่วนอวิ๋นเวินยกฝ่ามือขึ้นมากุมหน้าผากพลางคำรามเสียงต่ำ

“ไปให้พ้น” นัยน์ตาหงส์แสดงความกราดเกรี้ยวที่ดูจอมปลอมออกมา

“ขับรถม้าให้มันดีๆ หน่อย” เขาตะโกนสั่งเสียงดัง

“ขอรับ” สารถีรับคำเสียงสั่น

“หมิงอ๋อง หน้าผากของท่าน เหมือนจะปูดนูนนะเพคะ”

หนานหว่านเอ๋อร์อดใจไม่ไหวแอบชำเลืองมองคนทั้งสอง “หม่อมฉันมียาดี รักษาฟกซ้ำได้ผลดีมาก ทาบางๆ เพียงครึ่งชั่วยามก็ยุบเป็นปกติ”

มือเรียวหยิบตลับหยกขนาดเล็กออกมาจากแขนเสื้อส่งให้เฝิงหาน

“รบกวนท่านมหาเสนาบดีทายาให้หมิงอ๋องด้วย ตัวข้าเป็นสตรีทำแผลให้บุรุษคงไม่เหมาะ”

‘ไม่เหมาะอะไรกัน หากสตรีถูกเนื้อต้องตัวบุรุษไม่ได้ทุกกรณีแล้วจะมีหมอหญิงไปทำไม’

เฝิงหานลอบบ่นในใจ แต่ก็ยินยอมทายาให้อวิ๋นเวิน ที่หัวโนเป็นลูกส้มสาเหตุก็เพราะมาจากเขาล้วนๆ

“คราวหลังก็กินให้เยอะหน่อย คางมีแต่กระดูก”

อวิ๋นเวินค่อนแคะเฝิงหาน เขามองคางของอีกฝ่ายที่ยังคงเรียบเนียน ไม่มีรอยแดงหรือฟกซ้ำแต่อย่างใด

“เฮอะ” เฝิงหานพ่นเสียงออกมา นิ้วเรียวป้ายยาในตลับแล้วยกขึ้นทาที่หน้าผากของอวิ๋นเวินซ้ำไปซ้ำมา

“นี่เจ้าใช้มือหรือเท้าทาเนี่ย”

อวิ๋นเวินบ่น แต่ผู้ที่ทายาก็ยังคงใช้น้ำหนักมือเท่าเดิม

“เป็นถึงแม่ทัพฝึกหนักกว่านี้ เจอแรงกระแทกมากว่านี้ แค่นี้ทำเป็นเจ็บ”

เฝิงหานไม่สนใจ เขาทาเสร็จก็ยกนิ้วที่ยังเปื้อนยาป้ายที่คางของตนก่อนกลับไปนั่งที่เดิม

“คางเจ้าไม่เป็นอะไรจะทาทำไม” นัยน์ตาหงส์จ้องจับผิดไม่ลดละ

“หรือจะให้ข้าน้อยเช็ดยาที่เหลือบนเสื้อของท่านดีล่ะ”

เฝิงหานตอบ บุรุษทั้งสองกำลังจะประชันฝีปากกันต่อ แต่ก็ต้องเงียบลงเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของสตรี

หนานหว่านเอ๋อร์กลั้นขำกับท่าทางของพวกเขาทั้งสองมาสักพัก สุดท้ายก็กลั้นไม่ไหวจึงมีเสียงเล็ดลอดออกมา

“องค์หญิง” เฝิงหานส่งเสียงแหลมกว่าเสียงปกติ ดวงตาดอกท้อตวัดมองนาง แล้วกลับมานั่งที่ตามเดิม

“ข้าไม่ได้ขำท่าน ข้าแค่อ่านคู่มือท่องเที่ยวฉิงโจว ตรงนี้บอกว่าไท่เหยาโหลวเป็นสถานที่เปิดโอกาสให้บุรุษสตรีมาแสดงความสามารถ สามารถประลองกันได้ ผู้ที่ชนะสามารถกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่แพ้ทำตาม มีบอกด้วยว่าเคยมีบัณฑิตผู้หนึ่งแพ้จนต้องไปดูแลสวนที่บ้านผู้ชนะห้าวัน ทำไมทำมาตกหลุมรักกับพี่สาว สุดท้ายเลยกลายเป็นพี่เขยที่ต้องเจอหน้ากันทุกสัปดาห์ พวกท่านว่าตลกหรือไม่ ฮ่า ฮ่า”

“ไม่ไกลนี่ น่าสนใจดี” เฝิงหานชะโงกหน้าดูแผนที่ เห็นว่าอยู่ไม่ไกลมากนักจึงสั่งสารถี

“ไปเมืองม่ายตู ไท่เหยาโหลว”

........

พวกเขาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วยามครึ่งก็มาถึงไท่เหยาโหลว เป็นเวลาที่แขกเหรื่อมากันจนเริ่มแน่นขนัด

หนานหว่านเอ๋อร์มองลอดหน้าต่าง สตรีหันกลับมองบุรุษทั้งสองภายในรถม้า

“รีบลงกันเถอะ เสียงร้องตะโกนดังออกมานอกร้าน ต้องมีเรื่องสนุกแน่ๆ”

สิ้นคำพูดของนาง เฝิงหานก็บิดขี้เกียจแล้วลงจากรถม้าอย่างกระตือรือร้น ส่วนอวิ๋นเวินลงหลังสุด หน้าตานิ่งเฉยของเขาทำให้ไม่สามารถเดาอารมณ์ได้

ระหว่างที่คนทั้งสามเดินผ่านประตู สายตาของนักท่องเที่ยวแต่ละคนก็หันมองพวกเขาด้วยความสนใจ เหตุผลก็คือ บุรุษและสตรีทั้งสามนั้นมีรูปร่างหน้าตาที่งดงามราวกับรูปภาพเทพเซียน อีกทั้งการแต่งกายและบุคลิกนั้นบ่งบอกว่าพวกเขาเป็นชนชั้นสูง ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป

“คุณชาย คุณหนู จะนั่งโต๊ะบริเวณไหนหรือขอรับ”

บุรุษสวมชุดสีเขียวซึ่งเป็นชุดพนักงานของร้านออกมาต้อนรับด้วยสีหน้าเอาอกเอาใจ

“ด้านหน้า”

“ข้างบน”

หนานหว่านเอ๋อร์กับอวิ๋นเวินตอบพร้อมกัน

สตรีชอบความครื้นเครงอยากดูความสนุกอย่างใกล้ชิด ส่วนบุรุษชอบความเป็นส่วนตัว อยากอยู่ห่างไกลจากผู้คน

“เอ่อ” ชายชุดเขียวมองคนทั้งสอง เมื่อเห็นว่าพวกเขาเงียบจึงหันหน้ามองเฝิงหานให้เขาช่วย

“ด้านหน้าตามใจคุณหนู” เฝิงหานยิ้มกว้าง

“นางเป็นแขกก็ต้องตามใจ” เขาพูดพร้อมส่งสัญญาณให้ชายชุดเขียวเดินนำไปยังโต๊ะ

“ขอรับ โต๊ะด้านหน้า เชิญทางนี้”

โต๊ะที่พวกเขานั่งอยู่แถวหน้าสุดทางซ้ายมือของเวที เป็นโต๊ะที่มองเห็นบนเวทีและทั่วห้องโถงได้ชัดเจน อีกทั้งอยู่ตรงมุมเวทีห่างจากโต๊ะอื่นจึงค่อนข้างเป็นส่วนตัว

ตอนนี้บนเวทีมีการแข่งทายคำ ผู้ที่ชนะจะได้รางวัล ส่วนผู้ที่แพ้ต้องร่ายรำหนึ่งเพลงบนเวที

ผลการแข่งขันคือบัณฑิตหนุ่มสามคนที่เป็นสหายร่วมสำนักศึกษาแพ้ราบคาบ พวกเขาต้องจึงร่ายรำบนเวทีราวกับเป็นนางระบำมืออาชีพก็ไม่ปาน

หนานหว่านเอ๋อร์ชมการแสดงพวกเขา นางทั้งตบมือรัวๆ แถมยังให้รางวัลพวกเขามากกว่าผู้ชนะเสียอีก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel