ตอนที่ 2 รับองค์หญิง
บนรถม้าคันใหญ่ เฝิงหานนั่งหันหน้ามองออกนอกหน้าต่างรถม้า เขายอมคอเคล็ดเพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นอวิ๋นเวินผู้ซึ่งสีหน้าเรียบเฉยปราศจากอารมณ์จนเหมือนรูปปั้นแกะสลักที่ตั้งอยู่ในศาลเจ้า
รถม้าวิ่งบนท้องถนนอันว่างเปล่าแทบไม่มีผู้คนสัญจรไปมา แม้ว่าเมืองชิงสือจะเป็นเมืองชายแดน แต่ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนก็ไม่ค่อยเดินทางผ่านข้ามแดนกันเท่าไหร่นัก เนื่องด้วยแคว้นฉิงโจวกับโยวโจวถูกคั่นกลางด้วยทะเลทรายขนาดใหญ่และหาแหล่งน้ำได้ยาก การเดินทางจึงลำบากไม่สะดวกสำหรับประชาชนทั่วไป
เดินทางได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม รถม้าก็มาจอดรอหน้าประตูด่านเมืองชิงสือ เฝิงหานหรี่ตาเพื่อต้านแรงลมและเม็ดทรายที่เข้ามาทางหน้าต่าง ไม่นานนักเปลือกตาของเขาก็ปิดสนิท คนทั้งคนนิ่งเงียบไปในทันที
“นี่ องค์หญิงโยวโจวเมื่อไหร่จะมาถึง”
อวิ๋นเวินเหลือบตามองบุรุษหน้าหวานพร้อมเอ่ยถาม แต่ที่เขาได้ยินกลับมาเป็นเสียงกรนเบาๆ ของเฝิงหานแทน
“ลมแรงขนาดนี้ยังหลับได้”
เขาบ่นเสียงไม่ดังนัก แขนยาวถูกเอื้อมออกไปเพื่อดึงหน้าต่างข้างเฝิงหานปิดจนสนิท
เห็นคนที่ตนลากตัวมาหลับด้วยความเร็วสูงจนผิดสังเกต อวิ๋นเวินจึงใช้นิ้วเรียวจับชีพจรบนข้อมือของอีกฝ่ายเพื่อตรวจดูว่าเขาเจ็บป่วยหรือไม่
“ชีพจรก็ปกติ” บุรุษพูดพลางยกฝ่ามือตบแก้มอีกฝ่ายจนเกิดเสียงดัง แต่เฝิงหานก็ยังคงนอนกรนใส่เช่นเดิม
“หลับง่ายหลับลึกเช่นนี้หากเป็นทหารคงตายตั้งแต่ศึกแรก”
“อื้อ ที่นี่ที่ไหนเนี่ย”
เฝิงหานงัวเงียตื่นขึ้นเมื่อนอนหลับได้ประมาณครึ่งชั่วยาม เขาลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตนเองนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ที่ตั้งท่ามกลางทะเลทราย
ยังไม่ทันจะได้มองหาบุรุษใจร้ายผู้ซึ่งจับตนนั่งโดดเดี่ยวเดียวดาย นัยน์ตาดอกท้อก็เห็นรถม้าสีขาวสะอาดตาวิ่งตรงมาหาตัวเอง
เมื่อรถม้าเข้ามาใกล้ เขาก็ได้ยินเสียงตะโกนถาม
“ท่านคือผู้ที่มารับองค์หญิงหนานหว่านเอ๋อร์ใช่หรือไม่”
เฝิงหานรีบนั่งตัวตรงแล้วยกมือใช้แขนเสื้อเช็ดปากอย่างรวดเร็ว เขาไม่แน่ใจว่าตนเองนอนน้ำลายไหลหรือเปล่าจึงต้องจัดการไว้ก่อนเพื่อรักษาภาพพจน์
“จะว่าใช่ก็ใช่ ว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่” เช็ดปากเสร็จเขาก็ตะโกนตอบรถม้าคันนั้น
“เอ้า ตอบเช่นนี้อยากมีเรื่องหรือ”
ทหารองครักษ์โยวโจวนายหนึ่งที่ขี่ม้าประกบรถม้าคันขาวตะคอกใส่น้ำเสียงหงุดหงิด
“ข้าหมายความว่า ผู้ที่จะมารับองค์หญิงต้องเป็นแม่ทัพอวิ๋นเวิน แต่ตอนนี้ไม่รู้เขาอยู่ไหน ข้าจึงต้องมาต้อนรับแทน” เฝิงหานลุกขึ้นจากเก้าอี้ มือทั้งสองประสานคารวะไปทางรถม้าคันนั้นอย่างรู้งาน
“หึ” บุรุษสีหน้าเรียบเฉยที่แอบดูจากบนรถม้าไม่ไกลยิ้มมุมปากด้วยความขำขัน นานมากแล้วที่คนข้างกายเขาจะได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้
“สมกับที่เป็นเสนาบดีเสียจริง” เขากล่าวก่อนสั่งให้รถม้าเคลื่อนที่ไปยังจุดที่มีการสนทนา
พอเข้าใกล้เฝิงหาน ทหารองครักษ์ของอวิ๋นเวินก็ขยิบตาให้บุรุษอาภรณ์ม่วง เฝิงหานเม้มริมฝีปากขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่พักใหญ่เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการสื่อ
ส่วนคนของรถม้าคันขาวก็นิ่งเงียบไม่ส่งเสียงใดออกมา ราวกับว่ากำลังเล่นจิตวิทยากับฝ่ายของเขา
‘อะไร อะไร เขาจะบอกอะไรกับข้า เราไม่ได้สนิทจนรู้ใจกันนะ’
เฝิงหานสีหน้าเริ่มมืดครึ้ม หากเขาเดาใจของอวิ๋นเวินผิด ไม่รู้ว่าจะได้รับโทษอะไรบ้าง
โธ่ ฝ่าบาท เจ้าเด็กนี่รับมือยากกว่าพระองค์อีก
เฝิงหานถอนหายใจออกมา แล้วยืดอกวางมาดเป็นขุนนางขั้นสูง เดาใจไม่ถูกก็ไม่เดาแล้ว ข้าจะทำตามความคิดของข้า ทำไม่ถูกใจใคร ข้าก็รีบหนีกลับวังหลวงให้ฮ่องเต้คุ้มกะลาหัวก็พอ
“คารวะองค์หญิงหนานหว่านเอ๋อร์ กระหม่อมเฝิงหาน มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายของฉิงโจว ได้รับคำสั่งจากฝ่าบาทและเป็นตัวแทนของท่านแม่ทัพอวิ๋นหรือหมิงอ๋องของฉิงโจวมาต้อนรับพระองค์”
เขายกสองมือขึ้นประสานพร้อมค้อมหลังอย่างนอบน้อม
“ที่ตรงนี้ลมแรงอาจจะพัดพาเม็ดทรายจนระคายเคืองผิวพรรณที่บอบบางของพระองค์ได้ เชิญองค์หญิงนั่งรถม้าตามกระหม่อมเข้าเมืองเถิดพะย่ะค่ะ”
เฝิงหานกล่าวจบก็รีบกระโดดขึ้นรถม้าของอวิ๋นเวินที่จอดอยู่ใกล้ๆ
“นับว่าเป็นงาน” เสียงที่คล้ายกับชื่นชมปนประชดดังออกมาจากปากของอวิ๋นเวินเบาๆ
บุรุษนัยน์ตาดอกท้อมองค้อนผู้พูดก่อนสะบัดหน้าแสร้งทำเป็นไม่สนใจ อวิ๋นเวินมองกิริยาของเขา มุมปากทั้งสองยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ใบหน้าคล้ายสตรี นิสัยก็ดันตรงกับใบหน้า”
เฝิงหานรีบหันมาถลึงตาใส่
“นี่ท่านจะกล่าวหาว่าข้าเป็นสตรีอย่างนั้นหรือ ข้าไม่ใช่ ข้าเป็นชายทั้งแท่ง จะพิสูจน์ก็ยังได้”
“พิสูจน์วิธีใด” บุรุษหน้านิ่งยิ้มเจ้าเล่ห์จนเฝิงหานต้องใช้สมองที่ไหลลื่นคิดอีกครั้ง
“เอ่อ เสร็จงานนี้ข้าจะไปหอคณิกา”
บุรุษหน้าหวานพูดจบก็หันหลังใส่ผู้ถาม พิสูจน์ว่าตนเองเป็นบุรุษมีหลายวิธีไม่ได้ยากนัก แต่จากสายตาและรอยยิ้มของคนมากเล่ห์เพทุบาย เขายอมไม่พูดอะไรให้อีกฝ่ายหาช่องโหว่มาจัดการได้
“เปิ่นหวางก็คิดว่าท่านเสนาบดีจะถอดเสื้อผ้าให้ดู”
อวิ๋นเวินเอ่ยพร้อมกับเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ท่าทางผ่อนคลาย
“ไม่เอา หนาว” เฝิงหานปฏิเสธฉับพลัน
“เปิ่นหวางยังคิดอีกว่าท่านอาจจะหาสตรีแต่งเข้าจวน”
นัยน์ตาหงส์จับจ้องบุรุษใบหน้าหวานราวกับว่าต้องการจะหยอกล้ออีกฝ่ายจนเจ็บหนักปางตาย
“ผู้ที่ต้องแต่งงานคือท่านแม่ทัพนั่นแหละ อย่ามาใช้ลูกไม้นี้ คู่หมั้นของท่านอยู่บนรถม้าคันข้างหลัง อย่าคิดวางแผนจับคู่ให้ใครส่งเดช ฝ่าบาทเอาเรื่องท่านแน่”
เฝิงหานไม่ตกหลุมพรางของอวิ๋นเวิน แม้เขาจะถูกยั่วยุจนแทบเวียนหัว แต่เรื่องพวกนี้คนที่ทำงานข้างพระวรกายฮ่องเต้มานานไม่มีทางตามไม่ทัน
ขุนนางหลายคนที่ชอบเอาชนะทีเผลอ หรือชอบโต้เถียงส่งเสียงเอะอะลั่นท้องพระโรงก็เป็นเขาลงมือจัดการทั้งนั้น
“หึ เช่นนั้นเปิ่นหวางจะพาท่านเสนาบดีไปหอคณิกาด้วยตัวเอง”
“ท่านแม่ทัพจะไปทำไม ท่านแค่ขยับนิ้ว สตรีมากมายก็พร้อมเข้ามาเป็นสนมเป็นอนุเต็มจวน ยังไม่รวมพระชายาเอกพระชายารองอีก จะเลือกจากคุณหนูตระกูลใดก็ได้ องค์หญิงต่างแคว้นก็ไม่มีปัญหา” เฝิงหานได้ทีรีบเสนอแนะทันควัน
“พอดีเปิ่นหวางมีรสนิยมที่แตกต่าง ไม่ต้องการเดินตามประสงค์ของฝ่าบาทและเสด็จพ่อ” อวิ๋นเวินตอบก่อนแสยะยิ้มชั่วร้ายให้เฝิงหาน
นัยน์ตาดอกท้อคล้ายเห็นควันสีเทาอ่อนพุ่งประทุออกมาจากร่างกำยำของอวิ๋นเวิน เขาลูบแขนเสื้อตนเองท่าทางขนลุกขนพอง คนน่ากลัวแบบนี้ให้เฝ้าชายแดนก็ดีอยู่แล้ว มีเขาอยู่ก็เหมือนกับมีรูปปั้นเทพแห่งสงครามจัดการทำลายล้างภูติผีปีศาจ ไม่มีใครกล้าก่อกบฏ แม้แต่ศัตรูก็ไม่กล้ายกทัพมาประชิดกำแพงเมืองแน่นอน
จะให้อยู่ในเมืองหลวงทำไม ข้าไม่อยากให้เหล่าบุปผางามในเมืองเหี่ยวเฉาไม่เบ่งบานหรอกนะ
“ได้ๆ กระหม่อมจะไปหอคณิกากับท่านแม่ทัพ จะได้ดูว่ารสนิยมของท่านคือแบบใด”
เขาตอบพร้อมยิ้มเสแสร้งทำใจดีสู้เสือ
........
รถม้าคันใหญ่สองคันจอดหน้าโรงเตี๊ยมซิงฝู โรงเตี๊ยมที่หรูหราที่สุดของเมืองชิงสือ เฝิงหานและอวิ๋นเวินลงจากรถ พวกเขายืนรอสตรีบนรถม้าอีกคันลงจากรถ ในเวลานี้ไม่มีผู้ใดเข้าไปคอยประคองนางเลยสักคน
เฝิงหานถลึงตาใส่อวิ๋นเวิน ส่งสัญญาณให้เขาแสดงความเป็นสุภาพบุรุษไปรับองค์หญิงหนานหว่านเอ๋อร์ตอนลงบันไดรถม้า แต่บุรุษเรือนกายสูงใหญ่ยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับเป็นต้นไม้ที่มีรากขนาดใหญ่เกาะแน่นบนพื้นปฐพี
‘เจ้าไม่ไป ข้าก็ไม่ไป’
เฝิงหานเชิดหน้า พลิกกายเข้าโรงเตี๊ยมก่อนผู้ใด “กระหม่อมขอไปสั่งอาหารก่อนละกัน”
ทิ้งพวกเจ้าบุรุษสตรีไว้ด้วยกัน เจ้าจะหน้าหนาไม่เป็นสุภาพบุรุษดูแลสตรีเลยอย่างนั้นหรือ
“เปิ่นหวางสั่งอาหารไว้แล้ว”
อวิ๋นเวินพูดเสียงเรียบ มือหนาเอื้อมยาวคว้าคอเสื้อของเฝิงหานก่อนที่เขาจะก้าวเท้าเข้าไปภายใน
บุรุษหน้าหวานหันหน้าใส่อวิ๋นเวิน เขาแยกเขี้ยวทำดวงตาเรียวคล้ายแมวน้อยที่เกรี้ยวกราดก่อนที่จะผินหน้าส่งยิ้มเป็นมิตรให้กับองค์หญิงหนานหว่านเอ๋อร์ที่กำลังจับแขนองครักษ์ส่วนพระองค์ลงบันได
“หมิงอ๋องทรงใส่พระทัยองค์หญิงมาก ถึงกับเตรียมโรงเตี๊ยมและอาหารรสเลิศไว้ล่วงหน้าโดยไม่บอกกระหม่อม”
สตรีดวงหน้ารูปไข่ เครื่องหน้าทุกส่วนเข้ากันอย่างงดงามจนเรียกได้ว่าเป็นสตรีงามล่มเมืองส่งยิ้มหวาน
“ขอบพระทัยหมิงอ๋อง”
นางกล่าวก่อนอมยิ้มเล็กๆ อีกครั้ง รอยยิ้มนี้ทำให้บรรดาทหารหนุ่มของฉิงโจวใจเต้นโครมครามยากที่จะละสายตาได้
มีเพียงบุรุษสองคนเท่านั้นไม่เห็นความงดงามนี้ เพราะพวกเขามัวแต่เล่นเกมตาจ้องตากันอยู่
ใครหลบสายตาก่อนคนนั้นแพ้
