ตอนที่ 3 วางแผน
อาหารของโรงเตี๊ยมถูกเสี่ยวเอ้อนำมาวางเรียงรายบนโต๊ะเมื่อพวกเขามาถึง แสดงให้เห็นว่าอวิ๋นเวินวางแผนบริหารจัดการเวลาได้ดีเยี่ยม
เฝิงหานเข้ามาก็กวาดตามองอาหารบนโต๊ะ ใจอยากจะเบะปากใส่บุรุษที่เดินตามหลัง
อาหารเต็มโต๊ะ ส่วนใหญ่เป็นอาหารรสจัดตามที่คนแคว้นโยวโจวชอบ ใส่ใจแขกบ้านแขกเมืองขนาดนี้ยังแสร้งทำเป็นเย็นชาไร้ความรู้สึก
ปากแข็งแล้วหนึ่ง
บุรุษหน้าหวานทั้งหมั่นไส้และโล่งใจในเวลาเดียวกัน เห็นทีเขาคงไม่ต้องจุดธูปลากผีทั้งสุสานมาผลักให้คนทั้งสองรักกัน เจ้าอวิ๋นเวินคงจะแกล้งหกล้มแล้วสะดุดขาตัวเองได้กระมัง
หนานหว่านเอ๋อร์เดินตามหลังบุรุษทั้งสองมาถึงโต๊ะอาหาร เมื่อนางเห็นกับข้าวในจานก็ยิ้มพึงพอใจ
นางนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับบุรุษ เมื่อผู้ทดสอบพิษชิมอาหารทุกจานแล้ว นางกำนัลก็ตักปลาราดพริกและกับข้าวอื่นๆ ให้ทุกคนอย่างช่ำชอง
หนานหว่านเอ๋อร์มองเนื้อปลาที่ขาวแน่นถูกราดด้วยซอสสีแดงในจานก่อนมองที่บุรุษทั้งสอง เห็นพวกเขานั่งนิ่งไม่ยอมจับตะเกียบ จึงเผยอริมฝีปากอวบอิ่ม
“โยวโจวเป็นแคว้นที่ถูกล้อมรอบด้วยแม่น้ำหลายสาย พวกเราชำนาญในการนำปลาและสัตว์น้ำจืดมาปรุงอาหาร ตัวข้านั้นอยากรู้นักว่าพ่อครัวที่ฉิงโจวจะสู้โยวโจวได้หรือไม่”
กล่าวจบสตรีรูปงามยกมือเรียวที่ขาวดุจน้ำนมจับตะเกียบ คีบเนื้อปลาชิ้นไม่ใหญ่มากเข้าปากด้วยจริตที่น่ามอง
“แคก แคก”
หลังจากที่เคี้ยวได้ไม่กี่คำ สตรีก็ไอจนนางกำนัลต้องยกน้ำชาส่งให้
หนานหว่านเอ๋อร์ดื่มชาร้อนในถ้วยจนหมด ดวงตาเมล็ดซิ่งกลมโตมองบุรุษทั้งสองที่ยังคงนั่งคุมเชิงกันอยู่ฝั่งตรงข้าม พวกเขามีสีหน้าตกใจเพียงเล็กน้อย นางจึงวางตะเกียบแล้วเอ่ยบอก
“ปลาจานนี้ยังมีกลิ่นคาว แถมรสชาติก็เผ็ดโดดกว่ารสอื่น”
อวิ๋นเวินได้ยิน เขายกมือหยิบตะเกียบแล้วคีบปลามาชิมตาม คิ้วหนาขมวดมุ่น นัยน์ตาหงส์หรี่ลงแสดงความสงสัย
“หากองค์หญิงไม่บอก ข้าก็ไม่สังเกตเลยว่าเป็นดั่งที่พระองค์พูดจริงๆ”
“หึ พวกลิ้นจระเข้” เฝิงหานพูดพึมพำเบาๆ ก่อนคีบปลามาชิมอีกคน “ปลาจานนี้ให้พวกทหารองครักษ์ไปเถอะ เดี๋ยวกระหม่อมจะแสดงฝีมือให้องค์หญิงลองชิมดู”
บุรุษหน้าหวานกล่าวก่อนวางตะเกียบ เขาลุกจากเก้าอี้ กวักมือเรียกเสี่ยวเอ้อแล้วไปที่ห้องครัวด้านหลัง
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป เขาก็เดินออกมาพร้อมกับปลาราดพริกอีกจาน แต่ว่าจานนี้ที่เขาลงมือด้วยตัวเองนั้นส่งกลิ่นหอมฉุยจนทุกคนเหลียวมองตาม
ปลาตัวโตถูกราดด้วยซอสสีแดงมีพริกแดงหั่นฝอยโรยอยู่ด้านบนชวนให้น้ำลายสอ เฝิงหานโบกมือไล่คนทดสอบพิษ เพราะว่าจานนี้เขาปรุงด้วยตัวเองและแอบชิมมานิดหน่อยก่อนจะยกออกจากครัว จึงไม่มีทางถูกคนร้ายวางยาในอาหารได้
องค์หญิงหนานหว่านเอ๋อร์มองปลาในจานพลางลอบกลืนน้ำลาย ส่วนอวิ๋นเวินนั้นปรายสายตาดูแวบเดียวก่อนแสร้งทำเป็นไม่สนใจ
เฝิงหานเห็นท่าทางของเขาก็คร้านจะโอ้อวดฝีมือตน เขากุลีกุจอตักปลาใส่ถ้วยกระเบื้องชั้นดีแล้วส่งให้หนานหว่านเอ๋อร์เป็นคนแรก จากนั้นก็ตักให้อวิ๋นเวินด้วยสีหน้าคล้ายกับต้องจำใจทำ
หนานหว่านเอ๋อร์ไม่รอช้า นางคีบปลาในถ้วยใส่ปากของตนอย่างรวดเร็ว เมื่อความสดของปลาและความกลมกล่อมของซอสพริกคลุกเคล้าอยู่ในโพรงปาก ดวงตาเมล็ดซิ่งก็เบิกโพลงประหลาดใจ
“ท่านมหาเสนาบดีมีฝีมือทำครัวเก่งกาจไม่แพ้พ่อครัวในวังหลวงโยวโจวเลยแม้แต่น้อย เปิ่นกงว่าท่านทำอร่อยกว่าด้วยซ้ำไป”
สตรีเอ่ยชมอย่างจริงใจก่อนที่จะส่งสายตาออดอ้อนอวิ๋นเวิน
“หมิงอ๋องลองชิมดูสิเพคะ หายากนักที่ขุนนางขั้นสูงจะมีฝีมือเช่นนี้ ใครได้มหาเสนาบดีไปเป็นคู่ชีวิตคงโชคดีไปตลอดทั้งปีทั้งชาติ”
ได้ยินคำเยินยอของสตรี อวิ๋นเวินจึงทำทีว่าต้องชิมปลาของเฝิงหานอย่างเสียไม่ได้ แม้เขาจะรู้ว่าอาหารจานนี้รสชาติดีกว่าปลาราดพริกที่เคยกินมาก่อนหน้า แต่ก็เก็บอาการไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็น
“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายทำอาหารเก่งก็ไม่แปลก เสด็จอาข้าสั่งงานน้อยจนมีเวลาไปเข้าครัวบ่อยๆ”
บุรุษกล่าวเสียงเรียบแต่ในใจเริ่มอยากรั้งตัวเฝิงหานอยู่ที่เมืองชิงสือนานๆ ภาพในความคิดคือจับบุรุษร่างบางหน้าหวานผู้นี้อยู่แต่ในห้องครัว เพื่อที่จะทำอาหารให้เขากินแต่เพียงผู้เดียว
“หากองค์หญิงอยากโชคดีไปตลอดทั้งปีทั้งชาติก็แค่เอ่ยปากขอมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายกับเสด็จอาของข้า เสด็จอาอยากให้เขาแต่งงานออกเรือนนานแล้ว” อวิ๋นเวินคิดอีกอย่างแต่พูดอีกอย่าง
“ฮึ” เฝิงหานพ่นเสียงออกมาจากลำคอเบาๆ เขามององค์หญิงผู้งดงามก่อนก้มศีรษะเล็กน้อย
“ขอบพระทัยที่องค์หญิงทรงชื่นชม แต่ฝ่าบาทบอกก่อนที่กระหม่อมเดินทาง ว่าท่านแม่ทัพต้องเสกสมรสก่อน กระหม่อมถึงจะแต่งงานได้” เขาพูดพลางส่งสายตาเย้ยหยันไปยังบุรุษสีหน้าเย็นชา
หนานหว่านเอ๋อร์ละสายตาจากปลาในถ้วยของตน นางเงยหน้าจับสังเกตบุรุษทั้งสอง พวกเขาดูเหมือนไม่ค่อยลงรอยกันเท่าใดนัก
“ไม่เป็นไรๆ พวกท่านทั้งสองเชิญแต่งงานก่อนเลย ตัวข้านั้นไม่รีบ ไม่รีบ”
‘ไม่รีบแล้วมานี่ทำไม’
เฝิงหานแอบบ่นในใจ พระองค์ไม่รู้หรือว่าข้าต้องมาที่นี่เพราะเรื่องของพวกท่านโดยเฉพาะ
“เปิ่นกงอยากทัศนาจรไปทั่วหล้า ใต้ผืนฟ้าบนพื้นน้ำล้วนมีแต่ธรรมชาติที่งดงามและมีความมหัศจรรย์น่าค้นหา”
สตรีงามล่มเมืองกล่าวถึงความไฝ่ฝันของตนเองให้พวกเขาฟังอย่างไม่ปิดบัง
“ดี ดี มีวิสัยทัศน์ มีเป้าหมาย กระหม่อมขออวยพรให้องค์หญิงสมปรารถนา”
เฝิงหานตบมือแล้วยกถ้วยชาขึ้นดื่มให้หนานหว่านเอ๋อร์ ในใจเริ่มคิดหาสตรีคนใหม่มาเป็นคู่กับอวิ๋นเวิน
‘เขาต้องคิดหาสตรีอื่นมาให้ข้าแน่นอน เช่นนั้นข้าคงต้องแกล้งรั้งให้เขาอยู่ชิงสือทำอาหารให้ข้ากินไปนานๆ’
อวิ๋นเวินกระแอมแล้วยกถ้วยน้ำชาขึ้นเหมือนกับเฝิงหาน “ข้าก็ขอให้องค์หญิงสมปรารถนา”
“จริงสิ องค์หญิงยังไม่เคยมาที่ฉิงโจว กระหม่อมและท่านแม่ทัพจะพาพระองค์เที่ยวชมทุกซอกทุกมุมแน่นอน”
นัยน์ตาดอกท้อตวัดมองบุรุษที่ยังมีสีหน้าครุ่นคิด เมื่อรู้ว่าถูกมองอยู่ อวิ๋นเวินก็สบถในใจ
‘หรือว่าตาลุงรู้ว่าข้ากำลังวางแผนไม่ดีอยู่นะ จึงให้ข้าเดินทางออกจากชิงสือ’
“องค์หญิงเป็นแขกของฉิงโจว ข้าย่อมต้องเป็นเจ้าบ้านที่ดีอยู่แล้ว”
เขากล่าวก่อนชวนกินอาหารบนโต๊ะแล้วแยกย้ายไปพักผ่อน
........
ห้องนอนของเฝิงหาน
บุรุษร่างสูงโปร่งใบหน้าหวานยกมือไขว้หลังเดินวนไปมาในห้องโดยไม่รู้สึกมึนงงเลยแม้แต่น้อย เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก มโนธรรมและหน้าที่ความรับผิดชอบตีกันไปมาในหัว
จะปล่อยองค์หญิงไปทำตามความฝันของนาง หรือพยายามจับคู่ให้พวกเขาดี
ถ้าพวกเขาไม่ได้คู่กัน จะหาสตรีแบบใดมาให้เจ้าเด็กนั่น หญิงสาวที่กล้าหาญมั่นใจ ไม่กลัวชายหนุ่มผู้ซึ่งสามารถแผ่พลังความหนาวเย็นหาได้ง่ายที่ไหนกัน
อีกอย่าง ถ้าทำสำเร็จเขาจะมีบาปติดตัวไหม ส่งสตรีเข้าปากเสือ วันๆ อยู่กับคนน่าเบื่อน่ากลัว ตายไปเขาจะโดนบรรพชนสาปแช่ง โดนยมบาลลงโทษไม่ให้ไปผุดไปเกิดหรือเปล่า
ถ้าเป็นองค์หญิงหนานหว่านเอ๋อร์ อย่างน้อยนางก็สูงศักดิ์ สามารถใช้เส้นสายทางโยวโจวมาข่มอวิ๋นเวินได้ ทั้งนางยังเจอคนเท่าเทียมกัน ระดับองค์ชาย ฮ่องเต้ต่างแคว้นก็เจอมาเยอะ นางไม่กลัวคนอย่างอวิ๋นเวินแน่นอน
ฮ่องเต้อวิ๋นเกาก็คงคิดเช่นกันถึงได้มีรับสั่งนี้ออกมา
“เอาน่า ถ้ารักกันเดี๋ยวก็ตกลงกันลงตัวเอง เดือนนี้อยู่ฉิงโจว เดือนหน้าอยู่โยวโจว อีกสิบเดือนไปทัศนาจร ไม่มีใครว่าหรอกกระมัง ข้าก็แค่ลองพยายามจับคู่พวกเขาก่อน หากไม่ได้ค่อยว่ากัน”
........
ห้องนอนของหนานหว่านเอ๋อร์
เย่หง นางกำนัลคนใกล้ชิดช่วยสตรีสวมใส่พระภูษาหลังจากเรือนร่างอรชรขึ้นมาจากอ่างน้ำ
“ที่องค์หญิงพูดวันนี้จริงหรือเพคะ พระองค์อยากจะเสด็จทัศนาจรไปทั่วหล้าหรือเพคะ”
“จริงสิ” หนานหว่านเอ๋อร์แย้มยิ้ม ดวงตาเมล็ดซิ่งมองเหม่อ “เรื่องราวบนโลกใบนี้ช่างน่าสนใจน่าค้นหายิ่งนัก เปิ่นกงวัยเยาว์อยู่ในวังหลวง พอเติบใหญ่อยู่แต่ในจวนสวามี ชีวิตคงเหี่ยวเฉาแย่”
“ก็จริงเพคะ” นางกำนัลคิดตามแล้วพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าน้อยขอไปกับองค์หญิงด้วยนะเพคะ”
“ได้สิ” หนานหว่านเอ๋อร์รับคำ มือเรียวยกขึ้นลูบศีรษะนางกำนัลด้วยความเอ็นดู
