
บทย่อ
เมื่อเฝิงหานมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายได้รับราชโองการ ต้องเป็นพ่อสื่อทำให้แม่ทัพอวิ๋นเวินผู้เป็นหลานชายของฮ่องเต้กับองค์หญิงต่างแคว้นรักกัน แต่ทำไปทำมาเขากลับได้กับแม่ทัพเสียเอง
ตอนที่ 1 รับพระบัญชา
แคว้นฉิงโจว
วังหลวง ตำหนักไท่หมิง
บุรุษรูปสีหน้าเคร่งขรึมผู้ซึ่งสวมชุดสีทองลายมังกรนั่งบนบัลลังก์สูงกล่าวน้ำเสียงจริงจังกับบุรุษรูปร่างสูงโปร่งใบหน้างดงามไม่แพ้อิสตรี ผู้สวมชุดขุนนางสีม่วงอ่อนที่ยืนอยู่ด้านล่าง
“เจิ้นจะส่งเจ้าไปชายแดน เจ้าต้องทำให้หลานชายของเจิ้นแต่งงานกับองค์หญิงแคว้นโยวโจวให้ได้”
“โถ่ ฝ่าบาท” บุรุษชุดม่วงถอนหายใจพลางทำสีหน้าเอือมระอา “ฝ่าบาทจับคู่ให้หมิงอ๋องกี่ครั้งก็ไม่สำเร็จ ยังไม่ล้มเลิกความพยายามอีกหรือ”
เฝิงหาน มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เขาและฮ่องเต้อวิ๋นเกาเป็นสหายกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ รู้นิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี ปกติหากไม่ใช่งานยากหรือเกี่ยวพันกับเรื่องสำคัญของแคว้น น้อยนักที่ฮ่องเต้อวิ๋นเกาจะทรงสั่งงานเขา
“กระหม่อมขอพูดในฐานะสหาย หมิงอ๋องหลานชายของฝ่าบาทอายุอ่อนกว่าพระองค์แค่ห้าปี ฝ่าบาทอภิเษกตอนพระชนมพรรษายี่สิบสองพรรษา ส่วนเขาปีนี้เพิ่งจะยี่สิบชันษา จะเร่งรัดไปทำไมกัน”
บุรุษบนบัลลังก์มังกรปรายสายตาเย็นชา
“เจิ้นไม่มีราชโองการให้เจ้าแต่งงานพร้อมกับเจิ้นก็ดีแค่ไหนแล้ว อายุยี่สิบห้าเท่ากับเจิ้นแต่ไม่ยอมหาสตรีมาเคียงข้างสักที”
เฝิงหานได้ยินก็ปิดปากชั่วครู่ ดวงตาดอกท้อจ้องมองบุรุษผู้เป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินโดยไม่เกรงกลัว
“อะไร อะไรก็สตรี ตั้งแต่ฝ่าบาทมีฮองเฮา นิสัยใจคอก็เปลี่ยนไป อยากเป็นเยว่เหล่าจับคู่ยวนยางหรืออย่างไร ใครอยากตัวคนเดียวอยู่เป็นโสดก็ปล่อยไปสิ ไม่ใช่เรื่องของฝ่าบาทเสียหน่อย”
เฝิงหานเปลี่ยนวิธีการพูดโดยฉับพลัน ก่อนที่อวิ๋นเกาจะขึ้นครองราชย์ พวกเขาก็พูดคุยเช่นนี้มาตั้งแต่เล็ก อีกประการ ก่อนที่อวิ๋นเกาจะอภิเษกสมรสกับฮองเฮาคนนี้ก็เคยเป็นบุรุษที่แสนเย็นชามาก่อน แต่เมื่อเจอสตรีพึงพอใจก็เปลี่ยนเป็นคนละคน พยายามจับคู่คนนั้นคนนี้ให้แต่งงานตามตนเองอย่างไม่ลดละ
“กระหม่อมเริ่มชักสงสัย ชีวิตหลังแต่งงานของฝ่าบาทมีความสุขหรือมีแต่ความทุกข์กันแน่ ถึงจะลากผู้อื่นเข้ามาอยู่ในวังวนชีวิตแต่งงาน”
“ก็ต้องมีความสุขน่ะสิ เจ้าอย่ามาหาเรื่องบ่ายเบี่ยง เจิ้นสั่งให้เจ้าไปทำเจ้าก็ต้องไป ถ้าอวิ๋นเวินไม่ได้แต่งกับองค์หญิงแคว้นโยวโจว เจ้าก็ต้องทำให้เขามีคู่ให้ได้ เสด็จพี่ของเจิ้นบอกว่าพี่สะใภ้เป็นห่วง กลัวว่าเขาจะติดใจอยู่ที่ชายแดนไม่ยอมกลับเมืองหลวง”
“ถ้าเขาติดใจชายแดน ถึงมีภรรยาก็อยู่ชายแดนเหมือนเดิม ไม่ลองหาสตรีในเมืองหลวงให้เขาล่ะพะย่ะค่ะ เขาจะได้ย้ายกลับมาอยู่ประจำ”
เฝิงหานขมวดคิ้ว แก้ปัญหาเรื่องอื่นไม่ได้ยากอะไร แต่แก้ไขปัญหารักๆ ใคร่ๆ เขาไม่สันทัดเลยสักนิด ไม่รู้ว่าฮ่องเต้อวิ๋นเกาใช้ส่วนไหนคิด ถึงให้บุรุษที่ไม่เคยมีความรักเช่นเขามาทำหน้าที่นี้
“อือๆ ตามใจ เจ้าจะจับคู่เขากับใครก็ทำให้สำเร็จ เรื่องนี้เจิ้นสั่งหลายคนแล้วแต่ไม่สำเร็จ ความหวังของครอบครัวเจิ้นต้องฝากเจ้าแล้ว”
ฮ่องเต้อวิ๋นเกาเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเอาใจอีกฝ่าย หากใช้ไม้แข็งเฝิงหานผู้นี้อาจจะลาออกกลับไปเปิดภัตตาคารที่จวนก็เป็นได้
เพราะเวลาว่างของเฝิงหาน นอกจากจะเล่นหมาก เล่นฉิน อ่านตำรา ฝึกกระบี่ อีกเรื่องที่เขาชอบก็คือทำอาหาร ทั้งยังทำอาหารรสชาติสูสีกับพ่อครัวของวังหลวง
อวิ๋นเกาจึงต้องมอบหมายงานเฝิงหานเยอะกว่าสหายสนิทคนอื่น เพราะเขาจะได้ไม่มีเวลาทำอาหารบ่อยจนลังเลใจอยากเปลี่ยนอาชีพจากเสนาบดีฝ่ายซ้ายไปเป็นพ่อครัวแทน
“ถือว่าเจิ้นให้เจ้าได้ไปเที่ยวพักผ่อนด้วยละกัน ใช้เวลานี้ทำงานและเก็บเกี่ยวความสุขเยอะๆ ล่ะ โชคดีนะ”
เขารีบพูดตัดบทแล้วก็ลุกจากบัลลังก์มังกรเดินหนีไปหลังตำหนักด้วยความรวดเร็ว
เฝิงหานปรายสายตามองตามก็ได้แต่ถอนหายใจ
“เอางานยากมาให้ข้าจนได้”
........
เมืองชิงสือ ชายแดนทิศเหนือ
จวนแม่ทัพ
บุรุษรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าหล่อเหลาประหนึ่งรูปปั้นเทพแห่งสงครามนั่งอ่านตำราพิชัยสงครามด้วยสีหน้าเรียบเฉย แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในเวลางาน แต่ทั่วร่างของเขาก็ให้ความรู้สึกคล้ายกับมีหมอกสีเทาอ่อนแผ่กระจายออกมาและทำให้บรรยากาศโดยรอบเยือกเย็นตลอดเวลา
“ยังไม่เข้าเหมันตฤดู เหตุใดข้าถึงรู้สึกหนาวแบบนี้นะ”
เฝิงหานเดินตามทหารรับใช้ของจวนแม่ทัพพลางยกมือลูบที่แขนของตนเอง ดวงตาดอกท้อชวนหลงใหลมองไปโดยรอบเห็นการตกแต่งของจวนก็ปกติธรรมดาทั่วไป เขาจึงยังไม่เข้าใจสถานการณ์มากนัก
แต่เมื่อเขาเดินมาจนเห็นบุรุษที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงหน้า ก็เข้าใจทันที
‘ข้าไม่แปลกใจเลยที่เจ้าหมอนี่ไม่ยอมแต่งงาน บุรุษเช่นนี้แม้อยากแต่งงานก็เกรงว่าจะหาสตรีที่ยินยอมได้ยาก’
เฝิงหานมองอีกฝ่ายจนรู้ตัวว่าเสียมารยาทจึงเลื่อนดวงตาดอกท้อของตนมองไปทางอื่น
“ท่านเสนาบดีอุตส่าห์ถ่อมาถึงที่นี่ ท่านมีธุระอะไรหรือไม่”
บุรุษร่างสูงปิดตำราแล้วปรายสายตามองมายังเฝิงหาน แม้จะเป็นสายตาที่ไร้อารมณ์ แต่ก็ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเย็นเสียวสันหลังได้
“ท่านแม่ทัพ” เฝิงหานเอ่ย ‘ไม่สิ เรียกแบบนี้ดูห่างเหินยิ่งนัก หากจะตะล่อมให้ยอมพบองค์หญิงแคว้นโยวโจวต้องทำให้สนิทสนมมากกว่านี้’
“โอ้ อวิ๋นเวินหลานรัก พอดีข้าได้รับคำสั่งจากท่านอาของเจ้าให้มาหาเจ้าน่ะ”
บุรุษอาภรณ์ม่วงรีบเปลี่ยนวิธีการพูดอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นท่าทางของเขาก็เปลี่ยนจากสุขุมนุ่มลึกกลายเป็นอัธยาศัยดีเต็มเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้นในทันที
“ท่านเสนาบดีอายุมากกว่าเปิ่นหวางเพียงห้าปี จะเป็นอาของเปิ่นหวางได้อย่างไร อ่อ แต่หากดูจากริ้วรอยบนใบหน้าของท่าน ก็คล้ายกับว่าแก่กว่าเปิ่นหวางสักสิบห้าปี เช่นนั้นคงต้องเรียกท่านว่าลุงแทน”
หึ พวกเจ้าอาหลานช่างนิสัยเหมือนกันเสียจริง ข้าไม่ใช้มุกนี้ก็ได้
เฝิงหานมุมปากกระตุกก่อนจะจัดท่าทางตัวเองใหม่ เขายิ้มกว้างอย่างเสแสร้งแล้วกล่าว
“กระหม่อมไม่ล้อเล่นแล้ว เข้าเรื่องเลยแล้วกัน ฝ่าบาทสั่งให้ท่านแม่ทัพไปรับตัวองค์หญิงแห่งโยวโจวที่ประตูด่านชายแดน จากนั้นก็พานางส่งจนถึงเมืองหลวง”
ดวงตาดอกท้อหลุบมองลงต่ำก่อนชำเลืองมองบุรุษที่ยังนั่งสีหน้าเคร่งขรึมบนเก้าอี้ ท่าทางของอีกฝ่ายเขาไม่สามารถเดาใจได้เลยแม้แต่น้อย
‘เจ้าเด็กคนนี้ไม่ยินดีแน่นอน ข้าต้องพูดตะล่อมอย่างไรให้เขาไปดีนะ’ เฝิงหานกัดริมฝีปาก หัวคิ้วมุ่นเข้าหากันด้วยความลืมตัว
“เสด็จอาให้เปิ่นหวางไปกับท่านเสนาบดีสินะ มิเช่นนั้นส่งมาแค่ราชโองการก็พอ” นัยน์ตาหงส์ทรงอำนาจมองที่เฝิงหาน ผู้ถูกจ้องได้แต่เก็บอาการไม่ให้ตัวสั่นออกมา
‘เด็กอะไรเนี่ย อายุแค่ยี่สิบแต่ความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาราวกับผู้เฒ่าร้อยปี อีกอย่าง คิดจะโยนเผือกร้อนมาให้ข้าสินะ อย่าฝันเลย ข้าไม่รับไว้แน่นอน’
เฝิงหานลอบเบะปากไม่ให้ผู้ใดเห็น
“คงเป็นเช่นนั้น ฝ่าบาทคงกลัวว่าท่านแม่ทัพจะดูแลสตรีบอบบางไม่เป็น จึงให้กระหม่อมมาช่วยดูกระมัง”
“อ่อ ถ้าอย่างนั้นท่านควรไปรับนาง ส่วนเปิ่นหวางจะส่งทหารไปคุ้มกันให้ ดีหรือไม่”
ไม่รอให้เฝิงหานตกปากรับคำ อวิ๋นเวินก็ขยับนิ้วเรียวส่งสัญญาณให้ทหารข้างกายเตรียมตัวเดินทางทันที
“เพ่ย กระหม่อมเพิ่งมาถึงนะ ยังไม่ได้พักผ่อนเลย ท่านมันนิสัยเอาแต่ใจเผด็จการเหมือนฝ่าบาทไม่มีผิดเพี้ยน”
เฝิงหานขยับปากบ่นไม่หยุด ใจคิดอยากจะชี้นิ้วว่าบุรุษหน้านิ่งสักยก แต่เมื่อรู้สึกถึงความเย็นที่อยู่โดยรอบ จึงจำใจเก็บความคิดนี้อย่างรวดเร็ว
เมื่อทหารเดินเข้ามาประชิดข้างกายของเฝิงหาน เขาก็เบี่ยงตัวหลบพร้อมกับถลึงตาใส่ แสดงสีหน้าไม่พอใจ
“ไม่ไป ข้าจะนอนพักผ่อนก่อนสักคืนสองคืน” เขากดเสียงต่ำจนทหารที่เข้ามาชะงักฝีเท้า
“ดื้อด้าน” น้ำเสียงเย็นเยียบดังใกล้ตัวเฝิงหาน เขาไม่ทันได้สังเกตเลยว่าบุรุษเรือนกายสูงใหญ่มายืนข้างหลังแล้ว
รู้ตัวอีกทีร่างสูงโปร่งของเขาก็ถูกมือแกร่งของบุรุษคว้าไว้แน่น ไม่ทันได้ดิ้นรนขัดขืนก็ถูกลากตัวเพื่อนำไปยังรถม้าที่จอดรออยู่หน้าจวน
“นี่ ท่านจะมาแบกกระหม่อมเช่นนี้ไม่ได้”
เฝิงหานร้องเสียงดังเพื่อให้อีกฝ่ายปล่อยตัว แต่ยิ่งเขาเสียงดังเท่าไหร่ก็ยิ่งถูกจับแน่นเท่านั้น
เพียะ! เสียงมือหนาฟาดลงบนเนื้อ แม้จะมีผ้ากั้นอยู่ด้านบนแต่เสียงก็ดังชัดเจน
เป็นอวิ๋นเวินที่ใช้มือข้างที่ว่างตีสะโพกของเฝิงหานอย่างแรง
“เงียบสักที น่ารำคาญ”
บุรุษหน้านิ่งเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่ทำให้เฝิงหานที่พยายามดิ้นหยุดนิ่งไม่ไหวติง
อีกฝ่ายเป็นถึงแม่ทัพที่ได้ชื่อว่าไร้ความปราณีไม่ว่าจะบุรุษหรือสตรี เขาจึงไม่กล้ายั่วโมโหเพิ่มขึ้น
กลัวว่าจะถูกเปลี่ยนจากฝ่ามือเป็นท่อนไม้ใหญ่ฟาดก้นแทน
